- หน้าแรก
- สำนักข้าจะเทพเกินไปแล้ว
- บทที่ 16 ผู้กลับชาติมาเกิดหลี่เฮย
บทที่ 16 ผู้กลับชาติมาเกิดหลี่เฮย
บทที่ 16 ผู้กลับชาติมาเกิดหลี่เฮย
บทที่ 16 ผู้กลับชาติมาเกิดหลี่เฮย
"หลี่เฮย เจ้าแน่มากนะ บิดาให้เจ้าไปส่งโอสถให้ศิษย์พี่เย่ เจ้ายังส่งช้าได้อีก? รู้หรือไม่ว่าศิษย์พี่เย่เป็นใคร? นั่นคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งศิษย์ฝ่ายนอกนิกายหลิงอวิ๋นของเราเชียวนะ ทำให้ศิษย์พี่เย่เสียเวลาทะลวงระดับ เจ้าจะรับผิดชอบไหวรึ?"
ชายหนุ่มด่าทอพลางฟาดแส้ใส่ชายร่างผอมแห้งที่นอนขดตัวอยู่
"รู้หรือไม่ว่าเพราะเจ้า บิดาโดนศิษย์พี่เย่ด่าเปิงมา? แม่งเอ๊ย ศิษย์รับใช้ก็คือศิษย์รับใช้ ขยะจริงๆ!"
ชายหนุ่มออกแรงฟาดมากขึ้น เสียงแส้กระทบเนื้อดังสนั่น ชายร่างผอมแห้งผู้นั้นมีเลือดโชกไปทั้งตัว ทำให้หวังเฟิงที่ยืนดูอยู่นอกประตูถึงกับขมวดคิ้ว
แค่เรื่องเล็กน้อยกลับถูกเฆี่ยนตีเช่นนี้ ศิษย์รับใช้ไม่ใช่คนหรือ?
หวังเฟิงได้เห็นความโหดร้ายของโลกแห่งการบ่มเพาะเป็นครั้งแรก กฎปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ
อย่างไรก็ตาม แม้หวังเฟิงจะรู้สึกสังเวชชายร่างผอมแห้งผู้นั้น แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะยุ่งเรื่องชาวบ้าน เขาไม่ใช่คนดีศรีสังคมขนาดนั้น คนน่าสงสารมีอยู่เกลื่อนกลาด หากเขาต้องยื่นมือเข้าช่วยทุกคนที่พบเจอ มิเหนื่อยตายหรือ?
เขาแค่แวะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น ไม่นึกว่าจะได้เห็นภาพอันโหดร้ายเช่นนี้ มองจากจุดเล็กๆ ก็เห็นภาพรวมได้ ขนาดศิษย์ฝ่ายนอกยังกร่างได้ขนาดนี้ เห็นทีนิกายหลิงอวิ๋นก็น่าจะไม่ใช่ที่ที่ดีนัก
"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ค้นพบอัจฉริยะผู้เลิศล้ำหนึ่งคน!"
ขณะที่หวังเฟิงกำลังส่ายหน้าเตรียมพาพวกจอมมารเสวียนซ่าจากไป เสียงอันเย็นชาที่ดังขึ้นในหัวก็ทำให้เขาตัวสั่นสะท้าน สีหน้าฉายแววฉงน
"ระบบ อัจฉริยะอยู่ที่ไหน?" หวังเฟิงมองไปรอบๆ ที่นี่นอกจากสองคนในลานบ้าน ก็มีแค่พวกเขาสามคน หรือว่าหนึ่งในสองคนในลานบ้านจะเป็นอัจฉริยะ?
"ติ๊ง อัจฉริยะผู้เลิศล้ำคนนี้ ก็คือศิษย์รับใช้ของนิกายหลิงอวิ๋น หลี่เฮย!"
เสียงเย็นชาที่ดังขึ้นในหัวทำให้ดวงตาของหวังเฟิงเปล่งประกายเจิดจ้า เขาหยุดเดินแล้วหันขวับไปมองหลี่เฮยที่กำลังถูกเฆี่ยนตีด้วยสีหน้าตะลึงงัน
นี่คืออัจฉริยะผู้เลิศล้ำ?
หวังเฟิงมองอย่างไรก็ไม่เห็นความพิเศษของหลี่เฮย อัจฉริยะผู้เลิศล้ำจะถูกศิษย์ฝ่ายนอกของนิกายหลิงอวิ๋นรังแกได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"ระบบ ทำไมหลี่เฮยถึงถูกเรียกว่าอัจฉริยะผู้เลิศล้ำล่ะ?" หวังเฟิงถามในใจด้วยความสงสัย
"ติ๊ง การตรวจสอบความเป็นมาของหลี่เฮย ต้องใช้หนึ่งพันแต้มนิกาย!"
ได้ยินเสียงแจ้งเตือน หวังเฟิงถึงกับมุมปากกระตุก แม่ง ระบบนี่หน้าเลือดขึ้นทุกวัน
"ตรวจสอบ!" หวังเฟิงกัดฟันพูดในใจ
คนที่ระบบยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะผู้เลิศล้ำย่อมไม่ธรรมดา แค่หนึ่งพันแต้มนิกาย ขอแค่ดึงตัวเข้าสู่นิกายได้ เดี๋ยวก็ได้ทุนคืน!
ต้องรู้ว่าขนาดคนอย่างหลิงเฟยอู่ ระบบยังไม่นับว่าเป็นอัจฉริยะผู้เลิศล้ำ คิดดูสิว่ามาตรฐาน 'อัจฉริยะผู้เลิศล้ำ' ของระบบนั้นสูงส่งเพียงใด แล้วตอนนี้มีคนแบบนั้นมาอยู่ตรงหน้า หวังเฟิงจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร?
แต่เขาต้องรู้ให้แน่ชัดว่าเหตุใดหลี่เฮยจึงเป็นอัจฉริยะ เขาดูไม่ออกจริงๆ ว่าหลี่เฮยมีดีตรงไหน อีกทั้งถูกข่มเหงขนาดนี้ยังไม่ตอบโต้ สภาพจิตใจก็น่าเป็นห่วง
หากจิตใจไม่ผ่าน ต่อให้พรสวรรค์สูงส่งแค่ไหน หวังเฟิงก็ไม่รับ
นิกายเทวะเซียนของเขา ไม่อยากให้มีพวกอกตัญญูหรือคนถ่อยมาทำให้เสื่อมเสีย
"ติ๊ง หลี่เฮยมีนามเดิมว่า หลี่ชางกง เป็นยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิเทวะขั้นสูงสุด หลังจากตกตายโดยอุบัติเหตุ วิญญาณตกค้างส่วนหนึ่งได้หลอมรวมกับสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง จนได้กลับชาติมาเกิดเป็นหลี่เฮยในปัจจุบัน"
"เหตุผลที่เขาไม่ตอบโต้แม้ถูกข่มเหง ข้อแรกเพื่อปกปิดความลับเรื่องการกลับชาติมาเกิด ไม่อยากให้เรื่องบานปลายจนเป็นที่สนใจ เกรงว่ายอดฝีมือจะล่วงรู้ความลับของเขา"
"ข้อสอง โฮสต์คิดว่าหลี่เฮยจะไม่เอาคืนจริงๆ หรือ? ศักดิ์ศรีของผู้กลับชาติมาเกิดระดับจักรพรรดิเทวะ ต่อให้พยายามซ่อนตัวแค่ไหน ก็ไม่มีทางยอมให้ใครมาข่มเหง คนที่เคยรังแกหลี่เฮย วันรุ่งขึ้นล้วนหายตัวไปอย่างลึกลับ โดยที่คนทั้งนิกายหลิงอวิ๋นไม่ระแคะระคาย"
คำอธิบายในหัวทำให้หวังเฟิงตัวสั่นสะท้าน เขามองหลี่เฮยอย่างมีความหมาย แม่ง เขาอ่อนหัดไปจริงๆ คนไม่อาจตัดสินที่หน้าตา น้ำทะเลไม่อาจตวงวัดด้วยถังตวง เขาเห็นแค่หลี่เฮยถูกรังแกโดยไม่สู้ตอบ แต่กลับมองไม่เห็นความเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ตอนนี้หวังเฟิงตกใจสุดขีด เขาไม่นึกเลยว่าหลี่เฮยตรงหน้าจะเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิเทวะขั้นสูงสุดกลับชาติมาเกิด นั่นคือตัวตนระดับสูงสุดเชียวนะ จักรวรรดิเย่ารื่อที่ว่ายิ่งใหญ่ ต่อหน้ายอดฝีมือระดับนี้ ก็เป็นเพียงมดปลวกที่บี้ให้ตายได้ง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อฟังระบบอธิบาย จิตใจของหลี่เฮยกลับเข้ากับนิสัยของหวังเฟิงได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อรักษาความลับ อดีตยอดฝีมือระดับจักรพรรดิเทวะยอมถูกศิษย์ฝ่ายนอกที่เป็นเพียงมดปลวกรังแกโดยไม่ตอบโต้ รอจังหวะสังหารทิ้งทีหลังเพื่อปิดปาก
ความอดทนอดกลั้นและจิตใจที่เด็ดขาดเช่นนี้ หวังเฟิงชื่นชมยิ่งนัก
"ติ๊ง หลังจากหลี่เฮยกลับชาติมาเกิด การที่วิญญาณตกค้างหลอมรวมกับสมบัติล้ำค่า ทำให้พรสวรรค์ของเขาพุ่งทะยาน สูงล้ำยิ่งกว่าชาติก่อน หลังจากวิญญาณตกค้างตื่นขึ้นและหลอมรวมได้เพียงหนึ่งปี ปัจจุบันเขาได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผสานลักษณ์แล้ว!"
เสียงแจ้งเตือนอีกครั้งทำให้ดวงตาของหวังเฟิงฉายแววน่าเกรงขาม สมเป็นอดีตยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิเทวะ แม้แต่เขาก็ยังดูไม่ออกถึงระดับพลังที่แท้จริงของหลี่เฮย หากระบบไม่ตรวจสอบ เขาคงนึกว่าหลี่เฮยเป็นแค่ขอบเขตสร้างรากฐานจริงๆ
มีระดับพลังถึงขอบเขตผสานลักษณ์ แข็งแกร่งกว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งของนิกายหลิงอวิ๋นเสียอีก แต่กลับอดทนได้ถึงขนาดนี้ คนผู้นี้น่ากลัวจริงๆ สมแล้วที่เป็นอดีตจักรพรรดิเทวะ
อดีตหลี่เฮยยังไปถึงระดับสูงสุดของขอบเขตจักรพรรดิเทวะได้ ตอนนี้พรสวรรค์สูงขึ้นไปอีก อนาคตคงยากจะคาดเดา สมกับที่ระบบยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะผู้เลิศล้ำ
เวลานี้หวังเฟิงตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะต้องดึงตัวหลี่เฮยมาให้ได้ มีเพียงนิกายเทวะเซียนของเขาเท่านั้นที่จะรองรับมังกรซ่อนกายอย่างหลี่เฮยได้
คิดได้ดังนั้น หวังเฟิงก็ไม่รีรอ พาจอมมารเสวียนซ่าและเยียวเยว่เดินเข้าไปในลานบ้านทันที!
"พวกเจ้าเป็นใคร?"
ชายหนุ่มที่กำลังเฆี่ยนตีหลี่เฮยเห็นพวกหวังเฟิงสามคนก็ขมวดคิ้ว ตวาดถามเสียงดัง แต่พอสิ้นเสียง เขาก็ตัวสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกโพลง จ้องมองอย่างเหม่อลอย
ร่างระหงงดงามไร้ที่ตินั้นได้เข้าไปยึดครองหัวใจของศิษย์ฝ่ายนอกนิกายหลิงอวิ๋นผู้นี้จนหมดสิ้น ราวกับได้เห็นสิ่งที่งดงามที่สุดในโลกหล้า วิญญาณของเขาถูกดึงดูดไปจนหมดสิ้น
หวังเฟิงไม่สนใจเสียงตวาดของศิษย์ฝ่ายนอก เดินตรงไปหาหลี่เฮย มองดูร่างที่นอนขดตัวอยู่จากมุมสูง แล้วกล่าวเรียบๆ ว่า "ตามประมุขผู้นี้ไปเถอะ!"
คำพูดเรียบง่ายนี้ดังขึ้นข้างหูหลี่เฮย ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมองทันที ร่างกายสั่นสะท้าน
คนผู้นี้เป็นใคร? เจตจำนงระดับจักรพรรดิของเปิ้นตี้กลับตรวจสอบข้อมูลของเขาไม่ได้เลย?
คิดได้ดังนั้น หลี่เฮยจึงไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแค่มองหวังเฟิงแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าลง ขดตัวตามเดิม สีหน้าแสดงความหวาดกลัวอย่างที่สุด
"เลิกแสดงละครได้แล้ว ประมุขผู้นี้รู้ความเป็นมาของเจ้า ตามประมุขผู้นี้มา รับรองความปลอดภัยให้เจ้าได้!"
เสียงราบเรียบที่ดังขึ้นอีกครั้งทำให้หลี่เฮยสะดุ้งเฮือก เขาเงยหน้ามองหวังเฟิงขวับ แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบ ความหวาดกลัวเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายลึกลับออกมา ราวกับสัตว์ร้ายยุคบรรพกาลที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
กลิ่นอายอันแหลมคมนั้นทำให้จอมมารเสวียนซ่าและเยียวเยว่ที่ยืนอยู่ข้างหวังเฟิงเกร็งตัวขึ้นมาทันที ทั้งสองจ้องมองหลี่เฮยด้วยแววตาเป็นประกาย
ทว่ากลิ่นอายบนตัวหลี่เฮยเพียงวูบเดียวก็หายไป เขามองหวังเฟิงด้วยดวงตาดำขลับลึกล้ำราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนวิญญาณ
"เจ้ามีคุณสมบัติอะไร?"
เสียงหนึ่งดังออกมาจากปากของหลี่เฮย แม้สภาพของเขาจะดูไม่ได้ เลือดท่วมตัว แต่บุคลิกอันสูงส่งนั้นกลับทำให้ผู้คนต้องหวั่นเกรง
"ก็พึ่งที่ประมุขผู้นี้รู้อดีตของเจ้าไงล่ะ หลี่ชางกง!" หวังเฟิงยกยิ้มมุมปาก กล่าวอย่างมีเลศนัย
ตูม!
สิ้นเสียงหวังเฟิง กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกจากร่างหลี่เฮย พุ่งเข้ากดดันหวังเฟิงทันที แรงกดดันมหาศาลนี้ดูเหมือนจะปกคลุมทั่วฟ้าดิน แต่แท้จริงแล้วพุ่งเป้าไปที่หวังเฟิงเพียงคนเดียว คนอื่นล้วนไม่รู้สึกถึงแรงกดดันนี้!
แต่เพียงครู่เดียว หลี่เฮยก็ต้องรูม่านตาหดลง เพราะหวังเฟิงรับแรงกดดันของเขาได้หน้าตาเฉย ไม่มีอาการสะทกสะท้าน ยังคงยืนสงบนิ่งราวกับสายลม
"ดี!"
หลี่เฮยมองหวังเฟิงอย่างลึกซึ้งแล้วพยักหน้า เขาไม่รู้ว่าหวังเฟิงเป็นใคร แต่แค่การที่หวังเฟิงต้านรับเศษเสี้ยวพลังอำนาจแห่งจักรพรรดิเทวะของเขาได้ แถมยังล่วงรู้ความเป็นมาของเขา ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หลี่เฮยยอมตามไป
หากไม่รู้จุดประสงค์ของหวังเฟิง หลี่เฮยคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ
"เจ้าจะจัดการเอง หรือให้ประมุขผู้นี้ช่วย?" หวังเฟิงปรายตามองศิษย์ฝ่ายนอกนิกายหลิงอวิ๋นที่กำลังจ้องเยียวเยว่ตาเยิ้ม แล้วหันไปถามหลี่เฮย
ได้ยินดังนั้น หลี่เฮยไม่พูดพร่ำทำเพลง ร่างกายเคลื่อนไหววูบเดียวก็ไปโผล่ตรงหน้าศิษย์ฝ่ายนอกผู้นั้น มือข้างหนึ่งคว้าคออีกฝ่ายยกขึ้น
"หลี่... หลี่เฮย... เจ้า... บังอาจ... นัก!"
ศิษย์ฝ่ายนอกที่ถูกหลี่เฮยบีบคอหน้าแดงก่ำ ดิ้นรนสุดชีวิต แต่น่าเสียดาย ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุดจากมือคีมเหล็กของหลี่เฮย
กร๊อบ!
แววตาของหลี่เฮยฉายแววอำมหิต ออกแรงบีบเพียงนิด เสียงกระดูกหักก็ดังลั่นลานบ้าน ศีรษะของศิษย์ฝ่ายนอกพับลงทันที ร่างไร้วิญญาณถูกหลี่เฮยโยนทิ้งลงพื้นดังตุ้บ
หวังเฟิงมองหลี่เฮยอย่างมีความหมาย ไม่พูดอะไร หันหลังเดินนำเยียวเยว่และจอมมารเสวียนซ่าจากไป ในเมื่อระบบยังไม่แจ้งเตือน แสดงว่าหลี่เฮยยังไม่ได้เข้าร่วมนิกายเทวะเซียนอย่างแท้จริง ดูท่าคงต้องใช้ลูกเล่นอีกสักหน่อย ถึงจะดึงตัวผู้กลับชาติมาเกิดคนนี้เข้าสู่นิกายได้!