- หน้าแรก
- ภารกิจปั้นน้องสาวให้เป็นเทพ ส่วนข้าขอเป็นราชันย์
- บทที่ 3 - ติ่งสยบวิญญาณกลายพันธุ์
บทที่ 3 - ติ่งสยบวิญญาณกลายพันธุ์
บทที่ 3 - ติ่งสยบวิญญาณกลายพันธุ์
บทที่ 3 - ติ่งสยบวิญญาณกลายพันธุ์
พื้นที่ของจวนเจ้าเมืองกว้างขวางยิ่งนัก ลำพังแค่ลานหน้าก็มีขนาดเท่ากับบ้านของเขาถึงสองหลังรวมกัน
พิธีปลุกวิญญาณยุทธ์จัดขึ้นที่ลานหน้า บนพื้นลานมีผู้จัดวางหินปลุกวิญญาณเรียงเป็นค่ายกลไว้เรียบร้อยแล้ว
"เข้าไปยืนดีๆ" ผู้อาวุโสซ่งตบไหล่เซียวอวิ๋น เด็กหนุ่มพยักหน้า เดินตรงเข้าไปยืนกลางค่ายกลปลุกวิญญาณ
ผู้ทำหน้าที่ปลุกวิญญาณไม่ใช่ผู้อาวุโสซ่ง แต่เป็นวิญญาจารย์คนหนึ่งของจวนเจ้าเมือง ทันทีที่เขาสวมร่างวิญญาณยุทธ์ วงแหวนวิญญาณสีสันสดใสสี่วงก็ลอยขึ้นมาจากใต้เท้า
"ยื่นมือขวาออกมา"
วิญญาจารย์ผู้นั้นกล่าวกับเซียวอวิ๋น พร้อมถ่ายเทพลังวิญญาณหกสายออกจากร่าง เข้าไปกระตุ้นหินปลุกวิญญาณทั้งหกก้อน แสงสีทองจางๆ สว่างวาบขึ้น กระแสพลังอันอบอุ่นอ่อนโยนไหลบ่าเข้าสู่ทั่วสรรพางค์กายของเซียวอวิ๋น
กระแสพลังนี้ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณในกายเขาและดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ในยามนี้เซียวอวิ๋นสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีขุมพลังอันหนักแน่นขุมหนึ่งกำลังแผ่ซ่านจากภายในกายพุ่งออกมาสู่ภายนอกอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสซ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ว่าวิญญาณยุทธ์ของเจ้าหนูคนนี้ น่าจะไม่ธรรมดาเหมือนกับน้องสาวของเขา
"วูม——"
เสียงครางต่ำหนักแน่นดังก้องขึ้น ที่ด้านหลังของเซียวอวิ๋น เงาร่างของกระถางยักษ์สีดำทมิฬที่ดูเก่าแก่และทรงพลังปรากฏขึ้น แตกต่างจากวิญญาณยุทธ์ของเซียวเซียว กระถางยักษ์ด้านหลังเซียวอวิ๋นมีเพียงใบเดียวเท่านั้น
ทว่าดวงตาของผู้อาวุโสซ่งกลับหรี่แคบลงในทันที เพราะเขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าคุณภาพของกระถางยักษ์ใบนี้ไม่น่าจะด้อยไปกว่าวิญญาณยุทธ์สามกระถางกลายพันธุ์ของเด็กหญิงคนนั้น เผลอๆ ในความรู้สึกของเขา กระถางใบนี้อาจจะทรงอานุภาพยิ่งกว่าวิญญาณยุทธ์สามกระถางนั่นเสียอีก
กระถางยักษ์ใบนี้มีสีดำสนิท ราวกับผ่านการชะล้างด้วยกาลเวลามานับอนันต์ บนตัวกระถางมีรูปสลักมังกรเก้าตัวพันเกลียว เศียรมังกรชูชันขึ้นเหนือปากกระถาง ให้ความรู้สึกที่ดุดันและน่าเกรงขามอย่างที่สุด
"วิญญาณยุทธ์กลายพันธุ์อีกแล้วรึ" นัยน์ตาของผู้อาวุโสซ่งฉายแวววาวโรจน์ ครอบครัวนี้ดวงดีเสียจริง พี่น้องสองคนล้วนมีวิญญาณยุทธ์กลายพันธุ์ แถมคนน้องยังเป็นวิญญาณยุทธ์คู่ที่หาได้ยากยิ่ง!
"หือ?"
เซียวอวิ๋นกลับเหลือบสายตาไปมองมือซ้ายของตนอย่างแนบเนียน
"เหมือนกับยัยหนูเซียวเซียว ข้าเองก็มีวิญญาณยุทธ์คู่หรือนี่ เพียงแต่วิญญาณยุทธ์อันนี้..." เซียวอวิ๋นตั้งสติ กำมือซ้ายแน่น
ไม่รู้ว่าเป็นผลจากกระถางยักษ์หรือไม่ ร่างกายของเซียวอวิ๋นนอกจากกลิ่นอายอันหนักแน่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีกลิ่นอายอื่นใดแผ่ออกมาอีก
"เอาล่ะ ลองใช้จิตควบคุมเพื่อเก็บวิญญาณยุทธ์กลับคืนไป ข้าจะช่วยทดสอบพลังวิญญาณโดยกำเนิดให้ ดูจากคุณภาพวิญญาณยุทธ์ของเจ้า พลังวิญญาณคงไม่ต่ำเป็นแน่"
ผู้อาวุโสซ่งเอ่ยสอนวิธีเก็บวิญญาณยุทธ์ให้เซียวอวิ๋น พลางหยิบลูกแก้วผลึกสีฟ้าขึ้นมาถือไว้
เห็นภาพนี้ ปรมาจารย์วิญญาณที่ทำหน้าที่ปลุกวิญญาณอยู่เดิมก็มองเซียวอวิ๋นด้วยความอิจฉา
ถึงกับให้ผู้อาวุโสซ่งลงมือทดสอบพลังวิญญาณด้วยตัวเอง หรือว่าท่านผู้อาวุโสจะถูกใจเด็กคนนี้เข้าแล้ว?
ก็สมควรอยู่ ผู้อาวุโสซ่งเป็นถึงมหาปราชญ์วิญญาณรุ่นลายคราม แต่ยังไม่มีลูกศิษย์สักคน นานทีปีหนจะมีเด็กพรสวรรค์สูงโผล่มาสักคน จะรับไว้ก็ไม่แปลก
เซียวอวิ๋นที่มีจิตวิญญาณเป็นผู้ใหญ่ ย่อมเรียนรู้เคล็ดลับการเรียกและเก็บวิญญาณยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วภายใต้การชี้แนะ เมื่อเขาเก็บวิญญาณยุทธ์กระถางยักษ์นั้นกลับไปแล้ว ก็ยื่นฝ่ามือไปทาบลงบนลูกแก้วผลึกสีฟ้า
แสงสว่างเจิดจ้าค่อยๆ ลามเลียไปทั่วลูกแก้ว จนกระทั่งส่องสว่างไปทั้งลูก!
"พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด!"
รูม่านตาของผู้อาวุโสซ่งหดเกร็ง น้ำเสียงเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องกับเมื่อครู่
ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า วิญญาณยุทธ์ของเด็กคนนี้ แข็งแกร่งกว่าน้องสาวของเขาแน่นอน!
เพราะเซียวเซียวมีสองวิญญาณยุทธ์แต่พลังวิญญาณอยู่ที่ระดับเก้า แต่เซียวอวิ๋นมีแค่วิญญาณยุทธ์เดียวกลับมีพลังวิญญาณสูงกว่าน้องสาวถึงหนึ่งขั้น!
สัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงของผู้อาวุโสซ่ง เซียวอวิ๋นรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย จึงรีบเอ่ยเรียก "ท่านผู้อาวุโส"
ได้ยินเสียงเรียก ผู้อาวุโสซ่งจึงได้สติ ยิ่งมองเซียวอวิ๋นก็ยิ่งพึงพอใจ
เขาตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่น "เจ้าหนู เจ้าชื่ออะไร"
"ข้าชื่อเซียวอวิ๋นขอรับ"
"ดี เซียวอวิ๋นเจ้ารู้หรือไม่ว่าวิญญาณยุทธ์กลายพันธุ์กับพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดของเจ้าหมายความว่าอย่างไร"
ดูเหมือนจะไม่ได้ต้องการคำตอบจากปากเซียวอวิ๋น ผู้อาวุโสซ่งกล่าวต่อเองว่า "หมายความว่าขอเพียงเจ้าได้รับการฟูมฟักอย่างดี อนาคตย่อมมีโอกาสก้าวไปถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ นั่นคือตัวตนที่แม้แต่เมืองเฟิงเย่ของเราทั้งเมืองก็ยังไม่มี"
เซียวอวิ๋นรู้ดีว่าตาเฒ่าผู้นี้วางแผนอะไรอยู่ ก็แค่อยากดึงตัวเขากับเซียวเซียวเข้าสังกัดจวนเจ้าเมืองไม่ใช่หรือ
"ข้าเข้าใจความหมายของท่าน แต่ต้องขออภัยท่านผู้อาวุโส ข้าไม่อยากตัดสินใจโดยพลการ"
เซียวอวิ๋นส่ายหน้า ปฏิเสธคำเชิญของผู้อาวุโสซ่ง
ได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสซ่งหรี่ตาลง ดวงตาขุ่นมัวจับจ้องเซียวอวิ๋นไม่กระพริบ
เนิ่นนานผ่านไป เขาถอนหายใจแผ่วเบา "นั่นสินะ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า อย่าว่าแต่จวนเจ้าเมืองเลย ขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่านี้คงพร้อมจะอ้าแขนรับเจ้าเข้าร่วมโดยไม่ลังเล"
ทว่าเขาก็เปลี่ยนน้ำเสียง แววตาที่มองเซียวอวิ๋นเจือแววยิ้ม "หากเจ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ ก็มาหาพวกเราได้ทุกเมื่อ ประตูจวนเจ้าเมืองเปิดต้อนรับเจ้าเสมอ"
เซียวอวิ๋นยิ้มบาง คติประจำใจของเขาคือใครดีมาก็ดีตอบ
"เอาล่ะ ที่จวนยังมีแขกคนสำคัญ ข้าคงไม่ได้เดินไปส่งเจ้าแล้ว" ผู้อาวุโสซ่งพูดพลางสั่งให้ทหารยามไปพาเด็กคนต่อไปเข้ามาปลุกวิญญาณยุทธ์
แขกคนสำคัญของจวนเจ้าเมือง?
เซียวอวิ๋นชะงัก
ผู้ที่ทำให้ขุมอำนาจอย่างจวนเจ้าเมืองยกย่องเป็นแขกคนสำคัญ และทำให้ผู้อาวุโสซ่งต้องระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้ คาดว่าน่าจะเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์
เพราะเจ้าเมืองเฟิงเย่เองก็เป็นถึงวิญญาณพรหมยุทธ์ มีเพียงราชทินนามพรหมยุทธ์เท่านั้นที่จะสร้างแรงกดดันต่อจวนเจ้าเมืองได้ขนาดนี้
และก็เป็นดั่งที่เซียวอวิ๋นคาดเดา ไม่นานนัก ประตูที่เชื่อมระหว่างลานหน้ากับเรือนหลักก็เปิดออก ร่างหลายร่างเดินออกมา นอกจากชายวัยกลางคนที่เดินนำอยู่ทางซ้ายหน้าแล้ว คนที่เหลือล้วนสวมเครื่องแต่งกายแบบเดียวกัน
"เมื่อครู่ที่ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันหนักแน่นในลาน มาจากเด็กคนนี้หรือ"
คนที่เดินเคียงข้างชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้น นางไม่ได้สวมหน้ากากเหมือนคนด้านหลัง ผมยาวสลวยสีดำขับเน้นใบหน้าที่แม้จะดูมีอายุแต่ยังคงความงดงามเปี่ยมเสน่ห์
ผู้อาวุโสซ่งย่อมรู้อีกฝ่ายเป็นใคร ท่าทีของเขาเปลี่ยนจากที่ปฏิบัติต่อเซียวอวิ๋นอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นนอบน้อมถ่อมตน "ท่านทูตตรวจการ ท่านกล่าวถูกต้องแล้ว เป็นเด็กคนนี้ขอรับ"
สายตาของหญิงสาวตกกระทบลงบนร่างของเซียวอวิ๋น นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ
นึกไม่ถึงว่าในเมืองชายแดนอย่างเมืองเฟิงเย่จะได้พบเด็กที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ นางยิ้มอ่อนโยน "ดวงเมืองของเมืองเฟิงเย่ช่างดีจริงๆ ที่มีอัจฉริยะเช่นนี้ถือกำเนิดขึ้นมาได้"
[จบแล้ว]