- หน้าแรก
- วิถีพรตคนคลั่ง หนึ่งกระบี่สยบมาร
- บทที่ 46 - กระบี่ทะลวงอก ยุให้ฮึกเหิม
บทที่ 46 - กระบี่ทะลวงอก ยุให้ฮึกเหิม
บทที่ 46 - กระบี่ทะลวงอก ยุให้ฮึกเหิม
บทที่ 46 - กระบี่ทะลวงอก ยุให้ฮึกเหิม
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทว่ายอดฝีมือระดับนั้นกลับไม่มีโอกาสได้ลงมือต่อหน้าหลี่เสวียนอี แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะชายร่างยักษ์ประมาทหลี่เสวียนอี แต่ใครบ้างจะดูไม่ออกว่าหลี่เสวียนอียังไม่ได้เอาจริง มิฉะนั้นป่านนี้ชายร่างยักษ์คงหัวหลุดจากบ่าไปแล้ว
"พี่เตี่ยน! ตื่นสิพี่เตี่ยน!"
"พี่เตี่ยนจิน! เป็นอะไรไป ฟื้นสิ..."
"สหายเตี่ยน เจ้า..."
สหายหลายคนของชายร่างยักษ์แซ่เตี่ยนพยายามจะเข้าไปช่วย แต่ตอนนั้นเตี่ยนจินมีอาการคลุ้มคลั่งเหมือนคนบ้า ทำให้พวกเขากล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าผลีผลาม
หลี่เสวียนอีแสยะยิ้ม ยุคเข็ญต้องใช้ยาแรง เขาเพิ่งมาถึง สถานการณ์ก็วิกฤต ไม่มีเวลามานั่งเจรจาด้วยคุณธรรม จากข้อมูลที่ได้จากอวิ๋นเหนียง หลี่เสวียนอีมั่นใจว่าในเนินฝังศพไร้ญาติต้องมีตัวการใหญ่ที่บงการพวกผีดิบอยู่ อาจจะเป็น 'ผีดิบปรภพ' ที่ยังไม่ออกโรง วันสารทจีนคือเส้นตาย ถึงตอนนั้นทุกชีวิตคงดับสูญ หากรอให้คนพวกนี้รู้ตัวว่าต้องสามัคคีกัน ก็คงสายเกินแก้
ดังนั้นหลี่เสวียนอีจึงต้องใช้วิธีเด็ดขาดข่มขวัญยอดฝีมือเหล่านี้เสียก่อน ดีกว่าไปตีกันเองตอนสู้กับผีดิบ ซึ่งจะวุ่นวายกว่านี้
ดวงตาสองสีของหลี่เสวียนอีส่องประกายสีทองและเขียวหยกวูบหนึ่ง เตี่ยนจินก็ยิ่งคลุ้มคลั่งหนักขึ้น เรียกกระบี่ยาวออกมา ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของฝูงชน เขาแทงกระบี่ทะลุอกตัวเองจนเลือดสาดกระจาย
เหล่ายอดฝีมือระดับจินตานจ้องตาแทบถลน แม้เตี่ยนจินจะปากดีอวดเก่ง แต่ฝีมือไม่ธรรมดาและเป็นคนรักพวกพ้อง ทุกคนในเมืองต่างคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หลายคนสนิทสนมกับเขา
ตอนนี้ต้องมาเห็นเพื่อนถูกบีบให้แทงตัวเองเลือดสาดต่อหน้าต่อตา จะไม่ให้โกรธแค้น ไม่ให้เศร้าใจได้อย่างไร
ผู้ฝึกตนระดับกังฮวานับพันคนชักอาวุธออกมาพร้อมกัน จิตสังหารพวยพุ่งเป็นหนึ่งเดียว กระบี่บินและดาบวิเศษนับสิบเล่มลอยคว้างกลางอากาศ พร้อมจะถล่มหลี่เสวียนอีให้ย่อยยับ
หลี่เสวียนอีแค่นเสียงเฮอะ ระเบิดพลังปราณออกมา พลังห้ามังกรห้าพยัคฆ์คำรามกึกก้อง คลื่นพลังมหาศาลพัดกระหน่ำจนผมสีดำของเขาปลิวไสว ราวกับเทพมารที่ไม่ยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน เพียงคนเดียวกลับสยบยอดฝีมือทั้งหมดจนไม่กล้าขยับ
"หยุดมือ... ทุกคนหยุดก่อน"
เตี่ยนจินยันกายลุกขึ้นจากกองเลือด ดึงกระบี่ออกจากอก เลือดพุ่งกระฉูดอีกระลอก
เพื่อนฝูงรีบเข้าไปประคอง ช่วยกันห้ามเลือดและโรยยารักษาแผล กว่าจะจัดการเสร็จก็วุ่นวายอยู่พักใหญ่
"พี่น้องทุกท่านเก็บอาวุธเถิด สหายท่านนี้ยั้งมือไว้ไมค์ได้เอาจริง นี่แค่แผลภายนอก ไม่โดนอวัยวะสำคัญ"
เตี่ยนจินลุกขึ้นยืน ร่างกายระดับจินตานนั้นแข็งแกร่งผิดมนุษย์ พลังปราณช่วยสมานแผล เว้นแต่จะโดนหัวใจหรือศีรษะที่ตายทันที อวัยวะส่วนอื่นสามารถรักษาตัวเองได้ อีกอย่างกระบี่ของหลี่เสวียนอีที่ดูเหมือนแทงทะลุอก แท้จริงแล้วหลบหลีกอวัยวะภายใน ลอดผ่านช่องว่างไปอย่างแม่นยำ เป็นเพียงแผลเนื้อเยื่อเท่านั้น
"ขอบคุณสหายที่เมตตา เป็นข้าเตี่ยนจินที่ตาบอดมองคนผิด อวดดีจนเกินงาม หวังว่าท่านจะไม่ถือสาหาความ"
หลี่เสวียนอีตีหน้านิ่ง เก็บกลิ่นอายกดดันกลับคืน กวาดตามองทุกคนแล้วกล่าวว่า "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่ออวดเบ่งวางอำนาจ แต่สถานการณ์มันคับขันยิ่ง ชีวิตชาวเมืองชูอวิ๋นนอกกำแพงแขวนอยู่บนเส้นด้าย ยิ่งมีพลังมาก ความรับผิดชอบก็ยิ่งมากตาม พวกท่านล้วนเป็นยอดฝีมือของเมืองชูอวิ๋น จะทนดูชาวบ้านถูกฆ่าล้างโคตรได้ลงคอหรือ ข้าหวังว่าพวกเราจะร่วมแรงร่วมใจ ปกป้องบ้านเมืองในยามกลียุค ข้าแม้จะไร้ความสามารถ แต่ขอร่วมเป็นตายกับพวกท่าน"
"พวกเราละอายใจยิ่งนัก ขอร่วมเป็นร่วมตายกับเมืองชูอวิ๋น!"
"พวกเราละอายใจยิ่งนัก ขอร่วมเป็นร่วมตายกับเมืองชูอวิ๋น!"
"พวกเราละอายใจยิ่งนัก ขอร่วมเป็นร่วมตายกับเมืองชูอวิ๋น!"
คำพูดที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและเหตุผลของหลี่เสวียนอี ปลุกจิตสำนึกของทุกคน คนที่เคยดูถูกเขาก่อนหน้านี้ต่างก้มหน้าด้วยความละอาย ความจริงพวกเขาพอรู้ข่าวปีศาจศพอาละวาดมาบ้าง แต่เพิ่งรู้ความร้ายแรงก็ตอนที่ท่านเจ้าเมืองเรียกประชุมนี่แหละ ว่ามันไม่ใช่อาถรรพ์ธรรมดา ถึงขนาดต้องเกณฑ์ยอดฝีมือทั้งเมืองมารับมือ
พอตั้งสติได้ก็ตระหนักว่าภัยพิบัติมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว ในใจก็นับถือฝีมือและคุณธรรมของหลี่เสวียนอี จึงเลิกต่อต้าน
หลี่เสวียนอีพยักหน้าพอใจ สายตาที่มองทุกคนดูเป็นมิตรขึ้น "ดี ในเมื่อทุกคนพร้อมใจ ข้าก็จะไม่หวงวิชา วันนี้ข้าจะสอนวิชาอาคมและค่ายกลสำหรับปราบผีดิบให้ หวังว่าพวกท่านจะตั้งใจเรียนรู้"
พอได้ยินว่ามีทั้งคาถาและค่ายกล ทุกคนก็ยิ่งเคารพหลี่เสวียนอีขึ้นไปอีก ปกติปรมาจารย์ค่ายกลจะหวงวิชามาก เก็บงำความลับจนตัวตาย เพราะกลัวสอนศิษย์แล้วอาจารย์อดตาย น้อยคนนักที่จะยอมเผยแพร่ผังค่ายกลง่ายๆ
แต่หลี่เสวียนอีไม่ถือสาเรื่องพวกนี้ แน่นอนว่าเขาคงไม่เอาค่ายกลระดับเทพออกมาสอนมั่วซั่ว เรื่องวิชาไม่ถ่ายทอดให้คนนอกเขารู้ดี สิ่งที่เขาจะสอนคือค่ายกลพื้นฐานอย่าง 'ค่ายกลสามประสาน' เท่านั้น
"การที่ทุกคนฮึกเหิมเป็นเรื่องดี แต่ก่อนอื่นข้าต้องบอกให้รู้ไว้ก่อนว่า ศัตรูที่เราต้องเจอคืออะไร"
"ผีดิบ หลุดพ้นจากห้าธาตุและวัฏจักรสงสาร ไม่เคารพฟ้า ไม่ศรัทธาสวรรค์ เกิดจากคนตายที่มีแรงอาฆาต เฮือกสุดท้ายไม่ยอมดับสูญ ถูกฝังในที่เลี้ยงศพที่มีไอหยินจัด จนกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งคน ปีศาจ หรือผี พลกำลังมหาศาล ฟันแทงไม่เข้า พวกที่สร้าง 'แก่นศพ' ได้แล้วยิ่งไม่กลัวอาคม แถมยังใช้วิชาของเผ่าศพได้อีก ร้ายกาจสุดๆ"
ฝูงชนเริ่มฮือฮาอีกครั้ง ฟันแทงไม่เข้า อาคมไม่ระคาย แบบนี้มันไร้เทียมทานแล้วไม่ใช่หรือ? ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ เสียงเซ็งแซ่เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
หลี่เสวียนอีหรี่ตา แววตาฉายความดูแคลน "ข้านึกว่าคนที่อยู่ที่นี่จะเป็นวีรบุรุษผู้กล้า ที่แท้ก็เป็นแค่พวกขี้ขลาดตาขาว ต่อให้มีวาสนาได้ฝึกเซียน แต่สันดานก็ยังเป็นแค่คนไร้ค่า ข้าบอกไว้ตรงนี้เลยว่า สงครามต้องมีการสูญเสีย ใครกลัวตายก็ไสหัวไปซะ! ต่อให้เหลือข้าคนเดียว ข้าก็จะไม่ยอมให้ผีดิบเหยียบเข้าเมืองชูอวิ๋นแม้แต่ก้าวเดียว"
โดนหลี่เสวียนอียุเข้าให้ อารมณ์ของฝูงชนก็เดือดพล่าน หลายคนตะโกนสวน "ใครว่าพวกข้ากลัวตาย! ต่อให้สู้ไม่ได้ พวกข้าก็ยอมตายเพื่อปกป้องพี่น้องชาวเมือง ดีกว่าเป็นเต่าหดหัว!"
"ใช่! สหายท่านดูถูกคนเกินไปแล้ว ถึงพวกข้าจะไม่เก่งกาจที่สุด แต่ก็ไม่ใช่พวกรักตัวกลัวตาย ต่อให้สู้ไม่ได้ ข้าแซ่ไจ๋ก็กล้าระเบิดจินตานแลกชีวิตกับมัน!"
"ถูกต้อง! ตายเป็นตาย อีกสิบแปดปีค่อยกลับมาเกิดเป็นลูกผู้ชายใหม่!"
"พี่น้องเอ๋ย ลุยกับพวกผีดิบสักตั้ง อย่าให้มันมาทำร้ายพี่น้องชาวเมืองชูอวิ๋นของเราได้!"
[จบแล้ว]