- หน้าแรก
- ผู้พิชิตโลกออนไลน์
- TWO Chapter 241 ความรุนแรง
TWO Chapter 241 ความรุนแรง
TWO Chapter 241 ความรุนแรง
TWO Chapter 241 ความรุนแรง
กว่าโอหยางโชวและกองกำลังของเขาจะมาถึงเมืองกู่ซาน เวลาก็ล่วงเลยมาถึง 15.00 น. แล้ว
ผู้นำเผ่าขนาดใหญ่ เล่ยฟ่าน ได้นำผู้นำเผ่าอื่นๆมาต้อนรับโอหยางโชว กลุ่มผู้นำเผ่าคนเถื่อนกลุ่มนี้ ได้เลือกเล่ยฟ่านเป็นผู้ดูแลเมืองกู่ซาน
หลังจากที่พูดคุยกันสั้นๆ มันทำให้โอหยางโชวรู้ว่า เล่ยฟ่านคนนี้เป็นคนพิเศษ
จากที่เขารู้ เล่ยฟ่านได้กลายมาเป็นผู้นำเผ่าเมื่อตอนอายุเพียง 24 ปี หลังจากนั้น 10 ปี ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของเขาก็ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในเผ่า แต่ไม่เพียงแค่นั้น เพราะแม้แต่เผ่าอื่นๆทั้งหมดก็ยังให้ความเคารพนับถือเล่ยฟ่านเช่นกัน
เมื่อเทียบกับความเป็นอนุรักษ์นิยมของผู้นำเผ่าซวนเหนียว ซีซี่อ๋อง เล่ยฟ่านมีสติปัญญาและมองการไกลมากกว่า เผ่าของเขาได้อพยพลงมาจากภูเขา ซึ่งมันเป็นผลมาจากแผนการของเขา
เขาตระหนักว่า หากชนเผ่าคนเถื่อนภูเขาต้องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทางเลือกที่ดีที่สุดของพวกเขาก็คือ การมาอยู่ร่วมกับคนบนที่ราบ
เมื่อเทียนเหวินจิงได้ไปเยี่ยมเยือนเผ่าของเขา ทั้ง 2 ก็กลายเป็นใกล้ชิดกันมากขึ้นทันที
หลังจากที่ทักทายกันง่ายๆ โอหยางโชวก็อัพเกรดเมืองกู่ซานเป็นเมืองขนาดกลาง จากนั้น เขาก็แต่งตั้งให้เล่ยฟ่านเป็นผู้ปกครองเมืองกู่ซาน และมอบอำนาจให้เขาแต่งตั้งคนของเขาเป็นข้าราชการได้ด้วยตัวเอง
ในช่วงค่ำ โอหยางโชวก็ได้มาพบกับเล่ยฟ่านเป็นการส่วนตัว พวกเขาทั้ง 2 ได้พูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง
โอหยางโชสัญญาว่า เมืองหลักจะจัดหาธัญพืชสำหรับเมืองกู่ซาน หน้าที่หลักของเมืองกู่ซานก็คือ การสร้างกำแพงเมือง เพื่อเพิ่มการป้องกันให้กับเมือง และเตรียมพื้นที่เพาะปลูกไว้ให้พร้อมสำหรับฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ
เมืองกู่ซานมีประชากรทะลุ 30,000 คน และยังอีกเกือบ 1 ปี กว่าพวกเขาจะได้เก็บเกี่ยวข้าวในฤดูเก็บเกี่ยวแรกของปี พวกเขาจึงต้องการธัญพืชประมาณ 10 ล้านหน่วย
เห็นได้ชัดว่า เมืองหลักไม่สามารถจัดหาธัญพืชมากขนาดนั้นให้กับพวกเขาฟรีๆได้ โอหยางโชวชี้ให้เขาเห็นว่า พวกเขาสามารถยืมพวกมันมาจากกรมคลังวัสดุได้ และหลังจากที่พวกเขาได้เก็บเกี่ยวข้าวในฤดูเก็บเกี่ยวแรกของปีแล้ว พวกเขาก็ค่อยจ่ายคืนให้กับกรม
นอกเหนือจากนี้ งานที่สำคัญที่สุดของเล่ยฟ่านก็คือ ส่งเสริมแผนการของเมืองซานไห่ต่อชนเผ่าคนเถื่อนภูเขาอย่างต่อเนื่อง เขาจำเป็นต้องติดต่อกันเผ่าอื่นๆ และพาพวกเขาอพยพลงมาอยู่ที่เมืองกู่ซาน
พวกเขาต้องรวบรวมเอาชนเผ่าคนเถื่อนภูเขาที่อยู่ในเทือกเขาทางใต้ทั้งหมด
เพื่อติดต่อกับคนเถื่อนภูเขาเผ่าอื่นๆ พวกเขาต้องเข้าไปในป่าลึก หรือมุ่งหน้าไปทางเหนือ เล่ยฟ่านมีช่องทางติดต่อมากกว่าเผ่าซวนเหนียว ในฐานะผู้นำของเผ่าขนาดใหญ่ เขายังคงติดต่อกับเผ่าอื่นๆอีกมาก ดั้งนั้น เขาจึงเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมที่สุด
ในความเป็นจริง ในขณะที่เผ่าอื่นๆเริ่มไปสร้างและจัดระเบียบเมืองกู่ซาน ฐานะและความสำคัญของเผ่าซวนเหนียวก็เริ่มลดลง พวกเขาสามารถช่วยได้เพียงดูแลพื้นที่รอบๆเหมืองแร่หลางซานเท่านั้น
สำหรับการติดต่อกับเผ่าคนเถื่อนภูเขาอื่นๆ เผ่าซวนเหนียวเป็นเพียงเผ่าขนาดกลางเท่านั้น พวกเขาจึงมีอำนาจจำกัด และไม่สามารถช่วยเทียนเหวินจิงได้มากนัก
สำหรับเผ่าขนาดเล็กและขนาดกลางอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการอพยพลงมาจากภูเขา โอหยางโชวตัดสินใจที่จะไม่สนใจพวกเขา และปล่อยให้พวกเขาทำลายตัวเอง
วันรุ่งขึ้น โอหยางโชวนำกองกำลังของเขา มุ่งหน้ากลับไปยังเมืองซานไห่ และพวกเขาได้กลับไปถึงในช่วงค่ำ โอหยางโชวรีบกลับไปให้ทันเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเขาไม่ต้องการจะพลาดมัน
…………………………………………………………………………….
ณ มหาวิทยาลัยสีหนาน, เกาะดาวดับ
มีเพียงดาวเพียงไม่กี่ดวงที่เปล่งประกายบนท้องฟ้าในคืนนี้ มันดูเงียบเหงามาก เจียงซางนั่งอยู่คนเดียวบนหิน และมองไปที่ประจันทร์ ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดเรื่องต่างๆ
ความคิดของเขาและพระจันทร์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“คฤหาสน์ของลอร์ดได้ส่งเครื่องไหว่พระจันทร์เหล่านี้มาให้ขอรับ” คนรับใช้ถือกล่องขนมไหว้พระจันทร์ ขณะที่เขายืนอยู่ข้างๆเจียงซาง
“อื้อ” การแสดงออกของเจียงซางเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ไม่นาน เขาก็กลายเป็นไร้ความรู้สึกและสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหวเช่นเดิม
คนรับใช่หนุ่มไม่ต้องการจะรบกวนเขา เขาวางขนมไหว้พระจันทร์ไว้ที่ด้านข้าง และปล่อยเขาไว้ตามลำพัง
หลังจากที่คนรับใช้ออกไปแล้ว เจียบซางก็หยิบขนมไหว้พระจันทร์ขึ้นมา และพึมพำว่า “ท่านยังคงไม่ยอมแพ้อีกหรือ?”
พระจันทร์ไม่ได้ทำให้เกิดเสียงใดๆและคนผู้นั้นก็ไม่ได้ทำให้สายลมพัดในค่ำคืนนี้
ณ คฤหาสน์ของลอร์ด, สวนส่วนหลังของคฤหาสน์
หลังจากจบงานเลี้ยง โอหยางโชวก็เรียกทุกคนมาที่สวนนี้ เพื่อชมพระจันทร์ด้วยกัน
สายลมฤดูใบไม้ร่วงเย็นๆ ได้พัดผ่านมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ ปิงเอ๋อจับดอกมะลิหมื่นลี้ไว้ในมือ แล้ววิ่งไปหาฉีสือ ก่อนจะกล่าวว่า “พี่สาวฉีสือ ข้าอยากกินเค้กมะลิหอมหมื่นปี!”
ฉีสือพยักหน้าและหัวเราะ “ได้ค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะบอกให้ท่านป้าหวังทำมันให้กับท่าน”
โอหยางโชวมองไปที่พวกเขาที่กำลังสนุกสนานกันอยู่ในสวน เป็นเวลานานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้
เมื่อเร็วๆนี้ งานของดินแดนทำให้เขายุ่งมาก เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งภายในและภายนอก
การลอบโจมตีของซ่าโพจุ่นจบลงด้วยความล้มเหลว และโอหยางโชวใช้กำลังบังคับให้เขากลับไป เมื่อเขากลับไปแล้ว ก็ไม่มีข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับเขาอีก ราวกับเขาเป็นหินที่จมลงไปในมหาสมุทร
หลังจากการยั่วยุครั้งนั้น ตี่เฉินและคนอื่นๆก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น ถ้ามีใครบอกว่า คนเหล่านี้ยอมแพ้เรื่องแผนการจัดการเมืองซานไห่ โอหยางโชวจะไม่เชื่อคนคนนั้นแน่นอน พายุในอนาคตจะมีความซับซ้อนและน่ารังเกียจมากยิ่งขึ้น
สำหรับเรื่องของดินแดน โอหยางโชวค่อยๆรู้สึกว่า เขาทำงานหนักเกินไป เขาวางแผนทุกอย่างสำหรับเมืองซานไห่ และยังคงต้องให้ความสนใจกับพันธมิตรและศัตรู ซึ่งมันทำให้เขาเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก
เมื่อดินแดนของเขาขยายออกไปมากขึ้น โอหยางโชวต้องการผู้มีความสามามรถพิเศษที่ช่วยเขาคุมภาพรวมได้ เจียงซางที่อยู่บนเกาะดาวดับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่เขาไม่โชคดีนักสำหรับเรื่องนี้…
“พี่ชาย ทานขนมไหว้พระจันทร์กัน” ปิงเอ๋อหยิบขนมไหว้พระจันทร์ขึ้นมา แล้วส่งมันให้กับโอหยางโชว
“ปิงเอ๋อน่ารักจริงๆ!” โอหยางโชวรับมันไว้ และยิ้ม ทุกความคิดและปัญหาทั้งหลาย บินหายไปจากจิตใจของเขาในทันที
“คนโง่ ไม่กี่วันมานี้ ข้าได้รับจดหมายจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนเก่าของข้า” ซ่งเจี๋ยกล่าวอย่างกระทันหัน
“เพื่อนร่วมชั้นเรียนเก่า? พวกเขารู้ชื่อไอดีของเจ้าได้อย่างไร?”
“ส่วนใหญ่ที่ติดต่อมาเป็นเพื่อนสมัยมัธยม ข้าคิดว่า หยวนผิงคงจะเปิดเผยเรื่องนี้ก่อนที่การอพยพจะเริ่มขึ้น และเขาก็ได้ดึงเพื่อนหลายคนเข้าไปอยู่ในดินแดนของเขาด้วย”
โอหยางโชวพยักหน้า “พวกเขาต้องการจะเข้าร่วมกับนิกายกระบี่ตงหลี่หรือ?”
“ใช่ ท่านคิดเช่นไร?” ซ่งเจี๋ยมักจะขอความคิดเห็นจากเขา ในเรื่องที่สำคัญเช่นนี้
“เรายินดีต้อนรับพวกเขา แต่จำไว้ว่า ให้ระมัดระวังตัวไว้” โอหยางโชวต้องการรักษาความปลอดภัยไว้ก่อน ดีกว่าต้องเสียใจในภายหลัง
“อื้อ” ซ่งเจี๋ยรู้ดีว่าต้องทำเช่นไร
หลังจากจบเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง วิกฤตการขาดแคลนธัญพืชก็อุบัติขึ้น ราคาธัญพืชทะยานขึ้นเป็น 30 เหรียญทองแดง/หน่วย
ผู้เล่นลอร์ดต้องใช้เงินทั้งหมดของพวกเขาในการซื้อมัน และบังคับให้พวกเขาต้องยืนอยู่บนขอบเหว ขณะที่เหล่าพ่อค้าทำกำไรจากมันได้อย่างมหาศาล
ปลายเดือนที่ 10 จะเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งที่ 2 เห็นได้ชัดว่า ทุกคนรู้ดีว่าราคาธัญพืชจะตกลงหลังจากนั้น
เดือนที่ 10 เป็นเดือนที่ยากลำบากที่สุดสำหรับผู้เล่นโหมดลอร์ด
หลายดินแดนถูกบีบบังคับ พวกเขาต้องขายทรัพยากรทั้งหมดที่พวกเขาสามารถขายได้ พวกเขาไม่มีทางเลือก อย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาเริ่มที่จะขายอาวุธและอุปกรณ์ให้กับผู้เล่นโหมดนักผจญภัย เพื่อหาเงินซื้อธัญพืช
เมื่อเทียบกับผู้เล่นโหมดลอร์ด ผู้เล่นโหมดนักผจญภัยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก พวกเขาไม่ได้เป็นลอร์ดที่จะต้องเลี้ยงดูประชาชนของตน พวกเขาเพียงแค่ต้องดูแลตัวเองเท่านั้น
ในขณะที่พวกเขาไม่มีทางเลือก เหล่าลอร์ดเริ่มที่จะขึ้นภาษี และไม่เพียงแค่นั้น พวกเขายังต้องขายธัญพืชที่พวกเขาซื้อมาในราคาสูงให้กับชาวเมือง
ในขณะเดียวกันที่เมืองซานไห่ ราคาของธัญพืชยังคงอยู่ที่หน่วยละ 11 เหรียญทองแดงเช่นเดิม
ราคาธัญพืชที่สูงเช่นนี้ ส่งผลต่อผู้เล่นลอร์ดโดยตรง เพราะยังไง พวกเขาก็ต้องลดราคาธัญพืชในดินแดนของเขา เพราะถ้าพวกเขาขายในราคาที่สูงเช่นเดียวกับราคาตลาดในปัจจุบัน มันจะส่งผลต่อประชาชนของพวกเขา และมันอาจจะก่อให้เกิดการจราจลได้ง่ายๆ
ดังนั้น เหล่าลอร์ดจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากใช้เงินของตัวเอง เพื่อชดเชยส่วนต่างของราคา
สมาชิกของพันธมิตรซานไห่เองก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
ในสิ้นเดือนที่ 9 โอหยางโชวต้องลงทุนเพิ่มในสาขาต่างๆของธนาคาร 4 สมุทร เพื่อช่วยเหลือเหล่าพันธมิตรของเขา
เมืองมู่หลานและเมืองสิงโตทมิฬ พวกเขาเพิ่งจะอัพเกรดเป็นเมืองขนาดกลางได้ไม่นาน พวกเขาเกือบจะไม่สามารถทนได้ สำหรับเมืองเทียนซวง พวกเขายังเป็นเมืองขนาดเล็กระดับ 3 พวกเขาจึงยังมีเงินทุนเพียงพอในสาขาของธนาคาร 4 สมุทรที่เพิ่งจะจัดตั้งขึ้น
ที่ลำบากมากที่สุดก็คือเมืองหงส์สาบสูญและเมืองซุ่นหลง พวกเขาต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ยืมให้กับธนาคารในทุกๆเดือน และตอนนี้ พวกเขายังต้องสู้กับราคาธัญพืชอีก
เมืองหินของหวู่ฟู่ยังคงทนได้ แม้ว่าจะไม่มีสาขาของธนาคาร 4 สมุทรอยู่ที่นั่นก็ตาม มันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างมาก ที่พวกเขาทนได้นานขนาดนี้
แต่หลังจากที่เทศการกลางฤดูใบไม้ร่วงสิ้นสุดลง หวู่ฟู่ก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาได้มาขอให้โอหยางโชวช่วยเขา
โอหยางโชวไม่ลังเล เขาขายธัญพืชที่สะสมไว้ 60 ล้านหน่วย หลังจากหักภาษีแล้ว เขาจะได้เงินประมาณ 161,000 เหรียญทอง
เมื่อรวมกับเงินทุนเดิมที่เขามีอยู่ ตอนนี้ เขามีเงินทุนในถุงเก็บของของเขามากถึง 177,000 เหรียญทอง
โอหยางโชวเพิ่มเงินทุนในธนาคาร 4 สมุทรสาขาหลัก 40,000 เหรียญทอง และสาขาย่อยอีกสาขาละ 2,000 เหรียญทอง โดยรวมแล้วเขาเพิ่มเงินลงทุนไปทั้งสิ้นถึง 50,000 เหรียญทอง
การลงทุนครั้งเดียวด้วยเงิน 40,000 เหรียญทอง ทำให้สาขาหลักของธนาคาร 4 สมุทร เริ่มแสดงความยิ่งใหญ่ของความเป็นธนาคารกลาง
ในขณะที่ธนาคารยังคงดำเนินต่อไป มุมมองของผู้คนก็ค่อยๆเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะเก็บออม
จากข้อมูลของขุ่ยหยิงหยู ในเดือนที่ 9 ธนาคาร 4 สมุทร มีเงินออมมากถึง 9,000 เหรียญทอง
จากแผนของโอหยางโชว นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ต่อจากนี้ โอหยางโชวจะไม่กังวลเรื่องธนาคาร 4 สมุทรอีก เขาจะปล่อยให้สมาชิกและพนักงานทำงานของพวกเขา
นอกจากนี้ ธนาคาร 4 สมุทรสาขาเมืองหินยังได้เปิดทำการแล้ว โอหยางโชวได้ให้เงินทุนเริ่มต้น 5,000 เหรียญทอง
หลังจากการใช้จ่ายดังกล่าว โอหยางโชวยังคงเหลือเงินอยู่กับตัวอีก 122,000 เหรียญทอง
จากแผนของเขา เขาจะไม่แตะต้องเงินจำนวน 100,000 เหรียญทอง เขาวางแผนที่จะใช้มันในงานประมูลสิ้นปีในอีก 3 เดือนข้างหน้า
เมื่อเทียบกับงานประมูลของระบบในครั้งแรก งานประมูลสิ้นปีครั้งนี้ จะใหญ่ขึ้นและมีรายการที่หายากมากขึ้น แน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมพลาดมัน
เขาต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อซื้อสิ่งที่เขาต้องการในงานประมูล ถ้าไม้ได้เกิดวิกฤตการขาดแคลนธัญพืชในดินแดนของสมาชิกในพันธมิตร โอหยางโชวก็คงจะเตรียมเงินทุนสำหรับความไม่แน่นอนในอนาคตได้มากกว่านี้
แฟนเพจ : TWOแปลไทย