- หน้าแรก
- สำนักข้าจะเทพเกินไปแล้ว
- บทที่ 6 จอมมารเสวียนซ่า
บทที่ 6 จอมมารเสวียนซ่า
บทที่ 6 จอมมารเสวียนซ่า
บทที่ 6 จอมมารเสวียนซ่า
ระหว่างที่รอหลิงเฟยอู่ทะลวงระดับ หวังเฟิงก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาแอบสั่งในใจว่า "ระบบ ใช้หนึ่งพันแต้มนิกายสุ่มรางวัล!"
ก่อนหน้านี้ การที่หลิงเฟยอู่สังหารพวกหลินอวิ๋นอีทั้งเจ็ด ทำให้เขาได้รับแต้มนิกายรวมหนึ่งพันสองร้อยแต้ม หักค่าตรวจสอบพรสวรรค์ของหลี่ชิงไปหนึ่งร้อยแต้ม เขาจึงเหลือหนึ่งพันหนึ่งร้อยแต้มนิกาย พอดีสำหรับการสุ่มรางวัล!
ตอนนี้ นิกายเทวะเซียนของเขากำลังรอการฟื้นฟู แม้จะมีเยี่ยกูเฉิง ยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุดอยู่ แต่การจะพึ่งพาเยี่ยกูเฉิงคนเดียวแบกทั้งนิกายคงไม่ใช่เรื่องดี ได้แต่ลองสุ่มรางวัลดู เผื่อจะได้ของวิเศษหรือเคล็ดวิชาของเยี่ยกูเฉิงมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองบ้าง!
"ติ๊ง โฮสต์ใช้หนึ่งพันแต้มนิกายสุ่มรางวัล ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ได้รับโอกาสสุ่มอัญเชิญหนึ่งครั้ง!"
เมื่อได้ยินเสียงเย็นชาดังขึ้นในหัว หวังเฟิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มยินดี ดวงดีจริงๆ ถึงกับสุ่มได้โอกาสอัญเชิญ เขาจึงสั่งทันที "ระบบ ใช้โอกาสอัญเชิญ!"
"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ อัญเชิญได้เทพกระบี่ 'ไซมึ้งชวยเสาะ' โฮสต์ต้องการดูหน้าต่างคุณสมบัติของไซมึ้งชวยเสาะหรือไม่?"
"ดูสิ!"
เสียงเย็นชาในหัวทำให้หวังเฟิงตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น เขาคิดไม่ถึงว่าจะอัญเชิญคู่ปรับเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเยี่ยกูเฉิงอย่างไซมึ้งชวยเสาะออกมาได้ หากจะบอกว่าเยี่ยกูเฉิงคือเซียนในหมู่กระบี่ ไซมึ้งชวยเสาะก็คือเทพในหมู่กระบี่ ทั้งสองต่างมีความจริงใจต่อกระบี่อย่างที่สุด บรรลุถึงขั้นในใจมีเพียงกระบี่
หากไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกฎของโลกยุทธภพ ด้วยพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ของเยี่ยกูเฉิงและไซมึ้งชวยเสาะ พวกเขาคงไปได้ไกลกว่านั้น หวังเฟิงชักจะตั้งตารอแล้วว่า ในโลกผู้ฝึกตนที่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัดแห่งนี้ สองเซียนเทพแห่งวิถีกระบี่จะก้าวไปได้ไกลถึงขั้นไหน?
"ติ๊ง หน้าต่างคุณสมบัติของไซมึ้งชวยเสาะมีดังนี้:
ชื่อ: ไซมึ้งชวยเสาะ
ระดับพลัง: ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นกลาง
ทักษะยุทธ์: วิถีกระบี่ประกายแสง (ระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุด)
ศาสตรายุทธ์: กระบี่ฝักดำ (ระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุด)!"
เมื่อเห็นหน้าต่างคุณสมบัติของไซมึ้งชวยเสาะ หวังเฟิงก็แปลกใจมาก ในสายตาของเขา ไซมึ้งชวยเสาะกับเยี่ยกูเฉิงน่าจะฝีมือสูสีกัน หรือเยี่ยกูเฉิงอาจจะเหนือกว่าขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ เพราะในตอนที่ประลองยุทธ์บนยอดเขาจื่อกิ๋น กระบี่เซียนเหินนอกพิภพของเยี่ยกูเฉิงนั้น สามารถสังหารไซมึ้งชวยเสาะได้
เหตุผลที่เยี่ยกูเฉิงตายด้วยน้ำมือของไซมึ้งชวยเสาะ ก็เพราะเยี่ยกูเฉิงมีเจตนาตายอยู่แล้ว จึงฝากฝังเกียรติยศแห่งวิถีกระบี่ของตนไว้ที่ไซมึ้งชวยเสาะ จนเกิดเป็นตำนานเทพกระบี่สังหารเซียนกระบี่ ณ คืนเพ็ญเดือนสิบสอง ยอดเขาจื่อกิ๋น!
ด้วยความสงสัย หวังเฟิงจึงถามว่า "ระบบ ตามหลักแล้ว เยี่ยกูเฉิงน่าจะเก่งกว่าไซมึ้งชวยเสาะไม่ใช่เหรอ?"
"ติ๊ง ไซมึ้งชวยเสาะที่อัญเชิญมาในครั้งนี้ คือไซมึ้งชวยเสาะที่บรรลุวิถีกระบี่อย่างแท้จริงหลังจากศึกบนยอดเขาจื่อกิ๋น!"
"หลังจากการต่อสู้ครั้งนั้น เพลงกระบี่ของไซมึ้งชวยเสาะก็ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น บรรลุถึงขั้นไร้กระบี่ในใจ ตัวคนก็คือกระบี่ ตราบใดที่ตัวคนยังอยู่ สรรพสิ่งในฟ้าดินล้วนเป็นกระบี่ได้ เข้าถึงแก่นแท้แห่งวิถีกระบี่ และบรรลุจุดสูงสุดแห่งวิถีกระบี่อย่างแท้จริง!"
ได้ยินคำอธิบายของระบบ หวังเฟิงก็กระจ่างแจ้งทันที หากเป็นเช่นนี้ ก็สมเหตุสมผลแล้ว
ดีมาก ดีมาก ตอนนี้นิกายเทวะเซียนของเขาก็มีนยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์คอยคุมเชิงแล้ว!
จากนั้น หวังเฟิงก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ ในจักรวรรดิเย่ารื่อถือเป็นตัวตนระดับสูงสุด นอกจากราชวงศ์เย่ารื่อแล้ว น้อยนักที่จะมียอดฝีมือระดับนี้ดำรงอยู่
"วูบ!"
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือกระท่อมฟางที่เคยมีปรากฏการณ์ประหลาดก็ค่อยๆ สงบลง พายุหมุนปราณยุทธ์ขนาดมหึมานั้นพุ่งเข้าไปในกระท่อมฟางอย่างรุนแรง จากนั้น กลิ่นอายระดับขอบเขตขุนพลยุทธ์ก็แผ่ออกมาจากภายในกระท่อม!
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายขอบเขตขุนพลยุทธ์ หวังเฟิงก็พยักหน้าอย่างพอใจ ดูจากกลิ่นอายแล้ว รากฐานของหลิงเฟยอู่นับว่ามั่นคงมาก!
"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ศิษย์ในนิกายหลิงเฟยอู่ทะลวงระดับสู่ขอบเขตขุนพลยุทธ์ รางวัลหนึ่งพันแต้มนิกาย!"
รอบนี้กำไรเห็นๆ!
เสียงเย็นชาในหัวทำให้รอยยิ้มบนหน้าของหวังเฟิงกว้างขึ้น
ขณะที่หวังเฟิงกำลังตื่นเต้น เยี่ยกูเฉิงก็พาหลิงเฟยอู่ออกมาหาหวังเฟิง ตอนนี้หลิงเฟยอู่เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน นางเดินมาตรงหน้าหวังเฟิง โค้งคำนับอย่างนอบน้อม กล่าวเสียงดังฟังชัด "ขอบพระคุณท่านประมุขที่มอบโอกาสให้เฟยอู่!"
หากไม่มีหวังเฟิง หากไม่มีเยี่ยกูเฉิง หากไม่มีนิกายเทวะเซียน ป่านนี้นางคงตายไปแล้ว จะมีโอกาสบรรลุถึงขอบเขตขุนพลยุทธ์ได้อย่างไร? ในใจของหลิงเฟยอู่ตอนนี้ นิกายเทวะเซียนได้กลายเป็นบ้านของนางไปแล้วอย่างสมบูรณ์ ชีวิตนี้ของนาง จะอยู่เพื่อนิกายเทวะเซียน!
เดิมทีคิดว่าหลังจากตระกูลหลิงล่มสลาย ใจของนางได้ตายไปแล้ว คิดไม่ถึงว่านิกายเทวะเซียน ท่านประมุข และท่านอาจารย์ จะปลุกหัวใจของนางให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ทำให้นางมีความหวังกับอนาคต!
"ติดตามท่านอาวุโสเยี่ยให้ดี ในวันหน้า ประมุขผู้นี้หวังว่าเจ้าจะสร้างชื่อเสียงให้นิกายเทวะเซียนของเราขจรขจายไปทั่วหล้า!" เห็นท่าทีของหลิงเฟยอู่ หวังเฟิงก็พยักหน้าอย่างพอใจ กล่าวออกมา
"เจ้าค่ะ ท่านประมุข!"
"กูเฉิง อีกเดี๋ยว สหายเก่าของเจ้าจะมาถึงแล้วนะ" จากนั้น หวังเฟิงก็มองเยี่ยกูเฉิงอย่างมีความหมาย กล่าวเสียงเบา
วูบ!
ได้ยินคำพูดของหวังเฟิง ดวงตาที่เคยโดดเดี่ยวของเยี่ยกูเฉิงก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที กระบี่ยาวในมือสั่นระริก ทั่วทั้งร่างแผ่จิตต่อสู้ออกมา
"ฮิฮิ นึกว่าจะมีแค่เหยื่อขอบเขตขุนพลยุทธ์ตัวเดียว ไม่คิดว่ายังมีมดปลวกอีกสองสามตัว พอให้เคี้ยวเล่นได้บ้าง!"
ทันใดนั้น เสียงที่หยิ่งยโสและน่ารังเกียจอย่างที่สุดก็ดังขึ้นในหุบเขา ทำให้หวังเฟิงขมวดคิ้ว หันไปมองตามเสียง ส่วนเยี่ยกูเฉิงที่อยู่ข้างๆ ก็กอดกระบี่นิ่งเงียบ กระบี่ยาวในมือสั่นระริก
ภายใต้สายตาของพวกหวังเฟิง ร่างกำยำในชุดคลุมโลหิตปรากฏขึ้นเหนือหุบเขา ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายอหังการ แม้จะไม่มีคลื่นพลังใดๆ แผ่ออกมา แต่ก็ยังทำให้หวังเฟิงรู้สึกกดดันอย่างหนัก!
เขาสัมผัสได้ว่าในร่างกายของคนผู้นี้มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ ราวกับว่าหากพลังนี้ระเบิดออกมา จะตบเขาให้กลายเป็นเศษเนื้อได้ในพริบตา ทำให้หวังเฟิงรู้สึกประหม่าขึ้นมา
"ระบบ ตรวจสอบคนผู้นี้!"
"ติ๊ง ตรวจสอบเฉพาะระดับพลัง ใช้ 10 แต้มนิกาย ตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด ใช้ 100 แต้มนิกาย!"
เสียงเย็นชาในหัวทำให้หวังเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างไม่ลังเล "ใช้ 100 แต้มนิกายตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด!"
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง คนผู้นี้สร้างแรงกดดันให้เขาขนาดนี้ หวังเฟิงไม่กล้าประมาท เขาถึงกับรู้สึกว่าเยี่ยกูเฉิงอาจจะเอาชนะคนผู้นี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นรู้ให้ละเอียดไว้ก่อนดีกว่า
"ติ๊ง คนผู้นี้คือจอมมารผู้เคยอาละวาดไปทั่วจักรวรรดิเย่ารื่อเมื่อพันปีก่อน นามว่า 'จอมมารเสวียนซ่า' พลังการบ่มเพาะเดิมอยู่ที่ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุด แต่เมื่อพันปีก่อนได้ต่อสู้กับจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเย่ารื่อ และพ่ายแพ้ แม้จะไม่ตายแต่ก็บาดเจ็บสาหัส และถูกจักรพรรดิผนึกไว้ เพิ่งจะทำลายผนึกออกมาได้ไม่นาน ระดับพลังในตอนนี้เหลือเพียงขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุด!"
เสียงเย็นชาในหัวทำให้หวังเฟิงเหงื่อตก เขาคิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกับตัวตนที่น่ากลัวขนาดนี้โดยบังเอิญ โชคดีที่จอมมารตนนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้น ต่อให้ไซมึ้งชวยเสาะโผล่มา ก็คงต้านทานไว้ไม่อยู่ ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุดเชียวนะ ในจักรวรรดิเย่ารื่อถือเป็นตัวตนระดับยอดพีระมิดอย่างแท้จริง!
แต่ตอนนี้... หวังเฟิงแม้จะตึงเครียดนิดหน่อย แต่ก็ไม่ตื่นตระหนกแล้ว ขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุดแม้จะแข็งแกร่ง แต่เยี่ยกูเฉิงที่อยู่ข้างกายเขาก็พอจะต่อกรได้ บวกกับไซมึ้งชวยเสาะที่กำลังจะปรากฏตัว การจะสยบจอมมารตนนี้ย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย เรื่องกระทืบหมาตกน้ำ เขาถนัดที่สุด
"เจ้าเป็นใคร? กล้ารุกรานนิกายเทวะเซียนของข้า ยังไม่รีบไสหัวไปอีก? ไม่อย่างนั้น ท่านอาวุโสเยี่ยแห่งนิกายเทวะเซียนของข้า จะทำให้เจ้าตายไร้ที่กลบดาน!"
ในตอนนั้นเอง หลี่ชิงที่อยู่ด้านหลังหวังเฟิงก็ก้าวออกมา ตวาดใส่จอมมารเสวียนซ่าเสียงดัง ตอนนี้หลี่ชิงเชิดหน้าขึ้นฟ้า ท่าทางวางก้ามนั้นดูจะยิ่งกว่าจอมมารเสวียนซ่าเสียอีก
เขาไม่รู้หรอกว่าจอมมารเสวียนซ่าแข็งแกร่งแค่ไหน ในสายตาของเขา เยี่ยกูเฉิงสามารถสังหารยอดฝีมือที่น่ากลัวเจ็ดคนนั้นได้ คนผู้นี้ก็น่าจะไม่คณามือ เช่นนั้น ย่อมเป็นเวลาที่เขาต้องแสดงฝีมือบ้างแล้ว
เขาอุตส่าห์เป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งนิกายเทวะเซียน จะยอมให้ศิษย์น้องแย่งซีนไปคนเดียวได้ยังไง? แม้ตอนนี้เขาจะยังเป็นคนธรรมดา แต่เรื่องด่ากราดนี่งานถนัดของเขาเลย
เพียงแต่ สิ่งที่หลี่ชิงไม่รู้ก็คือ หลังจากสิ้นเสียงของเขา หวังเฟิงผู้เป็นประมุขนิกายเทวะเซียนถึงกับอึ้ง หวังเฟิงมองหลี่ชิงด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่าศิษย์คนแรกที่รับมา มีความกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ กล้าใช้ร่างคนธรรมดา ด่ากราดยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุด
แม้แต่เยี่ยกูเฉิง ยังต้องหันมามองหลี่ชิงด้วยสายตาแปลกใจเป็นครั้งแรก
สัมผัสได้ถึงสายตาของหวังเฟิงและเยี่ยกูเฉิง หลี่ชิงก็ยิ่งได้ใจเข้าไปใหญ่ ในความคิดของเขา นี่คือการยอมรับจากท่านประมุขและท่านอาวุโสเยี่ย เขาจึงยิ่งฮึกเหิม ตะโกนด่าซ้ำ "ไอ้มดปลวกตัวจ้อย กล้ามาซ่าในนิกายเทวะเซียนของข้า ช่างรนหาที่ตาย คุกเข่าลง แล้วยอมตายซะ!"
จะว่าไป แม้หลี่ชิงจะเป็นคนธรรมดา แต่ตอนระเบิดพลังด่ากราดนี่ก็น่าเกรงขามใช้ได้เลยทีเดียว!
"ศิษย์พี่ กลิ่นอายของคนผู้นี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านอาจารย์เลยนะ!" หลิงเฟยอู่ที่อยู่ข้างๆ ทนดูไม่ไหว กระตุกชายเสื้อหลี่ชิงเบาๆ แล้วกระซิบเตือน
ตอนนี้หลิงเฟยอู่บรรลุขอบเขตขุนพลยุทธ์แล้ว แม้อาจจะตรวจสอบพลังของจอมมารเสวียนซ่าได้ไม่ชัดเจน แต่การเปรียบเทียบก็ยังพอทำได้ นางสัมผัสได้ว่าคนผู้นี้มีฝีมือสูสีกับท่านอาจารย์ของนาง
ท่านอาจารย์เป็นยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ขั้นสูงสุด งั้นคนผู้นี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นขอบเขตราชันย์ หรืออาจจะถึงขั้นราชันย์ขั้นสูงสุดเหมือนท่านอาจารย์ หลิงเฟยอู่สัมผัสได้ว่า หลังจากคนผู้นี้ปรากฏตัว ท่านอาจารย์เยี่ยกูเฉิงก็แผ่กลิ่นอายที่ต่างไปจากเดิมออกมา นั่นคือท่าทีของการเผชิญหน้ากับศัตรูที่ตึงมือ
"เอ่อ... หมายความว่าไงนะ?" หลี่ชิงเริ่มงง หันไปถามเสียงเบาอย่างงุนงง
"ก็หมายความว่าคนผู้นี้มีระดับพลังอย่างน้อยก็ขอบเขตราชันย์ หรืออาจจะเท่ากับท่านอาจารย์เลยน่ะสิ!"
ได้ยินคำพูดของหลิงเฟยอู่ หลี่ชิงแข้งขาอ่อนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ดีที่หลิงเฟยอู่ช่วยพยุงไว้ แม่จ๋า... นี่เขาเพิ่งจะด่ากราดยอดฝีมือระดับขอบเขตราชันย์ไปเหรอเนี่ย?
"ฮิฮิ นิกายเทวะเซียน? นิกายบ้านนอกที่ไหน ข้าจอมมารไม่เคยได้ยินชื่อ แต่เจ้ามดปลวกนี่น่าสนใจดีนะ เป็นแค่มดปลวกแต่ใจกล้าบ้าบิ่น สมควรให้ข้าจอมมารลิ้มรสอย่างละเมียดละไม!"