เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 กระบี่ของไซมึ้งชวยเสาะ

บทที่ 7 กระบี่ของไซมึ้งชวยเสาะ

บทที่ 7 กระบี่ของไซมึ้งชวยเสาะ


บทที่ 7 กระบี่ของไซมึ้งชวยเสาะ

แม้จะถูกหลี่ชิงตะคอกด่าเช่นนั้น แต่จอมมารเสวียนซ่ากลับไม่ได้โกรธเกรี้ยว เพียงแต่มองหลี่ชิงด้วยสายตาหยอกล้อ ความอดทนของจอมมารเสวียนซ่าต่ออาหารโอชะของตัวเองนั้นค่อนข้างสูง อีกทั้งถูกผนึกมาเนิ่นนาน ได้หยอกล้อมดปลวกเล่นสักหน่อย ก็ถือเป็นเรื่องสนุกดีเหมือนกัน

ได้ยินคำพูดของจอมมารเสวียนซ่า หลี่ชิงก็แข้งขาอ่อนปวกเปียกยิ่งกว่าเดิม ขาสั่นพั่บๆ เขาแทบอยากจะตบปากตัวเองสักฉาด คิดจะโชว์พาว แต่ดันโชว์พาวผิดที่ผิดทางซะงั้น บ้าเอ๊ย ปากพาซวยแท้ๆ

"จอมมารเสวียนซ่า ประมุขผู้นี้ขอเตือนให้เจ้ารีบจากไปเสียดีกว่า ทำลายผนึกออกมาได้ไม่ง่าย อย่าได้ล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกิน!" หวังเฟิงไม่ได้สนใจหลี่ชิง แต่หรี่ตามองจอมมารเสวียนซ่า กล่าวเสียงขรึม

"โฮ่? เจ้ารู้จักข้าจอมมารด้วยรึ?"

คำพูดของหวังเฟิงดึงดูดความสนใจของจอมมารเสวียนซ่าทันที ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ กล่าวหยอกเย้า เขาคิดไม่ถึงว่าถูกผนึกไปตั้งพันปี ยังจะมีคนรู้จักเขาอยู่อีก

"จอมมารเสวียนซ่าผู้เคยอาละวาดไปทั่วจักรวรรดิเย่ารื่อเมื่อพันปีก่อน! ประมุขผู้นี้จะไม่รู้จักได้อย่างไร?" หวังเฟิงยิ้มบางๆ กล่าวด้วยท่าทีเหนือชั้น จนจอมมารเสวียนซ่าต้องหันมามองอย่างจริงจัง

ทันทีที่สิ้นเสียงหวังเฟิง หลิงเฟยอู่ที่พยุงหลี่ชิงอยู่ก็ตัวสั่นเทา ดวงตาฉายแววหวาดกลัว ชื่อเสียงความน่ากลัวของจอมมารเสวียนซ่า นางอาจจะรู้ไม่ลึกซึ้ง แต่ก็รู้จัก หรือจะพูดให้ถูกคือ ในจักรวรรดิเย่ารื่อ ขอแค่เป็นผู้ฝึกตน ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัวของจอมมารเสวียนซ่า

เมื่อพันปีก่อน จอมมารเสวียนซ่าออกอาละวาดไปทั่วจักรวรรดิเย่ารื่อ ทำให้จักรวรรดิเย่ารื่อตกอยู่ในความมืดมน หากไม่ใช่เพราะจักรพรรดิเย่ารื่อลงมือเองจนผนึกมันไว้ได้ ป่านนี้จักรวรรดิเย่ารื่ออาจจะไม่มีอยู่แล้วก็ได้

หลิงเฟยอู่คิดไม่ถึงว่า จอมมารตนนี้จะทำลายผนึกของจักรพรรดิเย่ารื่อออกมาได้ แถมยังมาโผล่ที่นิกายเทวะเซียนของพวกเขาอีก นางชำเลืองมองเยี่ยกูเฉิง ในใจเต็มไปด้วยความกังวล ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์จะต้านทานจอมมารที่น่ากลัวตนนี้ได้หรือไม่

หลิงเฟยอู่รู้ดีว่า จอมมารเสวียนซ่าคือตัวตนระดับขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุด สูงกว่าท่านอาจารย์ของนางถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่ แม้จะเพิ่งถูกปลดผนึก พลังลดลง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ขอบเขตราชันย์ทั่วไปจะเทียบได้

"ในเมื่อรู้จักข้าจอมมาร เจ้าไม่กลัวรึ?"

บนใบหน้าของจอมมารเสวียนซ่าปรากฏรอยยิ้มชั่วร้าย ลวดลายมารที่พาดผ่านใบหน้าสั่นไหวเบาๆ ให้ความรู้สึกน่าสยดสยองยิ่งนัก

"ประมุขผู้นี้จะกลัวไปไย! หากกล้าขยับ ประมุขผู้นี้จะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสความรู้สึกของการถูกบดขยี้อีกครั้ง!" หวังเฟิงแสยะยิ้ม กล่าวอย่างไม่เกรงกลัว แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่กลิ่นอายอหังการในตัวกลับแผ่ออกมาอย่างปิดไม่มิด

"ฮ่าๆๆ น่าขัน น่าขันสิ้นดี! มดปลวกไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คิดจะเทียบรัศมีกับฟ้า วันนี้ข้าจอมมารจะให้เจ้าได้เห็น ว่าพลังที่สูงเทียมฟ้านั้นเป็นเช่นไร!"

ได้ยินคำพูดของหวังเฟิง จอมมารเสวียนซ่าก็หัวเราะลั่นเสียงดังสะเทือนฟ้าดิน จากนั้น เขาก็จ้องเขม็งไปที่หวังเฟิง ดวงตาฉายแววอำมหิต ร่างกายกำยำระเบิดกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ราวกับสัตว์ร้ายบรรพกาลตื่นจากการหลับใหล

ตูม!

กลิ่นอายอันน่ากลัวที่ระเบิดออกจากร่างจอมมารเสวียนซ่า กวาดม้วนไปทั่วฟ้าดินในพริบตา พายุน่าสะพรึงกลัวบดขยี้ต้นไม้รอบด้านจนกลายเป็นผุยผง ฝุ่นควันคลุ้งตลบ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาที่พวกหวังเฟิง

"วูบ!"

ในจังหวะที่กลิ่นอายอันน่ากลัวกำลังจะปะทะร่างหวังเฟิง ร่างของเยี่ยกูเฉิงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหวังเฟิงในพริบตา ตามมาด้วยเจตจำนงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวที่ราวกับจะผ่าแยกฟ้าดินสว่างวาบขึ้น ตัดผ่ากลิ่นอายของจอมมารเสวียนซ่าออกเป็นสองส่วน ความแหลมคมและดุดันของเจตจำนงกระบี่นั้น ทำให้แม้แต่จอมมารเสวียนซ่ายังต้องรูม่านตาหดเกร็ง

"ขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุด!"

แม้แต่จอมมารเสวียนซ่า ในใจยังอดตกตะลึงไม่ได้ เขาคิดไม่ถึงว่าในซอกเขาลึกแบบนี้ จะมียอดฝีมือขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุดซ่อนอยู่ เดิมทีคิดว่าเป็นแค่มดปลวกที่บี้ให้ตายได้ง่ายๆ นึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นราชสีห์ไปเสียได้

อีกทั้ง จอมมารเสวียนซ่ายังสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า เยี่ยกูเฉิงผู้นี้ เกรงว่าจะไม่ใช่ขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุดธรรมดา เจตจำนงกระบี่ที่แหลมคมบาดลึกนั่น แม้แต่เขายังรู้สึกหวาดหวั่น

"แค่ลำพังเจ้านี้ ยังหยุดข้าจอมมารไม่ได้หรอก แต่ความแข็งแกร่งของนิกายบ้านนอกคอกนาของเจ้า ก็ทำให้ข้าจอมมารประหลาดใจอยู่เหมือนกัน!" จอมมารเสวียนซ่าข่มความตื่นตระหนกในใจ มองหวังเฟิงแล้วกล่าวเย้ยหยัน

อย่างไรเขาก็เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุด แม้ตอนนี้พลังจะยังไม่ฟื้นคืน เหลือเพียงขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุด แต่เขาจะไปกลัวเยี่ยกูเฉิงได้อย่างไร?

ตูม!

สิ้นเสียงจอมมารเสวียนซ่า หมอกดำทมิฬก็ระเบิดออกจากร่างของเขา หมอกดำนี้ก่อตัวเป็นกรงเล็บขนาดยักษ์ในพริบตา ตะปบใส่เยี่ยกูเฉิง กรงเล็บน่ากลัวบดบังฟ้าดิน ทำให้ทั้งหุบเขามืดมิดลง แรงกดดันมหาศาลทำให้มิติรอบด้านบิดเบี้ยวจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!

แม้จะสัมผัสได้ว่าเยี่ยกูเฉิงแข็งแกร่งพอตัว แต่จอมมารเสวียนซ่าก็ยังเลือกที่จะลงมือหยั่งเชิง มีเพียงรู้ฝีมือที่แท้จริงของเยี่ยกูเฉิง เขาถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะจัดการกับนิกายบ้านนอกนี้อย่างไร

ตอนนี้เขายิ่งเพิ่งทำลายผนึกออกมา หากก่อเรื่องใหญ่โตเกินไป จนถูกศัตรูคู่อาฆาตคนนั้นจับได้ สถานการณ์ของเขาคงย่ำแย่แน่

"วูบ!"

เผชิญหน้ากับกรงเล็บสยองของจอมมารเสวียนซ่า เยี่ยกูเฉิงหรี่ตาลง ทั่วร่างพลันระเบิดกระแสกระบี่พุ่งทะยานเสียดฟ้า กระแสกระบี่นี้ พลิ้วไหวดุจเซียน แต่แฝงไว้ด้วยความแหลมคมถึงขีดสุด

เขาชักกระบี่รุ้งเหินออกจากฝักเบาๆ แสงกระบี่สายหนึ่งวาบผ่าน ราวกับรุ้งกินน้ำพาดผ่านท้องฟ้า ฟาดฟันใส่กรงเล็บยักษ์ รัศมีอันคมกริบฉีกกระชากมิติ จนเผยให้เห็นรอยแยกมิติเป็นทางยาว

"ปัง!"

ท่ามกลางสายตลุ้นระทึกของหลิงเฟยอู่และหลี่ชิง การโจมตีอันน่ากลัวทั้งสองปะทะกันในพริบตา คลื่นพลังรุนแรงกวาดม้วนไปทุกทิศทาง บดขยี้ทุกอย่างในหุบเขาจนแหลกเป็นผง แม้แต่ภูเขายังปริแตก!

สิ่งเดียวที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ คือกระท่อมฟางที่หวังเฟิงสร้างขึ้นกับมือ แม้จะดูธรรมดา แต่เมื่อหวังเฟิงติดตั้งทางเข้าโลกเร้นลับไว้ภายใน กระท่อมฟางหลังนี้ก็ได้รับการปกป้องจากโลกเร้นลับเรียบร้อยแล้ว

อย่าว่าแต่การต่อสู้ของขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุดสองคนเลย ต่อให้เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านี้ ก็ไม่อาจสั่นคลอนมันได้แม้แต่น้อย

ทว่า จอมมารเสวียนซ่าไม่ได้สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กน้อยนี้ ดวงตาสีเลือดของเขาจ้องเขม็งไปที่แสงกระบี่สายนั้น จิตใจสั่นสะท้าน

ในชั่วพริบตา แสงกระบี่สายนั้นได้ทำลายการโจมตีของเขา และพุ่งตรงเข้ามาหาเขา แม้หลังจากทำลายการโจมตีของเขาแล้ว พลังของแสงกระบี่จะค่อยๆ สลายไป จนกระทั่งมาถึงหน้าเขาก็หายไปไร้ร่องรอย แต่ก็ยังทำให้จอมมารเสวียนซ่าตกใจไม่น้อย

การโจมตีเมื่อครู่ แม้จะไม่ใช่พลังทั้งหมดของเขา แต่อย่างน้อยก็ใช้พลังไปถึงแปดส่วน พลังระดับนี้ หากเป็นขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุดทั่วไป หรือต่อให้เป็นพวกที่เก่งหน่อย ก็ยังต้านทานไม่อยู่

แต่เยี่ยกูเฉิงผู้นี้ กลับทำลายการโจมตีของเขาได้อย่างง่ายดาย คิดได้เลยว่าฝีมือของคนผู้นี้ น่าจะไร้เทียมทานในระดับต่ำกว่าขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์แล้ว

"ข้าจอมมารคิดไม่ถึงเลยว่า ในหุบเขาเล็กๆ นี้ จะมียอดคนเช่นเจ้าซ่อนอยู่!" หลังจากโจมตีไม่สำเร็จ จอมมารเสวียนซ่าก็ชักมือกลับ ดวงตาสีเลือดจ้องเยี่ยกูเฉิงเขม็ง กล่าวเสียงขรึม

เขายังมีท่าไม้ตายที่ร้ายกาจกว่านี้ และมั่นใจว่าจะสังหารเยี่ยกูเฉิงได้ แต่เขาไม่กล้าใช้พลังเต็มที่ หากใช้พลังเต็มที่ ตาแก่นั่นต้องรู้แน่ว่าเขาทำลายผนึกออกมาแล้ว ถึงตอนนั้น เขาคงทำได้แค่หนีหัวซุกหัวซุน

เพื่ออาหารไม่กี่มื้อ ต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายขนาดนั้น ไม่คุ้ม!

เยี่ยกูเฉิงไม่ได้เอ่ยคำใด ยังคงยืนกอดกระบี่นิ่งเงียบ โดดเดี่ยวและเย่อหยิ่ง ราวกับกระบี่เทพที่อยู่เหนือโลกหล้า เย็นชาและทระนง แต่ก็คมกล้าบาดลึก!

กลับเป็นหวังเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเยี่ยกูเฉิง ที่ดวงตาฉายแวววาวโรจน์ เขากระซิบถามเยี่ยกูเฉิง "มั่นใจไหมว่าจะถ่วงเวลาเจ้ามารนี่ได้สักพัก?"

จากคำพูดของจอมมารเสวียนซ่า หวังเฟิงฟังออกว่ามันเริ่มถอดใจแล้ว แต่หวังเฟิงไม่อยากปล่อยให้จอมมารเสวียนซ่าหนีไปง่ายๆ แบบนี้ ในเมื่อลงมือและล่วงเกินกันไปแล้ว ก็ต้องเด็ดขาด จัดการให้สิ้นซาก

เขาไม่ได้ห่วงนิกายเทวะเซียนหรือตัวเอง แต่เขาห่วงว่าวันหน้าหากศิษย์นิกายเทวะเซียนออกไปหาประสบการณ์ แล้วโดนเจ้ามารนี่ตามล้างแค้น ตัดรากถอนโคนเสียดีกว่า!

ขอแค่ถ่วงเวลาจนกว่าไซมึ้งชวยเสาะจะปรากฏตัว ด้วยระดับพลังและพลังรบอันแข็งแกร่งของไซมึ้งชวยเสาะ การสยบมารตนนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

วูบ!

ได้ยินคำพูดของหวังเฟิง เยี่ยกูเฉิงไม่ได้ตอบ แต่กระแสกระบี่ที่แผ่ออกมาจากร่างกลับยิ่งแหลมคมน่ากลัวขึ้นไปอีก ราวกับว่าทั้งร่างได้กลายเป็นกระบี่เทพไปแล้ว รัศมีกระบี่ปกคลุมทั่วหล้า

ตูม!

ขณะที่เยี่ยกูเฉิงเตรียมจะลงมือถ่วงเวลาจอมมารเสวียนซ่า กระแสกระบี่อันน่าเกรงขามสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า กระแสกระบี่นี้พุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว แทงทะลุร่างของจอมมารเสวียนซ่าต่อหน้าต่อตา ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของมัน

ทันทีที่กระแสกระบี่แทงทะลุร่างจอมมารเสวียนซ่า ร่างของชายในชุดขาว แบกกระบี่ฝักดำรูปทรงโบราณ ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ทันทีที่คนผู้นี้ปรากฏตัว ทั่วทั้งฟ้าดินก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเดียวดาย

นิ้วมือทั้งสองของเขารวบเข้าหากันดั่งกระบี่ หยดเลือดหยดหนึ่งลอยอยู่ปลายนิ้ว เขาดีดเบาๆ หยดเลือดก็ซึมหายลงไปในดิน ไร้ร่องรอย หลังจากการกระทำนี้ ใบหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษของเขาก็ปรากฏชัด ดวงตาคู่นั้นฉายแววเหงาจับใจ

เมื่อคนผู้นี้ปรากฏตัว ร่างของเยี่ยกูเฉิงก็ระเบิดจิตต่อสู้อันรุนแรงออกมา กระบี่ของเขาสั่นระริกไม่หยุด ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ร่างนั้น ในสายตาของเยี่ยกูเฉิงตอนนี้ ในโลกหล้าไม่มีคนอื่นอีกแล้ว มีเพียงร่างนั้นร่างเดียว

"รอเจ้าทะลวงสู่ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ แล้วค่อยมาสู้กัน!"

ร่างนั้นสัมผัสได้ถึงเจตจำนงกระบี่ของเยี่ยกูเฉิง ดวงตาที่เคยเหงาหงอยก็ฉายแววสดใสขึ้นมาแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเบา

เมื่อสิ้นเสียงเขา กระแสกระบี่ที่พวยพุ่งของเยี่ยกูเฉิงก็สงบลงทันที เขามองร่างนั้นอย่างลึกซึ้ง แล้วเงียบไป

"คารวะท่านประมุข ไซมึ้งมาช้าไป!"

จากนั้น ร่างนั้นก็ขยับกายเบาๆ มาปรากฏตัวต่อหน้าหวังเฟิง พยักหน้าให้หวังเฟิง

จบบทที่ บทที่ 7 กระบี่ของไซมึ้งชวยเสาะ

คัดลอกลิงก์แล้ว