เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ประมุขผู้นี้ คือหน้าตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิกายเทวะเซียน

บทที่ 12 ประมุขผู้นี้ คือหน้าตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิกายเทวะเซียน

บทที่ 12 ประมุขผู้นี้ คือหน้าตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิกายเทวะเซียน


บทที่ 12 ประมุขผู้นี้ คือหน้าตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิกายเทวะเซียน

"ระบบ ใช้หนึ่งหมื่นแต้มนิกาย สุ่มรางวัลสิบครั้งรวด!"

ภายในมหาตำหนักนิกายเทวะเซียน หวังเฟิงนั่งอยู่บนบัลลังก์ประมุข แอบสั่งในใจ

ตอนนี้เขามีแต้มนิกายอยู่รวมหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าแต้ม เหลือไว้พันกว่าแต้ม นอกนั้นทุ่มหนึ่งหมื่นแต้มสุ่มรางวัล เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้นิกาย!

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สุ่มได้ระดับพลัง 10% ของเหยาเย่ว!"

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สุ่มได้เพลงกระบี่ที่เยี่ยกูเฉิงบัญญัติขึ้นเอง 'กระบี่เซียนเหินนอกพิภพ'!"

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สุ่มได้ระดับพลัง 20% ของไซมึ้งชวยเสาะ!"

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สุ่มได้ทักษะยุทธ์ของไซมึ้งชวยเสาะ 'วิถีกระบี่ประกายแสง'!"

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สุ่มได้ระดับพลัง 20% ของเหยาเย่ว!"

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สุ่มได้เคล็ดวิชาของเหยาเย่ว 'วิชาหยกกระจ่าง'!"

"ติ๊ง.........!"

สิ้นเสียงหวังเฟิง เสียงเย็นชาของระบบก็ดังขึ้นในหัวของหวังเฟิงอย่างต่อเนื่อง ทำให้รอยยิ้มบนหน้าของหวังเฟิงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

ในการสุ่มสิบครั้งนี้ นอกจากครั้งที่สอง สี่ และหก ที่สุ่มได้ทักษะยุทธ์ของทั้งสามคนแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นระดับพลังของทั้งสามคนทั้งสิ้น!

หวังเฟิงกำลังรู้สึกว่าระดับพลังของตัวเองต่ำเกินไป พอดีสุ่มได้ระดับพลังของยอดฝีมือระดับขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุดขึ้นไปถึงสามคน ช่วยเพิ่มระดับพลังให้เขาได้เป็นกอบเป็นกำ สรุปแล้ว หนึ่งหมื่นแต้มนิกายนี้ คุ้มค่ามาก!

"ระบบ ถ่ายทอดระดับพลังที่สุ่มได้ทั้งหมดมาให้ผม!"

จากนั้น หวังเฟิงก็แอบสั่งในใจ เขาไม่ได้คิดจะถ่ายทอดระดับพลังเหล่านี้ให้หลิงเฟยอู่หรือหลี่ชิง ตัวเขาที่เป็นประมุขยังไม่เก่งพอ จะเอาระดับพลังไปให้ศิษย์ได้ยังไง รอให้ระดับพลังที่สุ่มมาไม่ช่วยเพิ่มระดับให้เขาที่เป็นประมุขแล้ว ถึงตอนนั้นหวังเฟิงค่อยคิดจะมอบระดับพลังที่สุ่มได้ให้ศิษย์!

ตัวเขาที่เป็นประมุข นี่แหละคือหน้าตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิกายเทวะเซียน

ตูม!

สิ้นเสียงหวังเฟิง พลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า พุ่งเข้าสู่ร่างของหวังเฟิงอย่างรุนแรง ทำให้ร่างของหวังเฟิงสั่นสะท้าน พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลนี้ไหลเวียนไปทั่วร่างหวังเฟิง ขัดเกลาร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ระดับพลังเลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตราชันย์ รางวัลหนึ่งพันแต้มนิกาย!"

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ระดับพลังเลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้น รางวัลห้าพันแต้มนิกาย!"

เสียงเย็นชาของระบบดังขึ้นในหัวหวังเฟิงติดต่อกันสองครั้ง จากนั้น กลิ่นอายทั่วร่างเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ร่างกายแผ่กลิ่นอายแห่งราชันย์ออกมา

"ดีมาก ดีมาก ตอนนี้ประมุขผู้นี้ก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์แล้ว!" สัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ในร่าง หวังเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ พึมพำกับตัวเอง

ก่อนหน้านี้แม้อัญเชิญเยี่ยกูเฉิงและคนอื่นๆ ออกมาได้จะทำให้หวังเฟิงดีใจมาก แต่ตัวเขาที่เป็นประมุขกลับมีระดับพลังแค่ขอบเขตผสานลักษณ์ ทำให้ความขลังลดฮวบ

ตอนนี้ ตัวเขาเองก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์แล้ว ถึงจะคู่ควรกับฐานะประมุขนิกายเทวะเซียนอย่างแท้จริง

"ระบบ ถ่ายทอดทักษะยุทธ์ที่สุ่มได้มาให้ผมด้วย!" จากนั้น หวังเฟิงก็สั่งอีกครั้ง

ตอนนี้ แม้หวังเฟิงจะมีระดับพลังขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้น แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ที่อ่อนแอที่สุด เขามีแต่ระดับพลังขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ แต่ไม่มีทักษะยุทธ์และประสบการณ์การต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ แต่ถ้าได้ทักษะยุทธ์ของพวกเยี่ยกูเฉิงมา หวังเฟิงถึงจะคู่ควรกับฐานะยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์อย่างแท้จริง!

ตูม!

สิ้นเสียงหวังเฟิง ความทรงจำหลายสายก็ผุดขึ้นในสมองของหวังเฟิง ความทรงจำมหาศาลนั้นทำให้ร่างของหวังเฟิงสั่นระริกไม่หยุด และมีเจตจำนงกระบี่จางๆ แผ่ออกมาจากร่างของเขา

ขณะนี้ ในหัวของหวังเฟิง ภาพการบัญญัติ 'กระบี่เซียนเหินนอกพิภพ' ของเยี่ยกูเฉิง ภาพการฝึกฝน 'วิถีกระบี่ประกายแสง' ของไซมึ้งชวยเสาะ และภาพการฝึกฝน 'วิชาหยกกระจ่าง' ของเหยาเย่ว ปรากฏขึ้นไม่ขาดสาย ภาพทั้งสามนี้ราวกับถูกยัดเยียดเข้ามาในความทรงจำของหวังเฟิง ทำให้เขาปวดหัวแทบระเบิด

ต่อให้ตอนนี้เขาเป็นยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ ก็ยังแทบรับความทรงจำมหาศาลทั้งสามสายนี้ไม่ไหว!

ไม่ว่าจะเป็นกระบี่เซียนเหินนอกพิภพ วิถีกระบี่ประกายแสง หรือวิชาหยกกระจ่าง ล้วนเป็นระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุด การรับทักษะยุทธ์ระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุดพร้อมกันสามอย่าง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

นี่เป็นเพราะหวังเฟิงยังไม่เข้าใจเรื่องการบ่มเพาะมากพอ เพราะระดับพลังของเขาล้วนได้มาจากการอัดฉีด ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่กล้ารับทักษะยุทธ์ทั้งสามอย่างนี้พร้อมกันแบบนี้แน่!

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ หวังเฟิงถึงค่อยสงบลง เจตจำนงกระบี่ที่ก่อตัวขึ้นบนร่างเขาก็สมบูรณ์แบบในวินาทีนี้ หากไม่ใช่เพราะระบบช่วยปกปิด เจตจำนงกระบี่บนร่างหวังเฟิงคงถูกพวกเยี่ยกูเฉิงจับสัมผัสได้ทันที

"เฮ้อ! บ้าเอ๊ย เกือบตายแล้วไหมล่ะ!" จนถึงตอนนี้ หวังเฟิงถึงได้ถอนหายใจโล่งอก สบถออกมาด้วยความหวาดผวา พอนึกถึงความเจ็บปวดเมื่อครู่ หวังเฟิงก็อดตัวสั่นไม่ได้ สาบานว่าจะไม่หาเรื่องใส่ตัวแบบนี้อีกแล้ว

"แม้จะเจ็บปวดเจียนตาย แต่ก็คุ้มค่า!"

หวังเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ตอนนี้ ทักษะยุทธ์ทั้งสามอย่างได้ประทับลึกลงในสมองของเขาแล้ว ราวกับเขาฝึกฝนทักษะยุทธ์ทั้งสามนี้มานับไม่ถ้วน แม้เขาจะไม่เคยใช้มาก่อน แต่หวังเฟิงกลับรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจแก่นแท้ของทักษะยุทธ์ทั้งสามอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว!

มีทักษะยุทธ์ทั้งสามนี้ บวกกับระดับพลังที่แม้จะได้มาจากการอัดฉีดแต่รากฐานมั่นคง หวังเฟิงมั่นใจว่าเขาสามารถต่อกรกับยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นกลางได้สบาย!

จากนั้นหวังเฟิงใช้เวลาหลายชั่วยามเพื่อทำความคุ้นเคยกับระดับพลังที่พุ่งสูงขึ้น แล้วจึงเรียกเหยาเย่วและจอมมารเสวียนซ่ามาพบ

นี่เป็นครั้งแรกที่จอมมารเสวียนซ่าเข้ามาในมหาตำหนักนิกายเทวะเซียน มองดูหวังเฟิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนบัลลังก์ ในใจของจอมมารเสวียนซ่าก็เกิดความเคารพยำเกรงขึ้นมาทันที

หวังเฟิงในตอนนี้ ทั่วร่างไม่มีกลิ่นอายใดๆ แผ่ออกมา แต่กลับให้ความรู้สึกสูงส่งลึกล้ำ บวกกับบัลลังก์อันวิจิตรตระการตาที่ช่วยเสริมบารมี ทำให้หวังเฟิงดูราวกับราชาเซียนผู้สูงส่ง เปี่ยมด้วยอำนาจบารมี!

จอมมารเสวียนซ่าอดคิดไม่ได้ว่า ในเมื่อนิกายเทวะเซียนเป็นนิกายเร้นลับโบราณ ขนาดผู้อาวุโสในนิกายยังเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ แล้วท่านประมุขผู้กุมอำนาจนิกายเทวะเซียนผู้นี้ จะเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวขนาดไหน?

เกรงว่าท่านประมุขแม้จะยังหนุ่ม แต่คงเป็นขาใหญ่ที่ซ่อนตัวลึกที่สุดในนิกายเทวะเซียนกระมัง?

"คารวะท่านประมุข!" คิดได้ดังนั้น จอมมารเสวียนซ่าก็ไม่กล้าชักช้า รีบทำความเคารพหวังเฟิงอย่างนอบน้อม

"ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถอะ!" เห็นท่าทีของจอมมารเสวียนซ่า หวังเฟิงพยักหน้าอย่างพอใจ ชี้ไปที่เก้าอี้ด้านล่าง กล่าวเชิญ

"ขอบพระคุณท่านประมุข!"

ได้ยินดังนั้น จอมมารเสวียนซ่าก็ไม่เกรงใจ นั่งลงบนเก้าอี้ทันที แม้เขาจะเคารพหวังเฟิง แต่ก็เคยเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุด ยังไม่ถึงขั้นตัวสั่นงันงกจนไม่กล้าขยับ

วูบ!

ทันทีที่จอมมารเสวียนซ่านั่งลง ร่างของเหยาเย่วก็ร่อนลงมา จอมมารเสวียนซ่ารู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาทันที ทำเอาตัวสั่นสะท้าน ชำเลืองมองเหยาเย่วแวบหนึ่ง แล้วรีบหลบสายตา ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

แค่มองแวบเดียว จอมมารเสวียนซ่าก็รู้ทันทีว่า โฉมงามล่มเมืองดุจเทพธิดาผู้นี้ คือตัวตนที่เคยซัดเขาจนกระเด็นออกมาด้วยฝ่ามือเดียว

แม้เหยาเย่วจะงดงามจนจอมมารอย่างเขาใจสั่น แต่จอมมารเสวียนซ่ากลับไม่กล้ามองมาก เขารู้ดีว่าสาวงามผู้นี้ นอกจากจะเย็นชาจนน่าขนลุกแล้ว ยังลงมือโหดเหี้ยมอำมหิต ตอนนั้นเขายังไม่ทันก้าวเข้าประตูหอเก๋ง ก็โดนซัดกระเด็นออกมาแล้ว ทั้งที่พวกเขาก็เป็นคนนิกายเดียวกันแท้ๆ!

ขนาดคนกันเองยังโหดขนาดนี้ คิดดูเอาเถอะว่าสาวงามผู้นี้เข้าถึงยากขนาดไหน

"เหยาเย่ว คารวะท่านประมุข!"

เหยาเย่วคารวะหวังเฟิงแล้ว ก็ไม่เกรงใจ นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจอมมารเสวียนซ่าทันที

แม้จอมมารเสวียนซ่าจะรู้ว่าเหยาเย่วไม่ได้มองมาที่เขา แต่เขาก็ยังรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว แรงกดดันที่สาวงามผู้นี้ส่งมามันมากเกินไป แม้แต่เขายังแทบรับไม่ไหว

ทั้งที่จอมมารเสวียนซ่าก็รู้ว่า ระดับพลังของสาวงามผู้นี้มีแค่ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้น อ่อนกว่าเขาสมัยพีคๆ เสียอีก ต่อให้พลังรบจะสูงส่ง แต่ก็ไม่มีทางต้านทานเขาในยามพีคได้แน่ แต่เขาก็ยังอดกลัวนางไม่ได้อย่างไม่มีเหตุผล

"ที่เรียกพวกเจ้าสองคนมาครั้งนี้ เพราะประมุขผู้นี้ต้องการให้พวกเจ้าติดตามประมุขผู้นี้ออกไปข้างนอกสักหน่อย!" หลังจากเหยาเย่วนั่งลง หวังเฟิงก็เอ่ยปากทันทีอย่างไม่ลังเล

หวังเฟิงไม่ลืมหรอกว่าเขายังมีภารกิจรับศิษย์ให้ครบสิบคน ตอนนี้เพิ่งรับได้แค่สองคน ยังขาดอีกแปด และหากต้องการให้นิกายเทวะเซียนเติบโต ศิษย์คือสิ่งที่ขาดไม่ได้

ตอนนี้ หลี่ชิงกำลังปลุกกายา แค่หลิงเฟยอู่คนเดียวน่าจะพอแล้ว และในนิกายยังมีสองเจ้าพ่อวิถีกระบี่อย่างเยี่ยกูเฉิงกับไซมึ้งชวยเสาะคอยดูแล เขาจึงวางใจได้ ถือโอกาสออกไปรับศิษย์เสียเลย

"รับทราบ ท่านประมุข!"

ได้ยินคำพูดของหวังเฟิง จอมมารเสวียนซ่ากับเหยาเย่วตอบรับพร้อมกัน แต่พอจอมมารเสวียนซ่านึกขึ้นได้ว่าจะต้องติดตามหวังเฟิงไปพร้อมกับเหยาเย่ว เขาก็รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาทันที

เยี่ยกูเฉิงกับไซมึ้งชวยเสาะ แม้จะเย็นชาและหยิ่งยโส แต่ก็ไม่ได้ทำให้จอมมารเสวียนซ่ารู้สึกกลัว มีเพียงเหยาเย่ว ที่ระดับพลังต่ำกว่าไซมึ้งชวยเสาะ แต่กลับทำให้เขากลัวยิ่งกว่า

...............

ในขณะเดียวกัน ขณะที่หวังเฟิงพาจอมมารเสวียนซ่าและเหยาเย่วก้าวออกจากฐานที่มั่นนิกายในโลกเร้นลับ มาปรากฏตัวในกระท่อมฟาง ชิวว่านเฟิง ผู้อาวุโสใหญ่นิกายหลิงอวิ๋น ก็ปรากฏตัวขึ้นในหุบเขาที่ตั้งของกระท่อมฟางพอดี

"หุบเขานี้ไม่ผิดแน่ มีกลิ่นอายของยอดฝีมือขอบเขตขุนพลยุทธ์ขั้นต้นหลงเหลืออยู่จริงๆ!"

ชิวว่านเฟิง ผู้อาวุโสใหญ่นิกายหลิงอวิ๋น ร่อนลงบนก้อนหินยักษ์ กวาดตามองทั่วหุบเขา สัมผัสอย่างละเอียด ดวงตาฉายประกาย พึมพำกับตัวเอง

ในฐานะยอดฝีมือขอบเขตผสานลักษณ์ ต่อให้ผ่านไปวันสองวัน เขาก็ยังสัมผัสกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ได้ แน่นอนว่าเขายังไม่สามารถสัมผัสกลิ่นอายที่ทิ้งไว้โดยตัวตนที่ระดับพลังสูงกว่าเขาได้

"หือ? ในหุบเขานี้ ทำไมถึงมีกระท่อมฟางอยู่หลังหนึ่ง?"

ในตอนนั้นเอง ชิวว่านเฟิงก็สังเกตเห็นกระท่อมฟางหลังนั้น ใบหน้าฉายแววสงสัย ร่างพุ่งวูบไปหยุดอยู่หน้ากระท่อมฟาง พิจารณาดู

"นิกายเทวะเซียน?"

ชิวว่านเฟิงมองอักษรสามตัวที่เขียนโย้เย้บนกระท่อมฟาง ใบหน้าแสยะยิ้มเยาะหยัน ส่ายหน้าเบาๆ

"สมัยนี้ แมวหมูหมาไก่ที่ไหนก็กล้าตั้งนิกายกันแล้วรึเนี่ย! ช่างเป็นกบในกะลา น่าขันสิ้นดี!"

จบบทที่ บทที่ 12 ประมุขผู้นี้ คือหน้าตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิกายเทวะเซียน

คัดลอกลิงก์แล้ว