- หน้าแรก
- สำนักข้าจะเทพเกินไปแล้ว
- บทที่ 13 การชุมนุมผนึกมาร
บทที่ 13 การชุมนุมผนึกมาร
บทที่ 13 การชุมนุมผนึกมาร
บทที่ 13 การชุมนุมผนึกมาร
ขณะนี้ ชิวว่านเฟิงจ้องมองกระท่อมฟางตรงหน้าด้วยสายตาดูแคลน ประกายเย็นชาฉายวาบในดวงตา นิกายหลิงอวิ๋นของเขา ซึ่งเป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในแถบเทือกเขาซิงเย่ารอบนอก ยังไม่กล้าใช้นามว่า 'เทวะเซียน' แต่ไอ้กระท่อมฟางหลังนี้กลับกล้าใช้นามที่โอหังเช่นนี้ ช่างไม่เจียมตัว รนหาที่ตายชัดๆ!
แต่ทว่า ทันใดนั้น ขนทั่วร่างของชิวว่านเฟิงก็ลุกชัน เขารู้สึกเหมือนมีดวงตาอันน่าสะพรึงกลัวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ ราวกับว่าเขาได้ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในนรกแล้ว
ตูม!
ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของชิวว่านเฟิง ฝ่ามือประทับสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากกระท่อมฟาง ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อจนเขาตอบสนองไม่ทัน ปะทะเข้าที่ร่างของเขาอย่างจัง!
ปัง!
แรงกระแทกมหาศาลซัดร่างของชิวว่านเฟิงกระเด็นไปไกล กระแทกพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินปลิวว่อน เกิดหลุมลึกรูปมนุษย์ขึ้นบนพื้นดิน
"แค่กๆ!"
ชิวว่านเฟิงกระอักเลือด ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมด้วยสภาพทุลักทุเล ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาเงยหน้ามอง ก็เห็นร่างสามร่างกำลังก้าวออกมาจากกระท่อมฟางอย่างช้าๆ!
คนนำหน้าคือคุณชายหนุ่มรูปงามในชุดหรูหรา ทางซ้ายคือโฉมงามสะคราญผู้เปี่ยมเสน่ห์ ทางขวาคือชายร่างกำยำที่มีลวดลายสีดำน่ากลัวพาดผ่านใบหน้า
ทั้งสามคนนี้ก็คือ หวังเฟิง เหยาเย่ว และจอมมารเสวียนซ่า
หวังเฟิงมองชิวว่านเฟิงที่บาดเจ็บสาหัสด้วยสภาพดูไม่ได้ ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอคนรนหาที่ตายแบบชิวว่านเฟิง
เขากับเหยาเย่วเพิ่งจะปรากฏตัวในกระท่อมฟาง ก็ได้ยินคำพูดดูถูกเหยียดหยามของชิวว่านเฟิง ยังไม่ทันที่หวังเฟิงจะโกรธ เหยาเย่วที่อยู่ข้างๆ ก็ซัดฝ่ามือออกไปแล้ว ผลก็เลยออกมาเป็นสภาพนี้
หวังเฟิงไม่ได้ตำหนิเหยาเย่ว คนปากเสียแบบชิวว่านเฟิง ต่อให้โดนหนักกว่านี้ก็สมควรแล้ว ถึงขั้นฆ่าให้ตาย เขาก็ไม่ผิด อันที่จริง ต่อให้เหยาเย่วไม่ลงมือ หวังเฟิงก็จะลงมือเอง เขาไม่อาจทนให้ใครมาดูหมิ่นนิกายเทวะเซียนที่เขาสร้างขึ้นมาได้
จอมมารเสวียนซ่าที่อยู่ข้างหวังเฟิง ตอนนี้ก็แผ่รังสีอำมหิต มองชิวว่านเฟิงด้วยสายตาเย็นชา ถ้าเมื่อกี้เหยาเย่วไม่ลงมือ เขาก็ลงมือแน่ๆ แม้เขาจะเข้าร่วมนิกายเทวะเซียนแค่ปีเดียว แต่ตราบใดที่เขาจอมมารเสวียนซ่ายังอยู่ ใครหน้าไหนก็ห้ามมาดูถูกนิกายเทวะเซียน!
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งอยู่นาน ยิ่งได้สัมผัสความลับของนิกายเทวะเซียน จอมมารเสวียนซ่าก็ยิ่งมีความคิดอยากจะอยู่ที่นี่ตลอดไป
จนถึงตอนนี้ จอมมารเสวียนซ่าก็ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของนิกายเทวะเซียน นิกายเร้นลับระดับนี้ สมควรค่าแก่การที่จอมมารอย่างเขาจะเข้าร่วม
"พวกเจ้าเป็นใคร? ทำไมถึงลงมือทำร้ายเปิ่นจั่ว (ตัวข้าผู้นี้)?"
ชิวว่านเฟิงข่มความเจ็บปวดและความหวาดกลัวในใจ จ้องมองพวกหวังเฟิงเขม็ง เอ่ยถามเสียงแข็ง
แม้จะถูกฝ่ามือของเหยาเย่วซัดจนบาดเจ็บสาหัส แต่ชิวว่านเฟิงสัมผัสไม่ได้ถึงระดับพลังในฝ่ามือนั้น เขาจึงคิดว่าตัวเองโดนพวกหวังเฟิงลอบกัดตอนเผลอ
ชิวว่านเฟิงย่อมโกรธเป็นธรรมดา เขาเป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่นิกายหลิงอวิ๋น กลับถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เรื่องนี้รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น แถมเขายังเป็นคนใหญ่คนโตในนิกายหลิงอวิ๋น คนพวกนี้กล้าลอบกัดเขา เห็นนิกายหลิงอวิ๋นเป็นหัวหลักหัวตอรึไง?
แน่นอน แม้ชิวว่านเฟิงจะคิดว่าตัวเองโดนลอบกัด แต่คนที่ซัดเขาจนสาหัสได้ในฝ่ามือเดียว ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้นแม้จะถามเสียงแข็ง แต่ในน้ำเสียงก็มีความหวั่นเกรงอยู่บ้าง
หากไม่มีนิกายหลิงอวิ๋นหนุนหลัง ต่อให้โดนลอบกัด เขาก็คงยอมกลืนเลือดลงคอ เพราะตอนนี้เขาบาดเจ็บสาหัส แถมฝ่ายตรงข้ามก็คนเยอะกว่า ลูกผู้ชายไม่กินยาพิษตรงหน้า ไว้ค่อยแก้แค้นทีหลังก็ยังไม่สาย!
แต่เขาเป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่นิกายหลิงอวิ๋น และนิกายหลิงอวิ๋นก็เป็นนิกายใหญ่ในแถบเทือกเขาซิงเย่ารอบนอก นี่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ชิวว่านเฟิงได้มาก เขาเชื่อว่าพอเอ่ยชื่อนิกายหลิงอวิ๋นออกไป คนพวกนี้ต้องไม่กล้าเป็นศัตรูกับเขาแน่
ในแถบเทือกเขาซิงเย่ารอบนอกนี้ คือถิ่นของนิกายหลิงอวิ๋น นิกายหลิงอวิ๋นชี้หนึ่ง ไม่มีใครกล้าบอกว่าสอง!
"เปิ่นจั่ว? แค่ขอบเขตผสานลักษณ์ ก็กล้าเรียกตัวเองว่าเปิ่นจั่วแล้วรึ? ฮิฮิ นึกไม่ถึงว่ายุคนี้ จะมีคนโอหังยิ่งกว่าข้าจอมมารในสมัยก่อนเสียอีก!"
ได้ยินคำพูดของชิวว่านเฟิง จอมมารเสวียนซ่าที่ยืนอยู่ข้างหวังเฟิงก็พูดเยาะเย้ย
หวังเฟิงโบกมือ จอมมารเสวียนซ่าก็หุบปากทันที ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกายหวังเฟิง ส่วนหวังเฟิง หรี่ตามองชิวว่านเฟิงจากที่สูง กล่าวเสียงเข้ม "เจ้า ชื่อแซ่อะไร? ทำไมถึงดูหมิ่นนิกายเทวะเซียนของข้า?"
"นิกายเทวะเซียน? เจ้าเป็นคนของนิกายบ้านนอกคอกนานี่?"
ได้ยินคำพูดของหวังเฟิง ชิวว่านเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง หลุดปากออกมาอย่างลืมตัว เขาคิดไม่ถึงว่าคนที่ซัดเขาจนสาหัสได้ในฝ่ามือเดียว จะเป็นคนของนิกายเล็กๆ ที่เขาดูถูก?
เป็นไปได้ยังไง? นิกายเล็กๆ ที่มีแค่กระท่อมฟางหลังเดียวเป็นฐานที่มั่น จะมียอดฝีมือระดับนี้ได้ยังไง? คนที่ซัดเขาจนสาหัสได้ อย่างน้อยต้องเป็นยอดฝีมือขอบเขตขุนพลยุทธ์ขั้นสูงสุด หรืออาจจะถึงขั้นขอบเขตผสานลักษณ์เลยด้วยซ้ำ
"อัดจนกว่ามันจะพูด!"
หวังเฟิงหรี่ตาลง โบกมือสั่ง คนผู้นี้ถึงขนาดนี้แล้วยังปากดี น่าสั่งสอนจริงๆ!
"รับทราบ ท่านประมุข! ฮิฮิ กล้าดูหมิ่นนิกายเทวะเซียนต่อหน้าท่านประมุข รนหาที่ตาย!"
ได้ยินคำสั่งหวังเฟิง จอมมารเสวียนซ่าหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา หันไปมองชิวว่านเฟิง แสยะยิ้มอำมหิต เขากำหมัดแน่น เดินดุ่มๆ เข้าไปหาชิวว่านเฟิง!
"เจ้าจะทำอะไร? บังอาจ! เปิ่นจั่วคือผู้อาวุโสใหญ่นิกายหลิงอวิ๋น! พวกเจ้ากล้าแตะต้องเปิ่นจั่ว นิกายหลิงอวิ๋นของข้าจะทำให้พวกเจ้าอยู่ไม่สู้ตาย!"
ทว่า จอมมารเสวียนซ่าไม่สนคำขู่ของชิวว่านเฟิงเลยสักนิด ร่างสูงกว่าสองเมตรหิ้วชิวว่านเฟิงที่บาดเจ็บสาหัสขึ้นมาราวกับลูกไก่ แล้วลากไปไกลสิบเมตร
"นิกายหลิงอวิ๋นอะไร? ไม่เคยได้ยิน นิกายกระจอกงอกง่อย กล้ามาเยาะเย้ยนิกายเทวะเซียนของข้า ตายซะเถอะ!"
ส่วนชิวว่านเฟิง ตอนที่มือใหญ่หนาของจอมมารเสวียนซ่ายื่นมา เขาพยายามระเบิดพลังในร่างเพื่อดิ้นรนขัดขืน แต่เพียงชั่วพริบตา เขาก็ต้องหน้าถอดสี เพราะเขารู้สึกได้ว่าพลังที่ระเบิดออกไป พอปะทะกับมือใหญ่ของจอมมารเสวียนซ่า ก็หายวับไปราวกับโคลนจมทะเล ไม่เกิดผลใดๆ เลย
ตุบ! ตับ! ผัวะ!
ไม่นาน เสียงหมัดกระทบเนื้ออย่างหนักหน่วงก็ดังระงมไปทั่วหุบเขา ผสมปนเปไปกับเสียงร้องโหยหวนอันแผ่วเบา
"ยะ... อย่า... อย่าตีแล้ว ข้า... ข้ายอมพูดแล้ว!"
ได้ยินเสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน หวังเฟิงก็โบกมือ สั่งให้จอมมารเสวียนซ่าหยุดมือ
จอมมารเสวียนซ่าจึงลากชิวว่านเฟิงกลับมาโยนกองไว้หน้าหวังเฟิง ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาวไว้บนพื้น
มองสภาพชิวว่านเฟิงที่บวมเป่งเป็นหัวหมู หวังเฟิงแทบทนดูไม่ได้ ถอนหายใจ "รู้อย่างนี้จะทำไปทำไม ยอมพูดดีๆ ตั้งแต่แรกก็จบเรื่องแล้วแท้ๆ ชอบเจ็บตัวรึไง คนเรานี่น้า!"
เจ้าเปิดโอกาสให้ข้าพูดตอนไหนฟะ?
ข้าแค่เผลอเถียงไปคำเดียว ก็โดนซ้อมปางตาย ข้าจะเอาปัญญาที่ไหนมาพูด
ได้ยินคำพูดของหวังเฟิง ชิวว่านเฟิงก่นด่าในใจอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ได้แค่ด่าในใจ เพราะตอนนี้หน้าบวมจนพูดแทบไม่ออกแล้ว
"ท่านประมุขให้พูด ก็รีบพูดสิ!"
เห็นชิวว่านเฟิงยังอึกอัก จอมมารเสวียนซ่าถลึงตา ตบหัวชิวว่านเฟิงไปหนึ่งที และตบทีนี้เองที่ช่วยให้ชิวว่านเฟิงหายใจหายคอคล่องขึ้น
ตบนี้ของจอมมารเสวียนซ่าไม่ใช่ตบเล่นๆ เขาแฝงพลังบริสุทธิ์สายหนึ่งเข้าไปช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของชิวว่านเฟิงด้วย ไม่อย่างนั้น สภาพแบบชิวว่านเฟิงคงพูดไม่ได้จริงๆ
"ข้าชื่อชิวว่านเฟิง เป็นผู้อาวุโสใหญ่นิกายหลิงอวิ๋น นิกายที่ใหญ่ที่สุดในแถบเทือกเขาซิงเย่ารอบนอก มาที่นี่เพื่อตรวจสอบกลิ่นอายขอบเขตขุนพลยุทธ์ที่ปรากฏขึ้นในหุบเขานี้เมื่อวันก่อน!"
"หืม? เจ้าตรวจสอบกลิ่นอายขอบเขตขุนพลยุทธ์ไปเพื่ออะไร?" ได้ยินคำพูดของชิวว่านเฟิง หวังเฟิงหรี่ตาถาม กลิ่นอายขอบเขตขุนพลยุทธ์ที่ว่า ก็คือหลิงเฟยอู่ที่เพิ่งทะลวงระดับไม่ใช่หรือ?
หวังเฟิงคิดไม่ถึงว่า เดิมทีนึกว่าเป็นแค่พวกปากเสียที่หลงเข้ามา แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศิษย์นิกายเทวะเซียน แบบนี้หวังเฟิงยิ่งต้องใส่ใจ
"การชุมนุมผนึกมารใกล้จะเริ่มแล้ว นิกายหลิงอวิ๋นของเราไม่มีศิษย์ระดับขุนพลยุทธ์แม้แต่คนเดียว ไม่สามารถชิงอันดับในรายชื่อผนึกมารได้ จึงต้องออกมาตามหาศิษย์อัจฉริยะพาตัวกลับนิกาย!" เผชิญหน้ากับคำถามของหวังเฟิง ชิวว่านเฟิงไม่กล้าปิดบัง บอกความจริงไปจนหมด
เขาเข็ดขยาดกับการโดนจอมมารเสวียนซ่าซ้อมแล้วจริงๆ หมัดแต่ละหมัด ไม่ได้แค่กระแทกร่างกาย แต่เหมือนทุบลงไปที่วิญญาณ ทรมานทั้งกายและใจสุดๆ
"การชุมนุมผนึกมาร? รายชื่อผนึกมาร? มันคืออะไร?" หวังเฟิงถามด้วยความสงสัย
"ท่านไม่รู้?" ได้ยินคำถามของหวังเฟิง ชิวว่านเฟิงอึ้งไป แต่พอคิดอีกที ก็เข้าใจได้ นิกายเล็กๆ ป่าเถื่อนแบบนี้ ไม่รู้จักการชุมนุมผนึกมาร ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
"พูด!" จอมมารเสวียนซ่าถลึงตา ตวาด
เสียงตวาดของจอมมารเสวียนซ่าทำให้ชิวว่านเฟิงสะดุ้งโหยง รีบอธิบาย "การชุมนุมผนึกมาร เป็นงานชุมนุมใหญ่ที่จัดขึ้นโดยราชวงศ์จักรวรรดิเย่ารื่อ เชิญชวนนิกายทั้งหมดในจักรวรรดิเย่ารื่อเข้าร่วม ถือเป็นงานใหญ่ในรอบสิบปีของจักรวรรดิเย่ารื่อ!"
"การชุมนุมผนึกมาร จัดขึ้นเพื่อปราบปรามผนึกจอมมารเสวียนซ่าที่เคยอาละวาดไปทั่วจักรวรรดิเย่ารื่อเมื่อพันปีก่อน! เนื่องจากจอมมารเสวียนซ่าน่ากลัวมาก ปราณมารอันบริสุทธิ์ของมัน แม้จะถูกผนึกไว้ ก็ยังเล็ดลอดออกมาได้ ทำให้พื้นที่ที่ผนึกจอมมารเสวียนซ่าไว้ ถูกปราณมารที่เล็ดลอดออกมาครอบงำ!"
"และการชุมนุมผนึกมาร ก็คือการที่จักรวรรดิเย่ารื่อระดมยอดฝีมือจากทุกนิกายในจักรวรรดิ ไปกำจัดสัตว์อสูรที่ถูกปราณมารครอบงำ เพื่อบั่นทอนพลังของจอมมารเสวียนซ่า!"
"แต่ครั้งนี้ ท่านผู้นั้นมีราชโองการลงมา ให้เฉพาะศิษย์รุ่นเยาว์ไปเท่านั้น ดังนั้น ตอนนี้ทุกนิกายจึงพากันทุ่มเทปั้นศิษย์ในนิกายและตามหาอัจฉริยะที่เร้นกาย เพื่อชิงอันดับหนึ่งในการชุมนุมผนึกมาร!"
ได้ยินคำพูดของชิวว่านเฟิง ดวงตาของหวังเฟิงก็เป็นประกายวาวโรจน์ หันไปมองจอมมารเสวียนซ่าที่ตัวสั่นเทาอยู่ข้างๆ อย่างมีความหมาย!