- หน้าแรก
- สำนักข้าจะเทพเกินไปแล้ว
- บทที่ 15 บุกเยือนนิกายหลิงอวิ๋น
บทที่ 15 บุกเยือนนิกายหลิงอวิ๋น
บทที่ 15 บุกเยือนนิกายหลิงอวิ๋น
บทที่ 15 บุกเยือนนิกายหลิงอวิ๋น
"เกิดอะไรขึ้น?" หลินเทียนสยง หรือฉางหลินโหว มอง พ่อบ้านหวัง ด้วยสายตาไร้ความรู้สึก ตวาดถามเสียงแข็ง
ท่าทีเย็นชาไร้อารมณ์นั้น ทำให้ พ่อบ้านหวัง สั่นเทาไม่หยุด ตลอดหลายร้อยปีที่ติดตามฉางหลินโหวมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นฉางหลินโหวอยู่ในสภาพนี้ เขารู้ดีว่า นี่คือสัญญาณของความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด
"นายน้อยอวิ๋นอีถูกสังหารระหว่างไล่ล่าคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิงที่บริเวณรอบนอกเทือกเขาซิงเย่าขอรับ ที่นั่น... พบเพียงศพของนายน้อยอวิ๋นอี!"
"ฝีมือใคร?"
"ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดขอรับ ในที่เกิดเหตุ นอกจากศพของนายน้อยอวิ๋นอีแล้ว ยังมีศพขององครักษ์ทั้งหกนาย นอกเหนือจากนั้น... ไม่พบร่องรอยของคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิงเลยขอรับ!"
แม้ พ่อบ้านหวัง จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่หลินเทียนสยงย่อมเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น เขาหรี่ตาลง ประกายเย็นยาวาบผ่านดวงตา คิดไม่ถึงว่าแค่ทำลายตระกูลหลิงเล็กๆ ตระกูลเดียว จะทำให้ลูกชายคนเดียวของเขาต้องมาตาย
"ระดมพลกองทัพฉางหลิน! เปิ่นโหวจะไปรับอวิ๋นอีด้วยตัวเอง ให้ฆาตกรพวกนั้น ตายตกตามไปรับใช้ลูกข้า!" หลินเทียนสยงสั่งเสียงเหี้ยม
ได้ยินคำสั่งของหลินเทียนสยง พ่อบ้านหวัง ถึงกับสะดุ้ง มองหลินเทียนสยงด้วยความตกใจ รีบแย้งว่า "ท่านโหว หากไม่มีราชโองการจากฝ่าบาท กองทัพฉางหลินเคลื่อนพลไม่ได้นะขอรับ!"
ในฐานะ พ่อบ้าน ที่ติดตามหลินเทียนสยงมาหลายร้อยปี พ่อบ้านหวัง ย่อมรู้ดีว่า แม้ในนามกองทัพฉางหลินจะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของฉางหลินโหว แต่แท้จริงแล้ว กองทัพนี้ขึ้นตรงต่อองค์เหนือหัวผู้สูงส่ง หากไม่มีการสนับสนุนจากพระองค์ ลำพังฉางหลินโหวคนเดียว จะสร้างกองทัพที่น่ากลัวขนาดนี้ขึ้นมาได้อย่างไร?
กองทัพฉางหลินแม้จะไม่กล้าอวดอ้างว่าเป็นกองทัพอันดับหนึ่งของจักรวรรดิเย่ารื่อ แต่ก็เป็นกองทัพที่เลื่องชื่อลือนาม กองทัพฉางหลินมีทหารทั้งหมดห้าร้อยนาย ทุกนายล้วนมีระดับพลังขอบเขตขุนพลยุทธ์ และยังมีนายกองระดับขอบเขตผสานลักษณ์อีกสิบนาย ความแข็งแกร่งระดับนี้เทียบเท่ากับนิกายระดับกลางๆ ในจักรวรรดิเย่ารื่อได้เลยทีเดียว!
"ห่วงอย่างเดียวของเปิ่นโหวได้จากไปแล้ว เปิ่นโหวจะยังสนอะไรอีก?" ได้ยินคำทัดทาน หลินเทียนสยงปรายตามอง พ่อบ้านหวัง ตวาดเสียงเย็น ความเย็นชาในแววตานั้นทำเอา พ่อบ้านหวัง สั่นสะท้าน ไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป รีบไปสั่งการระดมพลกองทัพฉางหลินทันที
ไม่นานนัก พ่อบ้านหวัง ก็นำกลุ่มทหารสวมเกราะเกล็ดสีแดงเลือดหมูมาปรากฏตัวที่จวนโหวฉางหลิน ทันทีที่ทหารเกราะแดงกลุ่มนี้ปรากฏตัว กลิ่นอายสังหารอันรุนแรงก็ปกคลุมไปทั่วจวนโหว
"คารวะท่านโหว!"
เสียงคำรามกึกก้องดั่งฟ้าผ่า ดังสนั่นไปทั่วจวนโหวฉางหลิน
"ตามเปิ่นโหวมา!"
"รับทราบ!"
กองทัพฉางหลินไม่พูดพร่ำทำเพลง เหาะทะยานตามหลังหลินเทียนสยงขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
พ่อบ้านหวัง มองภาพนี้แล้วถอนหายใจ "ท่านโหว... ครั้งนี้ ท่านคงไปกระตุกหนวดมังกรของฝ่าบาทเข้าแล้ว ต่อให้มีเหตุผลแค่ไหน กลับมาคงหนีไม่พ้นโดนลงอาญา!"
ขณะที่ พ่อบ้านหวัง กำลังทอดถอนใจ การเคลื่อนไหวผิดปกติของฉางหลินโหวก็สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่รอบๆ จวนโหวฉางหลิน
"เกิดอะไรขึ้น? ฉางหลินโหวกล้าเคลื่อนพลกองทัพฉางหลินโดยพลการเชียวรึ?"
"ไปสืบมาซิ ว่าเรื่องใหญ่โตอะไรกันแน่ ที่ทำให้ฉางหลินโหวกล้าทำผิดมหันต์ขนาดนี้!"
"งานนี้ฉางหลินโหวหนีความผิดไม่พ้นแน่!"
.............
ณ ประตูเมืองเย่ารื่อ หลี่ชิงเฉิน ผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์เมืองหลวง ยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ กำลังตรวจตราประตูเมืองตามปกติ เขายืนตระหง่านอยู่บนกำแพงเมือง มองดูความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงเย่ารื่อ ในใจเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ภายใต้การนำขององค์เหนือหัวผู้สูงส่ง จักรวรรดิเย่ารื่อเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีมานี้
ฟึ่บ!
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศก็ขัดจังหวะความคิดของหลี่ชิงเฉิน เขาเพ่งมองไป แล้วก็ต้องตกใจ ร่างของเขาลอยขึ้นไปกลางอากาศ ตะโกนก้อง "ฉางหลินโหว! ท่านเคลื่อนพลกองทัพฉางหลินโดยพลการ โทษทัณฑ์ถึงประหาร ยังกล้าคิดจะก้าวออกจากเมืองหลวงอีกรึ? อย่าได้หาเรื่องใส่ตัว รีบถอยกลับไปซะ!"
ผู้มาเยือน ก็คือฉางหลินโหวและกองทัพฉางหลินที่กำลังรีบร้อนไปแก้แค้นให้ลูกชาย
"ท่านผู้บัญชาการหลี่ เปิ่นโหวมีธุระด่วน ขอทางด้วย เปิ่นโหวจะติดหนี้บุญคุณท่านครั้งหนึ่ง!" หลินเทียนสยงข่มจิตสังหารที่พลุ่งพล่านในใจ พูดกับหลี่ชิงเฉินอย่างนุ่มนวล
"หากเป็นเวลาปกติ เปิ่นถ่งหลิ่ง (ผู้บัญชาการผู้นี้) ย่อมยินดีรับน้ำใจจากฉางหลินโหว แต่เวลานี้ ต้องขออภัยที่เปิ่นถ่งหลิ่งไม่อาจยอมได้!" หลี่ชิงเฉินตอบกลับเสียงแข็ง เขาไม่รู้ว่าฉางหลินโหวเป็นบ้าอะไร ถึงกล้าเคลื่อนพลกองทัพฉางหลินโดยพละการ แถมยังกล้าจะออกจากเมืองหลวง!
ท่านโหวในจักรวรรดิเย่ารื่อ สามารถเข้าออกเมืองหลวงเย่ารื่อได้ตามใจชอบ แต่หากไปพร้อมกับกองทัพ จำเป็นต้องมีราชโองการจากฝ่าบาท มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นกบฏ การกระทำของฉางหลินโหวครั้งนี้ มีความผิดมหันต์
"ลูกชายคนเดียวของเปิ่นโหวตายแล้ว! หากเปิ่นโหวไม่อาจไปรับเขากลับมาอย่างสมเกียรติ จะคู่ควรเป็นพ่อคนได้อย่างไร? หากเปิ่นโหวไม่อาจล้างแค้นให้เขา สับร่างคนร้ายเป็นหมื่นชิ้น จะคู่ควรเป็นพ่อคนได้อย่างไร?"
"หลี่ชิงเฉิน ท่านเองก็เป็นพ่อคน น่าจะเข้าใจหัวอกของเปิ่นโหวดี หากลูกชายท่านตาย ท่านจะยังมายืนใจเย็นพูดจากับเปิ่นโหวแบบนี้อยู่อีกไหม?"
"เปิ่นโหวน้อมรับความผิดที่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง แต่ลูกชายคนเดียวของเปิ่นโหวตายแล้ว เปิ่นโหวอยู่มิสู้ตาย รอรับอวิ๋นอีกลับมา และล้างแค้นให้เขาเสร็จสิ้น เปิ่นโหวจะกลับมาคุกเข่าขอรับโทษต่อหน้าฝ่าบาทแน่นอน!"
ใบหน้าของหลินเทียนสยงเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ตะโกนใส่หลี่ชิงเฉิน เสียงคำรามของเขาดังก้องไปทั่วประตูเมือง สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในบริเวณนั้น
"ซู้ด! มีคนกล้าฆ่าลูกชายฉางหลินโหวเชียวหรือ?"
"มิน่าล่ะ ฉางหลินโหวถึงได้คลุ้มคลั่งขนาดนี้!"
"ใช่ ทั่วทั้งเมืองหลวง ใครบ้างไม่รู้ว่าหลินอวิ๋นอีคือเกล็ดมังกรย้อนเพียงหนึ่งเดียวของฉางหลินโหว!"
"ไม่รู้ว่าเป็นใคร ถึงได้ใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้?"
"เหอะ ก็แค่พวกไม่รักตัวกลัวตาย หากแค่จับหลินอวิ๋นอีเป็นตัวประกัน ฉางหลินโหวอาจจะยังพอคุยได้ แต่ฆ่าทิ้งแบบนี้ มีแต่จะทำให้ฉางหลินโหวบ้าคลั่ง!"
เหล่ายอดฝีมือบริเวณประตูเมือง เมื่อได้ยินเสียงคำรามอย่างเจ็บปวดของฉางหลินโหว ต่างหน้าถอดสี ซุบซิบวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
หลี่ชิงเฉิน ผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์เมืองหลวง ได้ยินเสียงคำรามอันโศกเศร้าของฉางหลินโหว ก็ตกใจไม่แพ้กัน แม้แต่เขาเองก็คิดไม่ถึงว่า ที่ฉางหลินโหวบ้าคลั่งขนาดนี้ เป็นเพราะการตายของหลินอวิ๋นอี
เขาเงียบไปทันที อย่างที่หลินเทียนสยงว่า เขาเองก็เป็นพ่อคน เข้าใจท่าทีเกือบจะบ้าคลั่งของหลินเทียนสยงได้ดี หากมีใครกล้าฆ่าลูกชายเขา เขาคงจะบ้าคลั่งไม่ต่างจากหลินเทียนสยง
ในโลกผู้ฝึกตนแห่งนี้ ความสัมพันธ์ฉันครอบครัวนั้น ทั้งสำคัญและไร้ค่า! บางคนเห็นคนในครอบครัวเป็นดั่งเกล็ดมังกรย้อน ใครแตะต้องเป็นต้องคลั่ง ส่วนบางคนเห็นคนในครอบครัวไร้ค่า ถึงขั้นลงมือสังหารเองกับมือก็มี
และเขากับฉางหลินโหว ล้วนเป็นคนประเภทแรก
"อย่าบีบให้เปิ่นโหวต้องลงมือกับท่าน!" เห็นหลี่ชิงเฉินยังคงนิ่งเงียบ ฉางหลินโหวก็ตวาดเสียงเย็นชา ไม่มีใครจะมาขวางเขาไปรับลูกชายได้
"ปล่อยเขาไปเถอะ การตายของบุตรชายทำให้เขาขาดสติ แม้จะล่วงเกิน แต่ก็น่าเห็นใจ ให้เขากลับมาแล้วค่อยมาหาเจิ้น!"
ขณะที่หลี่ชิงเฉินกำลังลังเลใจ เสียงอันทรงอำนาจและยิ่งใหญ่ก็ดังขึ้นข้างหู ทำให้หลี่ชิงเฉินตัวสั่นสะท้าน โค้งคำนับไปทางทิศของพระราชวังเย่ารื่ออย่างนอบน้อม
เห็นท่าทีของหลี่ชิงเฉิน ร่างกายอันกำยำของฉางหลินโหวก็สั่นเทา แววตาฉายความประหม่า ผู้ที่ทำให้หลี่ชิงเฉินเป็นแบบนี้ได้ นอกจาก 'ท่านผู้นั้น' แล้ว จะเป็นใครไปได้อีก
"เชิญท่านโหว! กลับมาแล้ว ก็จงไปรับโทษกับฝ่าบาทด้วยตัวเองเถิด!" จากนั้น หลี่ชิงเฉินก็หันมามองฉางหลินโหว เบี่ยงตัวหลีกทางให้ กล่าวเสียงขรึม
"ขอบพระทัยฝ่าบาท เทียนสยงมีความผิด รอรับลูกชายข้ากลับมา จะต้องไปรับโทษต่อหน้าพระพักตร์แน่นอน ไม่ว่าจะลงโทษอย่างไร เทียนสยงก็น้อมรับด้วยความเต็มใจ!" ได้ยินคำพูดของหลี่ชิงเฉิน หลินเทียนสยงถอนหายใจอย่างโล่งอก หันไปทางพระราชวังเย่ารื่อ โค้งคำนับอย่างนอบน้อม พึมพำกับตัวเอง
"อวิ๋นอีเด็กคนนี้ แม้ข้าจะไม่ได้คลุกคลีด้วยมากนัก แต่ก็เห็นมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ท่านช่วยแต่งตัวให้เขาดีๆ แล้วพากลับมาเถอะ อย่าให้เสียเกียรติ!" เห็นท่าทีของหลินเทียนสยง หลี่ชิงเฉินถอนหายใจ กล่าวออกมา
"ขอบคุณ!"
หลินเทียนสยงพยักหน้า จากนั้นโบกมือ นำกองทัพฉางหลินออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่เทือกเขาซิงเย่าอย่างดุดัน
"พายุโลหิต... คงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วสินะ!" หลี่ชิงเฉินมองส่งกลุ่มของฉางหลินโหว ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ
................
หวังเฟิงที่มาถึงนิกายหลิงอวิ๋นแล้ว ไม่รู้เลยว่าฉางหลินโหวกำลังนำทัพมาอย่างดุดันมุ่งหน้าสู่เทือกเขาซิงเย่า แต่ต่อให้รู้ หวังเฟิงก็ไม่กลัว
เขามองยอดเขาหลิงเซียวที่สูงเสียดฟ้า แววตาเป็นประกาย ยอดเขาหลิงเซียวนี่ดูยิ่งใหญ่อลังการก็จริง แต่ยังเทียบกับฐานที่มั่นนิกายของเขาไม่ได้เลยสักนิด
หวังเฟิงไม่ได้มาถึงนิกายหลิงอวิ๋นปุ๊บก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวายเหมือนคนบ้า ประกาศให้คนทั้งนิกายรู้ว่าเขามาหาเรื่อง แต่เขากับจอมมารเสวียนซ่าและเหยาเย่ว เก็บซ่อนกลิ่นอาย ร่อนลงที่ตีนเขายอดเขาหลิงเซียว แล้วค่อยๆ เดินขึ้นไป
นี่เป็นครั้งแรกที่หวังเฟิงได้เห็นนิกายในโลกนี้กับตาตัวเองนับตั้งแต่มาถึง หวังเฟิงย่อมตื่นเต้นสงสัยเป็นธรรมดา อีกอย่าง ในเมื่อตอนนี้เขาสร้างนิกายเทวะเซียนขึ้นมาแล้ว ก็ถือโอกาสดูงานหน่อยว่านิกายอื่นเขาบริหารจัดการกันยังไง
"เพียะ! เพียะ!"
ทันใดนั้น หวังเฟิงขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองทิศทางที่มีเสียงแส้ฟาดดังมา มันมาจากกลุ่มบ้านพักที่ดูเรียบง่าย คิดอยู่ครู่หนึ่ง หวังเฟิงก็นำจอมมารเสวียนซ่าและเหยาเย่วเดินไปทางนั้น
ไม่ใช่ว่าหวังเฟิงอยากจะสอดรู้สอดเห็น แต่เขาอยากรู้ให้ลึกซึ้งว่า นิกายหลิงอวิ๋นนี้ มันป่าเถื่อนอย่างที่ว่าจริงหรือเปล่า!
แม้เขาจะเข้าใจหลักการถอนรากถอนโคน แต่คนทั้งนิกายเยอะขนาดนี้ ในฐานะคนที่มาจากดาวโลก จิตใจของเขายังมีความเมตตาหลงเหลืออยู่ จะให้ฆ่าคนมากมายขนาดนี้โดยไม่รู้สึกรู้สาได้อย่างไร
หวังเฟิงและพวกเดินตามเสียงมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ประตูบ้านเปิดกว้าง ทำให้พวกเขามองเห็นเหตุการณ์ในลานบ้านได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่าต่อให้ประตูปิดอยู่ ด้วยระดับพลังของทั้งสามคน ก็สามารถรับรู้เหตุการณ์ข้างในได้อยู่ดี
ภาพที่เห็นคือ ในลานบ้าน ชายหนุ่มสวมชุดนักพรตเรียบง่าย กำลังฟาดแส้ใส่ร่างผอมบางที่นอนคุดคู้จมกองเลือดอยู่บนพื้นอย่างโหดเหี้ยม ท่าทางอำมหิตนั้นทำเอาหวังเฟิงขมวดคิ้วแน่น
ชายหนุ่มคนนั้นมีระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตเปิดชีพจรยุทธ์ ส่วนร่างผอมบางที่ถูกเฆี่ยนตี เพิ่งจะอยู่แค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุด จะไปทนรับการเฆี่ยนตีจากยอดฝีมือขอบเขตเปิดชีพจรยุทธ์ไหวได้ยังไง? ขืนตีต่อไปแบบนี้ ร่างผอมบางนั่นมีแต่ทางตายสถานเดียว