เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 วางแผนการ

บทที่ 8 วางแผนการ

บทที่ 8 วางแผนการ


บทที่ 8 วางแผนการ

เจ่าไห่พยักหน้าพลางเอ่ยสืบต่อ “ท่านปู่กรีน แล้วเรื่องเนื้อสัตว์เล่า ยามนี้พวกเราจัดการอย่างไร? อย่าบอกข้านะว่าท่านมิได้ซื้อสัตว์อสูรมาเลี้ยงไว้บ้างเลย?”

กรีนชะงักไปครู่หนึ่ง มิตราบเจตนาที่แท้จริงของนายน้อย แต่เขาคาดเดาเอาเองว่านายน้อยคงกังวลว่าจะไม่มีเนื้อให้รับประทาน จึงรีบเอ่ยปลอบว่า “นายน้อยโปรดวางใจ บ่าวได้จัดซื้อ ‘กระต่ายเนตรคราม’ และ ‘สุกรขนยาว’ มาไว้จำนวนหนึ่งแล้ว เรื่องปากท้องของท่านย่อมมิขาดแคลนเนื้อสัตว์แน่นอนขอรับ”

เจ่าไห่ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่หัวเราะมิได้ ร้องไห้มิออก ดูท่าชื่อเสียงของอดัมในอดีตคงจะฝังรากลึกเกินไปเสียแล้ว เขาเพียงต้องการหาสัตว์ที่โตไว และเลี้ยงง่ายมาขยายพันธุ์ ทว่ากรีนกลับคิดไปไกลว่าเขากลัวจะไม่ได้กินเนื้อเสียอย่างนั้น

ในขณะนั้นเอง เมอร์ริน และเม็กก็ยกถาดอาหารเข้ามา ภายในมีอาหารอยู่หลายอย่าง ทว่าความประณีตนั้นดูจะเรียบง่ายกว่ามื้อของเจ่าไห่อยู่โข

เจ่าไห่เหลือบมองจานของตนเอง ในนั้นมีขนมปังขาว ไข่ไก่สองฟอง เนื้อหนึ่งชิ้น และผักอีกจำนวนหนึ่ง นับว่าหรูหรามากแล้วในสถานการณ์เช่นนี้

ทว่าในจานของกรีน และคนอื่น ๆ กลับมีเพียงขนมปังดำ และผักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่าว่าแต่เนื้อเลย แม้แต่ไข่ไก่ก็ยังไม่มีสักฟอง เห็นดังนั้นเจ่าไห่พลันรู้สึกสะท้อนใจ ทว่าเขาก็มิได้เอ่ยปากสิ่งใด เพียงหยิบมีด และส้อมขึ้นมาเริ่มลงมือ เมื่อเห็นนายน้อยเริ่มรับประทาน กรีน และคนอื่น ๆ จึงเริ่มขยับตะเกียบตาม

กรีน และคนอื่นต่างรับประทานอย่างสำรวม มีเพียงบล็อคเฮด และร็อคเฮดเท่านั้นที่กินอย่างรวดเร็วดุจพายุบุแคม อีกทั้งอาหารที่เมอร์รินจัดให้สองคนนี้ดูจะมีปริมาณมากกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด

ต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการทำอาหารของเมอร์รินนั้นยอดเยี่ยมนัก แม้รสชาติจะไม่จัดจ้านเหมือนอาหารจีนที่เขาคุ้นเคย แต่การปรุงรสอาหารให้ออกมาดีเยี่ยมด้วยวัตถุดิบอันจำกัดเช่นนี้ ก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว

เจ่าไห่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ และจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่ชินกับการใช้มีดส้อมแบบชาวตะวันตกนัก แต่ด้วยความหิวโหยที่สั่งสมมานาน เขาจึงทานจนเกลี้ยงจานในเวลาไม่นาน

เมื่อเขาวางมือ กรีน และคนอื่น ๆ ก็อิ่มพอดี ทุกคนต่างยืนขึ้น และจับจ้องมาที่เขาอย่างพร้อมเพรียง เจ่าไห่รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ทว่าเขาก็รู้ดีว่าธรรมเนียมที่ฝังรากลึกเช่นนี้มิอาจเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน

หลังจากจัดเก็บโต๊ะเรียบร้อย เมอร์ริน และเม็กก็นำกาใบหนึ่งออกมาตั้ง กลิ่นหอมที่โชยมาทำให้เจ่าไห่รู้ทันทีว่ามันคือเคจา ซึ่งมีรสชาติคล้ายคลึงกับกาแฟ และเป็นเครื่องดื่มโปรดของเหล่าขุนนางในทวีปนี้

กรีนรีบรินเครื่องดื่มให้นายน้อยทันที เมื่อเจ่าไห่จิบเข้าไปคำหนึ่ง รสสัมผัสที่คล้ายกาแฟก็ทำให้เขาพยักหน้าด้วยความพอใจ จากนั้นเขาก็จับกาน้ำ รินใส่ถ้วยให้กรีนแล้วผายมือไปยังเก้าอี้ข้าง ๆ “ท่านปู่กรีน ท่านนั่งลงเถอะ ข้ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษา มา... ดื่มเคจาด้วยกันสักถ้วย”

กรีนละล่ำละลักปฏิเสธ “มิได้ขอรับนายน้อย บ่ายืนคุยเช่นนี้ดีกว่า”

เจ่าไห่ลุกขึ้นแล้วกดตัวกรีนให้นั่งลงบนเก้าอี้ “ท่านปู่กรีน ท่านเป็นคนรุ่นเดียวกับท่านปู่ของข้า เห็นข้าเติบโตมากับตา เปรียบไปแล้วท่านก็คือญาติผู้ใหญ่ของข้า ยามนี้ตระกูลบูดาตกระกำลำบาก หากมิได้พวกท่าน ข้าคงมิอาจรักษาชีวิตรอดมาได้ถึงป่านนี้ อย่าได้มากพิธีเลย นั่งลงเถิด ข้ามีธุระจะหารือจริง ๆ”

กรีนนั่งลงมองหน้าเจ่าไห่ ทันใดนั้นน้ำตาก็เอ่อล้นคลอเบ้า เขาพึมพำด้วยความตื้นตัน “บ่าวจะนั่งขอรับ บ่าวจะนั่ง... นายน้อยโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริง ๆ รู้ความถึงเพียงนี้...”

เจ่าไห่แสร้งทอดถอนใจ “ผ่านเหตุการณ์มามากมาย หากไม่รู้จักโตก็คงมิใช่คนแล้ว ข้าต้องขอโทษด้วยท่านปู่กรีน ที่ผ่านมาข้าทำให้ท่านต้องลำบากใจ หลังจากนี้ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก”

กรีนส่ายหน้าไปมา “หามิได้ขอรับนายน้อย อย่าตำหนิตนเองเลย เป็นเพราะบ่าวเองที่คุ้มครองท่านได้ไม่ดีพอ จนทำให้ท่านต้องเผชิญเคราะห์กรรม และทำให้ตระกูลบูดาต้องตกต่ำลงเพียงนี้”

เจ่าไห่ยิ้มเจื่อนพลางส่ายหน้า “เรื่องนี้จะโทษท่านได้อย่างไร ท่านพ่อข้าเองก็มิเคยฟังคำทัดทานของท่าน เอาเถอะ เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป ท่านปู่กรีน ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าในทวีปนี้มีสัตว์อสูรชนิดใดที่เลี้ยงง่าย ไม่เลือกกิน เติบโตไว และขยายพันธุ์ได้รวดเร็วบ้าง?”

กรีนชะงักไปกับคำถามที่เหนือความคาดหมาย ทว่าเขาก็มีความรู้เรื่องนี้อยู่ไม่น้อย จึงรีบตอบว่า “สัตว์อสูรประเภทนั้นมีอยู่มากขอรับ เช่น กระต่ายเนตรคราม และสุกรขนยาวที่เราเลี้ยงอยู่ ทั้งคู่จัดเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งที่ไม่มีพลังโจมตี กระต่ายเนตรครามใช้เวลาเพียงสามเดือนเศษก็โตเต็มวัย จากนั้นจะสามารถตกลูกได้เดือนละครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่าห้าตัว ส่วนสุกรขนยาวจะมีวงจรนานกว่าเล็กน้อย ใช้เวลาแปดถึงสิบเดือนจึงจะโตเต็มวัย และตกลูกได้ทุกสี่เดือน ครั้งละไม่ต่ำกว่าเจ็ดตัว สัตว์สองชนิดนี้คือแหล่งเนื้อสัตว์ที่สำคัญที่สุดในทวีป และเป็นที่นิยมเลี้ยงกันทั่วไปขอรับ”

เจ่าไห่พยักหน้า “แล้วระหว่างสองชนิดนี้ คนนิยมเลี้ยงอะไรมากกว่ากัน?”

กรีนตอบทันที “สุกรขนยาวขอรับ แม้กระต่ายเนตรครามจะไม่เลือกกิน แต่พวกมันกินแต่พืชผักสีเขียวเท่านั้น ต่างจากสุกรขนยาวที่กินได้แทบทุกอย่าง”

เจ่าไห่พยักหน้าพลางคิดในใจว่ากระต่ายเนตรครามที่กรีนพูดถึงก็คงมิต่างจากกระต่ายบนโลกเดิมเท่าใดนัก เขาจึงลุกขึ้นยืน “ท่านปู่กรีน ท่านบอกว่าเราซื้อกระต่ายเนตรครามมาแล้วใช่ไหม? พาข้าไปดูพวกมันหน่อย”

แม้กรีนจะไม่เข้าใจว่านายน้อยจะไปดูทำไมในยามนี้ แต่การที่เห็นนายน้อยเริ่มใส่ใจความเป็นไปของตระกูลก็ทำให้เขาปลาบปลื้มใจยิ่งนัก ทว่าเขาก็ยังเอ่ยทัดทาน “นายน้อย ยามนี้ดึกมากแล้ว ข้าว่ารอไปดูวันพรุ่งนี้เถิดขอรับ ท่านควรพักผ่อนให้มากเข้าไว้”

เจ่าไห่มองดูท้องฟ้าด้านนอก เห็นว่ามืดสนิทแล้วจริงดังว่า จึงพยักหน้ารับ “ก็ได้ เช่นนั้นพรุ่งนี้ค่อยไปดู แต่ท่านปู่กรีน ข้าเห็นว่าที่ลานปราสาทมีเสบียงกองอยู่มากมาย เหตุใดจึงมิขนเข้ามาเก็บข้างในเล่า?”

กรีนมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย “นายน้อย มิใช่ว่าบ่าวไม่อยากทำเช่นนั้น แต่ปราสาทหลังนี้มีพื้นที่จำกัดนัก ลำพังแค่พวกเราก็แทบจะไม่มีที่เก็บเสบียงแล้ว ยามนี้บ่าวจึงให้เหล่าทาสเร่งสร้างเพิงไม้ขึ้นมาเพื่อจัดเก็บสิ่งของเหล่านั้นขอรับ”

เจ่าไห่พยักหน้าพลางถามต่อ “แล้วเหล่าทาสมีที่พักกันครบหรือไม่? ยามนี้เข้าเดือนเมษายนแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูฝน ควรจัดลำดับให้พวกทาสมีที่ซุกหัวนอนก่อน ยามนี้ตระกูลบูดาเหลือคนอยู่เพียงหยิบมือ ต่อไปเรายังต้องพึ่งพาแรงงานพวกเขานะ”

สีหน้าที่กังวลของกรีนมลายหายไปทันที เดิมทีเขากลัวว่าเจ่าไห่จะถามเรื่องเสบียงเพื่อบีบให้เขาย้ายทาสออกไปนอนข้างนอกแล้วเอาห้องมาเก็บของแทน เพราะในสายตาขุนนางทวีปอาร์ค ชีวิตทาสนั้นไร้ค่ามิต่างจากกรวดทราย เมื่อเทียบกับทรัพย์สินเสบียงกรัง

ทว่าสิ่งที่กรีนกังวลมิได้เกิดขึ้น เจ่าไห่กลับห่วงใยความเป็นอยู่ของแรงงานทาสเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นพิสูจน์ได้ว่านายน้อยของเขารู้ความขึ้นมากจริง ๆ กรีนจึงรีบรับคำ “นายน้อยโปรดวางใจ บ่าวจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ”

เจ่าไห่พยักหน้าด้วยความโล่งใจ “มีท่านปู่กรีนอยู่ ข้าก็เบาใจ เอาเถอะ ข้าจะกลับไปพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่” พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไป

ทันใดนั้น เมอร์ริน และเม็กก็เดินออกมาจากในครัว เมื่อเห็นกรีนนั่งนิ่งด้วยสีหน้าตื้นตัน เมอร์รินจึงถามด้วยความแปลกใจ “ตาแก่ เป็นอะไรไปหรือ?”

กรีนพลันหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “นายน้อยโตแล้ว... รู้ความแล้วจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ สวรรค์เบื้องบนยังมิคิดตัดสิ้นหนทางตระกูลบูดาของข้า!” เขาเล่าบทสนทนาเมื่อครู่ให้เมอร์รินฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “นายน้อยรู้จักห่วงใยกิจการของตระกูล นับเป็นนิมิตหมายอันดียิ่ง ขอเพียงนายน้อยตั้งใจ ต่อให้ตระกูลเรามิอาจรุ่งโรจน์ดั่งเก่า แต่อย่างน้อยเชื้อสายตระกูลบูดาก็จะมิมลายหายไป!”

เมอร์รินเองก็ปีติยินดีไม่แพ้กัน “จะรุ่งโรจน์หรือไม่ข้าไม่สน ขอเพียงนายน้อยปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว ข้าว่ายามนี้ก็ดีนักหนา ยามอยู่เมืองหลวงแม้จะมั่งคั่งแต่ก็ต้องคอยระแวดระวังสายตาผู้คน จนสุดท้ายก็ถูกคนชั่วลวงทำร้าย ยามนี้เราอยู่ไกลจากกรงขังนั่น ใช้ชีวิตตามอัตภาพในแดนทุรกันดารดำมืด ที่ไม่มีใครอยากย่างกรายเข้ามา ตระกูลบูดาของเรากลับจะปลอดภัยยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ”

กรีนพยักหน้าเห็นพ้อง “นั่นคือสิ่งที่ข้าคิด ข้าจึงเลือกซื้อทาสมาแบบชายหญิงอย่างละครึ่ง เพื่อเตรียมการให้ตระกูลขยายตัวได้ในภายหลัง ยามนี้ข้ามิต้องการสิ่งใดอีก ขอเพียงนายน้อยอยู่อย่างร่มเย็น และตระกูลบูดาสืบทอดต่อไปได้ ข้าก็ตายตาหลับแล้ว”

เมอร์รินพยักหน้ายิ้มละไม เม็กที่ยืนอยู่ด้านหลังแม้จะมิได้เอ่ยคำใด ทว่าดวงตาก็ฉายแววแห่งความยินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด

เจ่าไห่ที่เดินออกมายังแว่วเสียงหัวเราะของกรีนตามหลังมา เขาเข้าใจดีว่าเหตุใดกรีนถึงดีใจขนาดนั้นพลางยิ้มขื่นในใจ นี่เขาแค่ทำตัวปกติอย่างคนทั่วไป พวกเขาก็ดีใจกันแทบตายแล้ว ดูท่าอดัมคนเดิมนี่คงจะเป็นตัวแสบขนานแท้จริง ๆ

เมื่อกลับถึงห้อง เจ่าไห่ยังไม่ยอมนอน อาจเพราะยามกลางวันเขาหลับไปมากพอแล้ว ยามนี้เขาจึงนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียงอย่างมิอาจข่มตาลงได้

เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง เขายังคงกระสับกระส่าย สุดท้ายจึงตัดสินใจเข้าไปสำรวจในมิติฟาร์ม เพื่อดูว่าหัวไชเท้าที่ปลูกไว้เป็นอย่างไรบ้าง

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่มิติ เจ่าไห่ถึงกับยืนตะลึงตาค้าง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ปลูกลงไป หัวไชเท้าเหล่านั้นกลับแตกใบเขียวขจีขนาดใหญ่ ดูท่าอีกไม่นานคงจะได้เวลาเก็บเกี่ยวเป็นแน่

เจ่าไห่มองดูภาพตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ แม้จะรู้ว่าดิน และน้ำในมิติช่วยเร่งการเจริญเติบโตได้ ทว่านี่มันมิเร็วเกินไปหน่อยหรือ?

เขาอดใจไม่ไหว เดินเข้าไปที่ริมแปลงแล้วลองดึงขึ้นมาดูหนึ่งหัว พบว่ามีหัวสีขาวนวลขนาดเล็กเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว ทว่าเพราะใช้เวลาเติบโตสั้นเกินไป หัวของมันจึงยังไม่อวบใหญ่พอ คงต้องรอเวลาอีกสักนิด

เจ่าไห่หัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดีพลางฝังหัวไชเท้ากลับลงไปที่เดิม ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “ความเร็วระดับนี้ พรุ่งนี้เช้าคงเก็บเกี่ยวได้พอดี ถึงตอนนั้นข้าจะลองไปถามท่านปู่กรีนดูว่าโลกภายนอกมีพืชชนิดนี้หรือไม่ และจะถือโอกาสดูด้วยว่ากระต่ายเนตรครามพวกนั้นจะกินใบหัวไชเท้าหรือไม่ หากพวกมันกิน... ฮ่า ๆ ๆ ข้าจะได้เปิดทุ่งเลี้ยงสัตว์เสียเลย!”

จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ

ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox

https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr

จบบทที่ บทที่ 8 วางแผนการ

คัดลอกลิงก์แล้ว