เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - จับคู่ชู้ชื่น

บทที่ 11 - จับคู่ชู้ชื่น

บทที่ 11 - จับคู่ชู้ชื่น


บทที่ 11 - จับคู่ชู้ชื่น

“หลัวซู่ ว่างไหม มากินข้าวด้วยกันหน่อย”

ในห้องพัก หลัวซู่ที่เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากลุงเฉินยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะถอนตัวออกจากสภาวะการฝึกฝน

สมัยที่ท่านผู้เฒ่าหลินยังมีชีวิตอยู่ มักจะชอบชวนลุงเฉินมานั่งจิบเหล้ากับหลัวซู่เสมอ ตามที่พวกท่านบอกคือ ลูกหลานไม่อยู่ข้างตัว คนแก่สองคนดวลเหล้ากันมันจืดชืดเกินไป ต้องหาเด็กหนุ่มสักคนมาช่วยสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นหน่อย

ทว่านับตั้งแต่ท่านผู้เฒ่าหลินจากไปเมื่อสองปีก่อน แม้ลุงเฉินกับหลัวซู่จะยังติดต่อกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้นัดกินข้าวกันบ่อยเหมือนแต่ก่อน

วันนี้จู่ๆ มาชวนไปกินข้าว หลัวซู่เองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะลู่หมิงเฟยจะออกเดินทางในอีกสองวันข้างหน้า ส่วนทางฉู่จื่อหังก็ยังต้องรออีกพักใหญ่ ช่วงครึ่งเดือนนี้เขานอกจากฝึกฝนแล้วก็ไม่มีอะไรทำ ไปร่วมวงเสียหน่อย อย่างน้อยก็คงได้ฝากท้องกินข้าวฟรีมื้อใหญ่สักมื้อ

“ว่างครับ ว่าง ที่ไหนล่ะลุง”

“ห้องจี๋เสียง ชั้นสาม โรงแรมรีเจนท์ รออยู่นะ รีบมาล่ะ”

“เป็นทางการขนาดนั้นเลยเหรอ? ได้ครับ เดี๋ยวไปเดี๋ยวนี้แหละ”

หลังจากวางสาย หลัวซู่ก็หยิบเหล้าจากห้องเก็บไวน์ติดมือไปขวดหนึ่ง ก่อนจะขับรถออกไปทันที ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเขาก็มาถึงหน้าโรงแรมรีเจนท์

ในฐานะโรงแรมระดับห้าดาวไม่กี่แห่งในเมืองนี้ โรงแรมรีเจนท์เป็นสถานที่อันดับหนึ่งที่เหล่านักธุรกิจใหญ่ใช้สำหรับรับรองแขกเสมอ

ครั้งนี้ลุงเฉินเลือกที่นี่ทำเอาหลัวซู่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ตามหลักแล้วความสัมพันธ์ของพวกเขา กินที่ไหนก็ได้ ไม่เห็นต้องถ่อมาถึงที่นี่เลย

แต่มาถึงแล้วก็ช่างมันเถอะ ยังไงเขาก็ไม่ใช่คนจ่ายเงินอยู่ดี

หลังจากจอดรถเสร็จ ขณะที่เขากำลังจะเดินขึ้นตึก สายตาก็เหลือบไปเห็นรถเบนซ์หรูคันหนึ่งที่ดูคุ้นตาจอดอยู่ไม่ไกล

นับตั้งแต่สายเลือดตื่นขึ้น นอกจากสมรรถภาพทางกายที่เพิ่มขึ้นแล้ว ความจำของเขาก็ดีขึ้นอย่างมากด้วย

และนั่นทำให้เขามั่นใจว่า รถเบนซ์คันนี้คือคันเดียวกับที่บ้านของซูเสี่ยวเฉียงใช้ในลานจอดรถใต้ดินของโรงภาพยนตร์วันด้าเมื่อไม่กี่วันก่อน

บังเอิญขนาดนี้เลยเหรอ?

หลัวซู่เลิกคิ้วแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ซูเจี้ยนเฉิง พ่อของซูเสี่ยวเฉียงเป็นเจ้าพ่อใหญ่ในวงการเศรษฐกิจของซูโจว การจะมีงานเลี้ยงรับรองแขกที่นี่ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน

เขาขึ้นลิฟต์มายังชั้นสาม ถามพนักงานต้อนรับที่ยืนรออยู่หน้าประตู และหาห้องจี๋เสียงเจออย่างรวดเร็ว

ทว่าเหนือความคาดหมายของเขา ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป คนแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ลุงเฉิน แต่เป็น “เสี่ยวเทียนหนวี่” ซูเสี่ยวเฉียง ที่กำลังหันมามองประตูด้วยความอยากรู้ ทั้งคู่จ้องตากันปริบๆ

ซูเสี่ยวเฉียงอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะจำตัวตนของหลัวซู่ได้ และโพล่งออกมาว่า “นายคือ... ลูกพี่ของลู่หมิงเฟย?”

“รู้จักกันก็ดีแล้ว จะได้ไม่เสียเวลา” ลุงเฉินกล่าวพลางยิ้มละไมกวักมือเรียกพนักงานให้เริ่มเสิร์ฟอาหาร

ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานสวมแว่นกรอบทองที่นั่งข้างซูเสี่ยวเฉียงมองลูกสาวด้วยความสงสัย “พวกลูกไปรู้จักกันตอนไหน ทำไมพ่อไม่เห็นรู้เลย?”

“เคยพบหน้ากันแวบหนึ่งในงานเลี้ยงจบการศึกษาเมื่อไม่กี่วันก่อนครับ” เมื่อเห็นซูเสี่ยวเฉียงอ้ำอึ้ง หลัวซู่จึงยิ้มพลางเดินเข้าไปหาลุงเฉิน วางเหล้าเหมาไถที่ติดมือมาลงบนโต๊ะและเป็นฝ่ายอธิบายเอง

หลังจากฟังคำอธิบาย ซูเจี้ยนเฉิงก็พยักหน้าเข้าใจ แต่เมื่อสายตาของเขาตกลงบนขวดเหมาไถ สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที

“มาๆ จะรู้จักหรือไม่รู้จักข้าก็จะแนะนำให้เป็นทางการอีกที สองท่านนี้คือเจ้าของเหมืองตระกูลซู คุณซูเจี้ยนเฉิงกับแก้วตาดวงใจของคุณซู คุณหนูซูเสี่ยวเฉียง ส่วนคุณซูครับ นี่คือหลัวซู่ พ่อหนุ่มผู้มากความสามารถที่ผมเคยเล่าให้ฟัง”

“ไอ้คำว่า 'มากความสามารถ' เนี่ย พอลุงเป็นคนพูดแล้วทำไมผมรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ” หลัวซู่บ่นกระปอดกระแปดพลางยิ้มร่า ก่อนจะยื่นมือไปหาซูเจี้ยนเฉิง “คุณซู ยินดีที่ได้รู้จักครับ ชื่อเสียงของคุณโด่งดังมาก”

ซูเจี้ยนเฉิงเองก็ยิ้มเต็มใบหน้าพลางจับมือกับหลัวซู่ “ได้ยินท่านผู้เฒ่าเล่าเรื่องคุณหลัวให้ฟังมานาน วันนี้ได้เจอตัวจริงเสียที”

ซูเสี่ยวเฉียงที่นั่งมองอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะอยากส่งข้อความไปถามลู่หมิงเฟยว่า ลูกพี่ของเขานี่มันเป็นใครกันแน่?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในพื้นที่ซูโจวแห่งนี้ เธอแทบไม่เคยเห็นใครที่ทำให้พ่อของเธอแสดงท่าทางให้เกียติขนาดนี้มาก่อนเลย

“เสี่ยวเฉียง อย่ามัวแต่เหม่อสิ ทักทายพี่เขาหน่อย”

เมื่อถูกพ่อเตือน ซูเสี่ยวเฉียงจึงรีบก้มตัวลงเล็กน้อยและยิ้มให้หลัวซู่ด้วยท่าทางขัดเขิน “ขอโทษทีค่ะ พอดีเมื่อกี้ใจลอยไปหน่อย”

“ไม่เป็นไรครับ ลู่หมิงเฟยก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ” หลัวซู่จับมือทักทายตามมารยาทเพียงปลายนิ้วก่อนจะปล่อย

“นั่นก็จริงค่ะ อยู่โรงเรียนเขามักจะโดนอาจารย์ด่าเพราะมัวแต่เหม่ออยู่เป็นประจำ” เมื่อนึกถึงท่าทาง “เด็กหดหู่” ของลู่หมิงเฟย ซูเสี่ยวเฉียงก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มออกมา

เมื่อเห็นดังนั้น ลุงเฉินกับซูเจี้ยนเฉิงก็สบตากันและลอบยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย

การกินเลี้ยงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการสนทนาที่รื่นรมย์

เมื่อใกล้จบมื้ออาหาร ลุงเฉินก็แกล้งเปรยๆ ให้หลัวซู่พาซูเสี่ยวเฉียงออกไปเดินเล่นหน่อย หลัวซู่แอบชูนิ้วกลางให้ลุงเฉินในใจเบาๆ แต่ก็ไม่อยากหักหน้าผู้ใหญ่ จึงส่งสายตาถามซูเสี่ยวเฉียง

ซูเสี่ยวเฉียงตอบตกลงในทันที เธอเกลียดวงเหล้าแบบนี้ที่สุด ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อขอร้อง เธอก็คงไม่มา

ณ ลานกว้างหน้าโรงแรม หลัวซู่พิงราวกั้น มองใบหน้าของซูเสี่ยวเฉียงที่แดงระเรื่อเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ก่อนจะแกล้งเย้าว่า “นายเองก็โดนพ่อหลอกมาเหมือนกันเหรอ?”

ในช่วงระหว่างมื้ออาหาร เมื่อไหร่ที่ทั้งคู่คุยกันไม่ถูกคอ ก็มักจะหยิบเรื่องหน้าแตกของลู่หมิงเฟยมาเป็นหัวข้อสนทนาเพื่อให้บรรยากาศไหลลื่นขึ้น ลู่หมิงเฟยจึงกลายเป็น “เครื่องหมายจุล” ในการสนทนาของพวกเขาไปโดยปริยาย หลังจากผ่านไปหลายรอบ ความสัมพันธ์จึงสนิทสนมกันขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็ถึงขั้นที่ล้อเล่นกันได้บ้างแล้ว

“ก็ใช่น่ะสิ” ซูเสี่ยวเฉียงนวดแก้มที่เริ่มเมื่อยเพราะฝืนยิ้มนานเกินไปพลางบ่นอุบ “ตาแก่นั่นไม่ไหวเลยจริงๆ ถึงว่าล่ะทำไมคืนนี้ต้องบังคับให้ฉันมาด้วย ที่แท้ก็นัดบอร์ดจับคู่ชู้ชื่นให้ฉันนี่เอง กลับบ้านไปฉันต้องให้แม่จัดการตาแก่นี่ซะหน่อยแล้ว”

“จะว่าไป นายเพิ่งจะจบมัธยมเองนะ ทำไมพ่อถึงรีบหลอกมานัดบอร์ดขนาดนี้ล่ะ พวกคนรวยเขารีบกันขนาดนั้นเลยเหรอ?” หลัวซู่ถามด้วยความสงสัย ชาติก่อนเขาก็ไม่มีเงิน ชาตินี้ก็ไม่มีใครมาบงการชีวิต เรื่องลับๆ ของเหล่าไฮโซแบบนี้เขาจึงรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก

“ก็เพราะไอ้หมาจ้าวเมิ่งหัวนั่นแหละ” ซูเสี่ยวเฉียงกัดฟันกรอด เมื่อเอ่ยถึงจ้าวเมิ่งหัว เธออยากจะหาคนไปโยนเขาลงในเหมืองถ่านหินที่มืดที่สุดในบ้านเสียจริงๆ

ตอนที่ลู่หมิงเฟยพูดบนเวทีในวันนั้น ซูเสี่ยวเฉียงไม่ใช่คนโง่ เธอปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดออกได้อย่างรวดเร็ว

เหมือนที่ลู่หมิงเฟยชอบเฉินเหวินเหวิน ความชอบที่ซูเสี่ยวเฉียงมีต่อจ้าวเมิ่งหัวนั้นใครๆ ก็รู้ แต่สิ่งที่จ้าวเมิ่งหัวทำนั้นมันเหมือนกับการเอาหน้าของเธอไปถูเข้ากับพื้นดิน แล้วซูเสี่ยวเฉียงที่ถูกสปอยล์มาตั้งแต่เด็กจะทนได้อย่างไร

ต่อให้เขาไม่ชอบเธอ แค่บอกตรงๆ ก็จบ เธอเองก็ไม่ได้มีใจให้เขาขนาดนั้น แต่เขากลับเลือกใช้วิธีที่จะทำให้เธอต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าเพื่อนร่วมห้องทุกคน

ดังนั้น หลังจากลู่หมิงเฟยสั่งสอนจ้าวเมิ่งหัวเสร็จ เธอก็แอบจ้างคนไปถล่มจ้าวเมิ่งหัวอีกรอบหนึ่ง

การสั่งสอนนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ปัญหาคือ “ร่องรอยที่ทิ้งไว้” เรื่องนี้ดันหลุดไปเข้าหูซูเจี้ยนเฉิงเข้า

และนั่นก็ทำให้ธุรกิจของครอบครัวจ้าวเมิ่งหัวได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความพิโรธของเจ้าพ่อเหมืองตระกูลซู

ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวต้องเสียใจเพราะเรื่องความรักอีก ซูเจี้ยนเฉิงจึงตัดสินใจว่าจะคัดเลือกหนุ่มๆ โปรไฟล์ดีด้วยตัวเอง เพื่อให้ลูกสาวได้เห็นว่าผู้ชายที่แท้จริงน่ะเป็นอย่างไร

ยุคสมัยนี้ ธุรกิจเหมืองแร่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มักจะมีความเกี่ยวข้องกับอิทธิพลมืดอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ครอบครัวของจ้าวเมิ่งหัวดูท่าจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ยากเสียแล้ว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 11 - จับคู่ชู้ชื่น

คัดลอกลิงก์แล้ว