เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Ep.11 - มรดกและหินสกิล

Ep.11 - มรดกและหินสกิล

Ep.11 - มรดกและหินสกิล


Ep.11 - มรดกและหินสกิล

เจียงหนานทั้งตื่นเต้นทั้งมีความสุข เธออดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า “พี่มหาเทพ ทำไมข้อมูลสกิลของฉันถึงเขียนว่า ‘ชิ้นส่วนมรดกของผู้รักษา’ ล่ะ?”

ฮังอวี่ย้อนนึกเล็กน้อยจากในความทรงจำ และพบว่ามันไม่เสียหายที่จะบอกข้อมูลนี้แก่เธอ

“ถ้าให้อธิบายง่ายๆก็คือ หินสกิลนี้ไม่ใช่สกิลเดี่ยว แต่เป็นหนึ่งในหลายสกิลของ ‘ผู้รักษา’ ชิ้นส่วนทั้งหมดจะมีด้วยกันสามชิ้น แม้พลังของมันจะไม่ได้เวอร์วังแบบที่ใช้เรียกมังกรเทวะออกมาได้ แต่ก็จะช่วยให้เธอได้รับอาชีพ ‘ผู้รักษา’ ซึ่งที่ได้มาคือมรดกลำดับต่ำสุด”

“พี่มหาเทพต้องการจะสื่อว่า ยังมีหินสกิลก้อนอื่นที่ใช้สำหรับเรียนรู้สกิลรักษาอีกใช่ไหม? งั้นถ้าฉันสามารถรวบรวมมันได้ครบ ฉันก็จะกลายเป็นผู้รักษาถูกรึเปล่า?” เจียงหนานกล่าวด้วยใบหน้าแดงซ่าน เกาหัวด้วยความเก้อเขิน “พอดีฉันค่อนข้างโลภนิดหน่อยน่ะ”

“ถูกต้อง ถ้าเธอรวบรวมชิ้นส่วนมรดกอื่นๆได้ครบทั้งหมด เธอก็จะได้รับอาชีพ ‘ผู้รักษา’” ฮังอวี่ยิ้มบางแล้วกล่าวว่า “และเมื่อถึงเวลานั้น เอฟเฟกต์สกิลมรดกผู้รักษาทั้งหมดจะถูกอัพเกรดยิ่งขึ้นไปอีกแม้แต่ค่าสเตตัสของเธอก็ยังแข็งแกร่งขึ้น”

จ้าวหมิงกับจางเสี่ยวเฉียงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

จางเสี่ยวเฉียงอดนึกถึงเกม Ragnarok ที่เขาเคยเล่นขึ้นมาไม่ได้

“ลูกพี่ นั่นเท่ากับเป็นการเปลี่ยนอาชีพแบบในเกมออนไลน์รึเปล่า? แต่จากที่อธิบายมา ทำไมมันฟังดูไม่เหมือนเลย”

“อืม ก็ประมาณนั้น มีมรดกนับไม่ถ้วนอยู่ในโลกวิญญาณ ผู้รักษาคือหนึ่งในอาชีพลำดับต่ำสุด นายจะตีความว่ามันเป็นการเปลี่ยนอาชีพขั้นแรกก็ได้ แล้วหลังจากนั้นก็จะมีลำดับสอง สาม สี่ หรือสูงกว่านั้นขึ้นไปอีก”

“ทุกมรดกจะมีกระบวนการไต่จากต่ำขึ้นไปสูง และมรดกไม่เพียงสามารถอัพเกรดจากลำดับต่ำไปสูงเท่านั้น แต่ยังเรียนรู้พร้อมกับมรดกอื่นก็ได้เหมือนกัน”

“เช่นนายได้รับมรดกของผู้รักษามาแล้ว แต่ถ้าสนใจเรียนรู้มรดกของอาชีพอื่นก็ทำได้ ในทางทฤษฎีจำนวนการรับมรดกและสายอาชีพของผู้เล่นคนหนึ่ง สามารถเรียนรู้ได้ไม่จำกัด”

“แต่แน่นอน การอัพเกรดมรดกสู่ขั้นสูงเป็นอะไรที่ยากมาก ฉะนั้นการต้องมาคอยพัฒนามรดกหลายสายในเวลาเดียวกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้

ทุกคนเข้าใจแล้ว ว่าฮังอวี่ต้องการจะสื่ออะไร

ฮังอวี่กล่าวเสริมอีกประโยคหนึ่ง “ไม่ว่าจะอัพเกรดสกิลหรืออัพเลเวลตัวเอง ทั้งสองอย่างนี้จำเป็นต้องใช้แต้มวิญญาณของโลกวิญญาณ ตามปกติแล้วแต้มวิญญาณจะได้รับจากการฆ่าสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ต่างๆบนโลกวิญญาณเท่านั้น ไม่เชื่อก็ลองตรวจสอบดูสิว่าตอนนี้เธอมีแต้มวิญญาณเท่าไหร่”

เจียงหนานตรวจสอบข้อมูลของเธอ

นักบวชเลเวล 1 (11/50) , ค่าพลังชีวิต 10 , ค่าพลังจิต 10 , สกิล : พันธสัญญาของเทพธิดาแห่งรุ่งอรุณ , รักษาบาดแผลขั้นต้นเลเวล 1  (0/10)

“โอ้ว! ดูเหมือนฉันจะรวบรวมแต้มวิญญาณได้ 11 แต้มแล้ว” เจียงหนานถามต่อ “ดูเหมือนว่าแต้มวิญญาณของฉันจะอัพสกิลได้พอดี ฉันควรจะใช้มันเลยดีไหม?”

“ไร้สาระน่า เรื่องแบบนี้เธอยังต้องถามอีกหรอ? แน่นอนว่าต้องรีบใช้มันอัพสกิล!” ฮังอวี่ยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ให้เจียงหนาน “แต้มวิญญาณของเธอตอนนี้ ถ้าอยากใช้อัพเลเวลหนทางยังอีกยาวไกล แถมการสะสมแต้มวิญญาณยังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ เมื่อเทียบกับสกิลนี้แล้ว ถ้าอัพมันจะมีประโยชน์กว่า ที่ต้องทำก็คือย้ายแต้มวิญญาณเข้าไปในสกิลที่ต้องการ”

“เข้าใจแล้ว” เจียงหนานทำตามที่เขาบอกอย่างเชื่อฟัง ดึงแต้มวิญญาณที่สะสมไว้ในร่างกายออกมา และใช้ 10 แต้มกับสกิลของเธอทันที

ในชั่วพริบตาเดียว ความรู้ความเข้าใจถูกถ่ายทอดเข้ามาในจิตใจเธอ จากนั้นสกิลรักษาบาดแผลขั้นต้นก็ได้รับการอัพเกรดสำเร็จ

[สกิลรักษาบาดแผลขั้นต้น] (ชิ้นส่วนมรดกของผู้รักษา) สกิลเลเวล 2 , แต้มวิญญาณ (0/100) , ความชำนาญ (0/200) , ในทุกๆ 2 ค่าพลังจิตที่เสียไป จะสามารถใช้รักษาเป้าหมายที่ระบุภายในรัศมี 5 เมตร  , ช่วยฟื้นฟูพลังชีวิต 4 หน่วย , คูลดาวน์ 3 วินาที

เจียงหนานปรบมือด้วยความปิติยินดี “เอฟเฟกต์ของมันแข็งแกร่งขึ้นแล้ว!”

สกิลรักษาบาดแผลขั้นต้นเลเวล 2 ต้องใช้ค่าพลังจิตเพิ่มขึ้น 1 หน่วย แต่มันช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตมากกว่าเดิม 2 หน่วย แถมระยะคูลดาวน์ก็ลดลง บวกกับเอฟเฟกต์สกิลติดตัวของเจียงหนาน เท่ากับว่าสามารถฟื้นฟูพลังได้ 6 หน่วยในคราเดียว

“นี่มันสุดยอดไปเลย! ผู้เล่นใหม่ในเลเวล 1 จะมีพลังชีวิตอยู่แค่ 10 หน่วยเท่านั้น ถ้าได้รับสกิลรักษาของเธอ ไม่ใช่ว่านั่นช่วยให้พวกเขาหายจากอาการบาดเจ็บร้ายแรงเลยหรอ?” จางเสี่ยวเฉียงค่อนข้างอิจฉา

“ทำไมเธอถึงโชคดีแบบนี้? มันไม่ยุติธรรมเลย!”

เจียงหนานเกาหัวอย่างเก้อเขิน “นั่นสิ ฉันโชคดีจริงๆ โชคดีเกินไปแล้ว”

ฮังอวี่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก เพราะจ้าวหมิงและจางเสี่ยวเฉียงเอาจริงๆก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าเธอ

แค่เพราะครั้งนี้เธอได้สกิลใหม่มาเลยทำให้จางเสี่ยวเฉียงอิจฉาอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้เช่นกันว่านี่จะช่วยให้พลังรบของทีมแข็งแกร่งขึ้น

จางเสี่ยวเฉียงเชื่อ ว่าหากติดตามฮังอวี่ต่อไป ในอนาคตเขาจะได้กำไรมหาศาลแบบนี้เช่นกัน ดังนั้นรีบพูดกับฮังอวี่ว่า “ลูกพี่ แล้วพวกเราต้องทำยังไงกันต่อ?”

“เปิดใช้งานจุดคืนชีพก่อน” ฮังอวี่ชี้ไปทางแผ่นศิลาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหมู่บ้าน

จ้าวหมิงสังเกตเห็นแผ่นศิลานี้ตั้งแต่แรกแล้ว เขาเอ่ยด้วยท่าทีครุ่นคิดว่า “หลังจากเปิดใช้งานแผ่นศิลานี้ ต่อให้ตายในป่า พวกเราก็จะถูกส่งกลับมาคืนชีพที่นี่ถูกไหม?”

“ถูกต้อง แต่ตอนนี้ที่คืนชีพในหมู่บ้านได้ยังไม่ใช่พวกเรา จะต้องเปิดแผ่นศิลาซะก่อน หมู่บ้านถึงจะกลายเป็นของพวกเราโดยสมบูรณ์ ไม่อย่างงั้นไม่กี่วันต่อมา พวกก็อบลินก็จะคืนชีพกลับมาที่นี่อีก”

แผ่นศิลาสูงแปดเมตร หนาขนาดเท่าสามคนกอด ทั่วทั้งแผ่นดำสนิท ดูเรียบง่ายไร้ลวดลายตกแต่งใดๆ และปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายอันลึกลับ ให้ความรู้สึกราวกับมันตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยโบราณ อยู่เหนือกาลเวลา

ทุกคนตั้งสมาธิมั่น จดจ้องไปยังแผ่นศิลา แล้วข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแผ่นศิลาก็ปรากฏขึ้นในใจ

โดยพื้นฐานแล้วมันเหมือนกับที่ฮังอวี่พูดไว้ไม่มีผิด หมู่บ้านแห่งนี้ยังคงถูกครอบครองโดยมอนสเตอร์ หากพวกเขาไม่เปิดใช้งาน และเดินตัวปลิวออกไป อีกไม่กี่วันพวกก็อบลินก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

จริงอยู่ว่าหากไม่เปิดใช้งานแผ่นศิลา แล้วใช้กระท่อมก็อบลินเป็นที่พัก ทำเป็นแหล่งฟาร์มรอฆ่ามอนสเตอร์ แบบนี้ก็ไม่เลว แต่เห็นได้ชัดว่าวิธีดังกล่าวไม่เหมาะสมในสถานการณ์เช่นนี้

ทั้งสี่วางมือลงบนแผ่นศิลาพร้อมกัน บังเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งขึ้นทันที

แผ่นศิลาปลดปล่อยแสงจรัสกวาดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน จากนั้นราวกับแผ่นดินไหว กระท่อมที่ทำจากฟางและโคลนกว่าสิบหลัง ทั้งหมดพังทลายลงทันที

รั้วไม้รอบนอกยังคงอยู่ ล้อมข้างในไว้เป็นเขตพื้นที่ปลอดภัยขนาดเท่าสนามฟุตบอล

จ้าวหมิง เจียงหนาน และจางเสี่ยวเฉียงรู้สึกใจชื้น เพราะจะไม่มีมอนสเตอร์เกิดขึ้นในเซฟโซนแห่งนี้ ขณะเดียวกันต่อให้มีมอนสเตอร์อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทว่าหากไม่ใช่สถานการณ์พิเศษ พวกมันจะไม่เข้าใกล้ที่นี่

ดังนั้น หากพวกเขาตั้งหลักปักฐานที่นี่ เรียกได้ว่าค่อนข้างปลอดภัย ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกลอบโจมตี

แต่ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วก็อบลินเจ้าของหมู่บ้านแห่งนี้เล่า พวกมันจะไปอยู่กันที่ไหน?

ก็อย่างที่ฮังอวี่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ สิ่งมีชีวิตในโลกวิญญาณไม่มีทางตาย หลังจากกลุ่มก็อบลินสูญเสียฐานที่มั่นไป พวกมันจะต้องสุ่มเกิดในพื้นที่อื่นๆของป่าแทน

ในที่สุดความกังวลของทุกคนก็ถูกปลดเปลื้อง!

จิตใจของทุกคนได้รับความตึงเครียดเป็นอย่างสูงในช่วงเจ็ดแปดชั่วโมงที่ผ่านมา เวลานี้ได้ผ่อนคลายซักทีความเหนื่อยล้าเริ่มเข้าแทรกแซง

อย่างไรก็ตาม

การเปลี่ยนแปลงยังไม่หยุดลงแค่นี้!

หลังจากกระท่อมก็อบลินหายไป ค่ายกลห้าแฉกก็ปรากฏขึ้นบนพื้นดิน

แท่นหินที่มีรูปทรงคล้ายกับแผ่นศิลาในตอนแรก ค่อยๆงอกขึ้นจากค่ายกล

ขนาดของมันเล็กกว่าแผ่นศิลาคืนชีพตรงกลาง สูงเพียงสามสี่เมตรเท่านั้น

เมื่อเพ่งสมาธิไปยังมัน จะได้รับข้อมูลกลับมา

[แผ่นศิลาเสบียงของก็อบลิน]

[แผ่นศิลาอาวุธของก็อบลิน]

[แผ่นศิลาแหล่งผลิตของก็อบลิน]

[แผ่นศิลาย่อยสลายของก็อบลิน]

[แผ่นศิลาเก็บของของก็อบลิน]

“นี่มันอะไรกันเนี่ย?”

เจียงหนาน จ้าวหมิง และจางเสี่ยวเฉียงต่างตกตะลึง

ฮังอวี่ไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจใดๆ “ก็ .. ขอให้ทุกคนคิดซะว่าเป็นร้านค้าที่ไม่มีคนเฝ้าแล้วกัน”

ในโลกใบนี้ไม่มีเมือง หมู่บ้าน หรือ NPC สำหรับค้าขายสินค้า

อย่างไรก็ตาม  แผ่นศิลาในโลกวิญญาณที่มีฟังก์ชั่นเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นตามที่ต่างๆแทน

แผ่นศิลาเหล่านี้บางส่วนทำหน้าที่เป็นเหมือนร้านค้า ทุกครั้งที่มีการเข้ายึดค่าย โลกวิญญาณจะสร้างแผ่นศิลาขึ้นมา

ซึ่งตรงจุดนี้เป็นแหล่งจัดหาเสบียงที่สำคัญมาก วัตถุดิบที่ได้รับจะแตกต่างกันไปตามสถานที่ แต่หลักๆแล้วจะเกี่ยวข้องกับเลเวล ตำแหน่งที่ตั้ง และสภาพแวดล้อมของค่าย

จบบทที่ Ep.11 - มรดกและหินสกิล

คัดลอกลิงก์แล้ว