เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 กฎของข้า

บทที่ 7 กฎของข้า

บทที่ 7 กฎของข้า


บทที่ 7 กฎของข้า

แสงอาทิตย์อัสดงค่อย ๆ เลือนหาย สีของท้องนภาเริ่มเข้มขึ้น ภายในปราสาทอันกว้างขวาง นอกจากห้องพักของเจ่าไห่ที่สว่างไสวด้วยตะเกียงเวทมนตร์แล้ว พื้นที่ส่วนอื่น ๆ กลับต้องอาศัยเพียงแสงไฟจากคบเพลิงเท่านั้น

ตะเกียงเวทมนตร์นี้ทำขึ้นจากผลึกมนตราที่พบได้ในทวีปอาร์ค ซึ่งผลึกเหล่านี้มีที่มาเพียงสองแหล่งเท่านั้น หนึ่งคือจากเหมืองแร่ ซึ่งคุณภาพล้ำค่าหรือต่ำต้อยล้วนขึ้นอยู่กับพลังงานภายใน หากมีพลังงานหนาแน่นย่อมใช้เป็นแหล่งพลังงานให้แก่เครื่องมือเวทมนตร์ได้ แต่หากมีเพียงน้อยนิดก็ทำได้เพียงใช้เพื่อแสงสว่าง และผลึกจากใต้ดินเหล่านี้ล้วนเป็นของใช้แล้วหมดไป เมื่อพลังงานเหือดแห้งก็มิต่างอะไรกับเศษหิน

ส่วนแหล่งที่สองนั้นได้มาจากสัตว์อสูร ซึ่งนับว่าหาได้ยากยิ่ง สัตว์อสูรสิบตัวอาจมิพบผลึกมนตราเลยแม้แต่ตัวเดียว แม้ผลึกประเภทนี้จะมีพลังงานไม่มากนัก ทว่ามันกลับมีความเสถียรอย่างยิ่ง จึงถือเป็นของล้ำค่าสำหรับจอมเวทในการร่ายมนตร์ ที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เมื่อพลังงานหมดสิ้น เพียงปล่อยทิ้งไว้ให้เวลาผ่านไป มันจะค่อย ๆ ดูดซับพลังธาตุชนิดเดียวกันจากธรรมชาติรอบตัวจนเต็มเปี่ยม และกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

ทว่าไม่ว่าจะเป็นผลึกชนิดใด ล้วนมีราคาแพงลิบลิ่ว แม้ผลึกจากเหมืองจะย่อมเยากว่าผลึกสัตว์อสูร แต่มันก็ยังเป็นสิ่งที่สามัญชนมิอาจเอื้อมถึง

ยามนี้ตระกูลปูดาตกต่ำถึงขีดสุด แม้กรีนจะกัดฟันซื้อผลึกมนตรามาได้จำนวนหนึ่ง ทว่าทุกชิ้นล้วนมีค่าดั่งทองคำ มิอาจใช้สอยอย่างสุรุ่ยสุร่ายได้ ด้วยเหตุนี้ นอกจากห้องของเจ่าไห่แล้ว พื้นที่ส่วนอื่นของปราสาทจึงมีเพียงแสงสลัวจากคบเพลิงยามค่ำคืน

ในเวลานี้ เหล่าทาสต่างรับประทานอาหาร และเข้านอนกันหมดแล้ว มีเพียงเมอร์รินที่เพิ่งจัดการงานในครัวเสร็จสิ้น และให้เม็กไปตามเจ่าไห่มาทานมื้อค่ำ

ขณะนั้นเจ่าไห่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุข แม้จะทะลุมิติมาสู่ต่างโลก แต่เมื่อมีมิติฟาร์มติดตัว เขาก็ไร้ซึ่งความกังวลเรื่องการปากท้อง อีกทั้งในช่วงที่เขาหมดสติไปหลายวัน เมอร์รินได้ใช้เวทมนตร์รักษาเขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลงเหลือธาตุน้ำปริมาณมากอยู่ในร่างกาย ซึ่งธาตุน้ำมีคุณสมบัติช่วยให้จิตใจสงบ เมื่อผนวกกับความปล่อยวางในใจ เขาจึงหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เม็กเดินมาถึงหน้าห้องของเจ่าไห่ นางหยุดเงี่ยหูฟังเสียงภายในครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าในห้องเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง นางจึงเคาะประตูเบา ๆ “นายน้อย ตื่นเถิดเจ้าค่ะ ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว”

ภายในยังคงไร้เสียงตอบรับ เม็กเรียกซ้ำอีกสองคราแต่ก็ยังเงียบกริบ สุดท้ายนางจึงถือวิสาสะผลักประตูเข้าไป

เมื่อก้าวเข้าสู่ห้อง นางได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ เม็กค่อย ๆ ย่องเข้าไปที่เตียง มองดูเจ่าไห่ที่กำลังหลับลึกจนไม่ได้ยินเสียงเรียกของนางเลยแม้แต่น้อย

เม็กถอนหายใจยาว นางมิรู้ว่านายน้อยผู้นี้เป็นคนใจกว้างจนไม่คิดมาก หรือเป็นคนโง่เขลากันแน่ ถึงได้หลับลงอย่างเป็นสุขในสถานการณ์เช่นนี้

นางยืนอยู่ข้างเตียงแล้วเขย่าตัวเขาเบา ๆ “นายน้อย ตื่นเถิดเจ้าค่ะ ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว”

เจ่าไห่ลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงีย พึมพำถามว่า “ยามใดแล้ว?”

เม็กรับคำทันที “นายน้อย ยามนี้หนึ่งทุ่มแล้วเจ้าค่ะ ท่านควรลุกมาทานมื้อค่ำได้แล้ว”

เจ่าไห่ลืมตาตื่นเต็มตา เขาหันไปมองเม็กที่ยืนอยู่ข้างเตียง ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิดลงแล้ว เขาค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง พลางสะบัดศีรษะให้หายจากความง่วงงุน เมื่อสติเริ่มกลับมา เขาจึงเอ่ยถามเม็กว่า “เม็ก วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว?”

เม็กก้มหน้าตอบ “นายน้อย วันนี้วันที่ 6 เมษายนเจ้าค่ะ”

เจ่าไห่พยักหน้าพลางคำนวณในใจ เขาจำได้ว่าอดัมหมดสติไปตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ปี 1637 จนถึงตอนนี้ก็วันที่ 6 เมษายน หมายความว่าเขาหลับไปนานกว่าเดือนเศษ หากเป็นที่โลกเดิม การที่คนนอนนิ่งเป็นเดือนแล้วลุกขึ้นมาขยับกายได้คล่องแคล่วเช่นนี้ นับว่าเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้

ทว่าเจ่าไห่มิได้เอ่ยปากถามเม็ก เพราะจากความทรงจำของอดัม เขารู้ดีว่าพลังเวทรักษาของเหล่านักเวทในทวีปนี้ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก ต่อให้หมดสติไปเป็นปี พลังเวทก็สามารถคงสภาพร่างกายให้พร้อมกลับมาเดินเหินได้ทันทีโดยที่กล้ามเนื้อไม่ลีบฝ่อ

ขณะที่เจ่าไห่นั่งอยู่ขอบเตียง เม็กก็รีบก้มลงหยิบรองเท้าเตรียมจะสวมให้เขา ทว่าเจ่าไห่กลับห้ามไว้ทันควัน “เม็ก วางลงเถอะ ข้าจัดการเองได้”

เม็กชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพึมพำว่า “นายน้อย ให้บ่าวทำเถิดเจ้าค่ะ นี่เป็นหน้าที่ของบ่าว”

เจ่าไห่ผู้ไม่คุ้นชินกับการถูกปรนนิบัติเช่นนี้รีบตัดบท “ช่างเถอะ ต่อไปเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ข้าจะจัดการเอง” เขาคว้าคู่รองเท้ามาสวมเองอย่างรวดเร็ว

เม็กยืนมองเจ่าไห่อย่างอึ้ง ๆ นางรู้สึกว่าวันนี้นายน้อยแปลกไปมาก ปกติอย่าว่าแต่สวมรองเท้าเองเลย แม้แต่ตอนจะถอด อดัมคนเดิมยังไม่เคยลงมือเองแม้แต่น้อย แต่วันนี้เขากลับทำเองทั้งหมด

เมื่อสวมรองเท้าเสร็จ เจ่าไห่ก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปหาเม็ก “ไปเถอะ ไปกินข้าวกันก่อน ข้ายังมีเรื่องต้องปรึกษากับท่านปู่กรีนอีก”

แม้เม็กจะสงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไปของนายน้อย แต่นางก็ขานรับ และเดินนำเขาไปยังห้องอาหาร นางรู้ดีว่าตั้งแต่มาถึงที่นี่ นายน้อยยังไม่เคยย่างกรายออกจากห้องเลยแม้แต่ก้าวเดียว หากปล่อยให้ไปเอง เขาคงเดินหลงอยู่ในปราสาทแห่งนี้เป็นแน่

ระหว่างเดินออกจากห้อง เจ่าไห่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความสนใจ ปราสาทหลังนี้ดูเก่าแก่ และคร่ำคร่าตามกาลเวลา ทว่ายังคงความแข็งแกร่งมั่นคง รูปทรงสถาปัตยกรรมโบราณ และการจัดวางภายในอาจดูอึมครึม ไม่หรูหราเท่าคฤหาสน์เดิมของอดัม

ทว่าเจ่าไห่กลับถูกใจสิ่งนี้ยิ่งนัก ในจินตนาการของเขา ปราสาทที่แท้จริงควรขรึมขลังเช่นนี้ ร่องรอยความโบราณทำให้เขารู้สึกว่าอาจจะมีห้องลับซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้

เจ่าไห่สังเกตเห็นคบเพลิงที่เรียงรายอยู่ตามผนัง เมื่อนึกถึงราคาของผลึกมนตรา เขาก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดจึงต้องใช้คบเพลิง

แม้แต่คนเสเพลที่ไม่รู้จักค่าของเงินอย่างอดัม ก็ยังพอจะรู้ราคาของผลึกมนตราอยู่บ้าง เพราะมันคือสินค้าฟุ่มเฟือยในหมู่ชนชั้นสูงที่เขาเคยคลุกคลี

เมื่อคำนึงถึงตระกูลบูดายามนี้ เจ่าไห่พลันตระหนักว่าตะเกียงเวทมนตร์ในห้องของเขาน่าจะเป็นเพียงดวงเดียวในปราสาทหลังนี้ ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

ห้องอาหารอยู่ห่างจากห้องนอนไม่ไกลนัก ทั้งสองเดินมาถึงในเวลาอันรวดเร็ว กรีน เมอร์ริน ร็อคเฮด และบล็อคเฮด ต่างยืนรอการมาถึงของเจ่าไห่อยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา ทุกคนต่างก้มศีรษะคำนับ “สวัสดียามเย็นเจ้าค่ะ/ขอรับนายน้อย เชิญรับประทานอาหารได้แล้ว”

เจ่าไห่พยักหน้า เขามองไปที่โต๊ะไม้ และพบว่ามีการจัดวางภาชนะไว้เพียงที่เดียวเท่านั้น จากความทรงจำของอดัม เขาทราบดีว่าตามธรรมเนียมขุนนาง เมื่อนายเหนือหัวรับประทานอาหาร เหล่าบ่าวไพร่ทำได้เพียงยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้างเท่านั้น

เขานั่งลงพลางสำรวจห้องอาหาร ห้องนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ราว ๆ ยี่สิบตารางเมตร กลางห้องมีโต๊ะอาหารตัวยาวปูด้วยผ้าขาวสะอาดตา บนโต๊ะมีเชิงเทียนสองอัน แต่ละอันจุดเทียนไขไว้สามเล่ม

รอบโต๊ะมีเก้าอี้แปดตัวที่แกะสลักอย่างประณีต ดูเป็นของมีราคา มุมห้องทั้งสี่ทิศจุดคบเพลิงทำให้ห้องสว่างไสว ทว่านอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ในห้องก็แทบไม่มีเครื่องเรือนอื่นใดอีกเลย

เจ่าไห่สำรวจจบก็หันไปหากรีน และคนอื่น ๆ “ท่านปู่กรีน พวกท่านก็มานั่งทานด้วยกันเถิด ทานเสร็จแล้วข้ามีเรื่องจะถาม”

กรีนรีบก้มตัวกล่าวทันที “นายน้อย มิได้เด็ดขาดขอรับ ยามที่ท่านรับประทานอาหาร พวกเรามิอาจร่วมนั่งโต๊ะได้ นี่คือระเบียบของจักรวรรดิ”

เจ่าไห่แค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ “ระเบียบจักรวรรดิ? แต่นั่นไม่ใช่ระเบียบของข้า! ในเมื่อจักรวรรดิทอดทิ้งพวกเราแล้ว เหตุใดเรายังต้องไปยึดติดกับกฎเกณฑ์พวกนั้นอีก? ไม่ต้องแย้ง รีบไปเตรียมจานชามมานั่งทานพร้อมกันเสีย ข้าจะคุยธุระไปด้วย หากพวกท่านไม่นั่งลง ข้าก็จะไม่ทานเช่นกัน!”

กรีนมองหน้าเจ่าไห่อย่างจนใจ เขาหันไปสบตากับเมอร์รินซึ่งนางก็ได้แต่ค้อนขวับกลับมา “มองข้าทำไม นายน้อยไม่ได้ทานอะไรมาเป็นเดือนแล้ว ท่านยังจะปล่อยให้ท่านหิวอยู่อีกหรือ?”

เมื่อเห็นว่าสุขภาพของนายน้อยสำคัญที่สุด กรีนจึงยอมแพ้ “ถ้าเช่นนั้น เมอร์ริน เจ้ากับเม็กไปจัดเตรียมอาหารมาเพิ่ม ข้าจะอยู่ปรนนิบัตินายน้อยตรงนี้”

ครั้งนี้เมอร์รินไม่โต้แย้ง นางนำเม็กเดินเข้าครัวไป ส่วนกรีนนั่งลงพร้อมกับบล็อคเฮด และร็อคเฮด สองพี่น้องนั้นดูจะอึดอัดใจยิ่งนัก นั่งตัวเกร็งเหมือนนั่งบนเข็มหมุด ทั้งสองเป็นคนทื่อมะลื่อ และพูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เจอหน้าเจ่าไห่ พวกเขาก็พูดเพียงแค่คำทำความตามธรรมเนียมเท่านั้น

เจ่าไห่ระลึกได้ว่าบล็อคเฮด และร็อคเฮดเป็นเด็กที่บิดาของอดัมเก็บมาเลี้ยง แม้หัวสมองจะไม่ปราดเปรื่อง หรือเรียกได้ว่าหัวช้า แต่ทั้งคู่กลับมีพรสวรรค์ด้านอื่น ด้วยพละกำลังมหาศาลแต่กำเนิดบวกกับการฝึกฝนเคล็ดวิชา "ลมปราณมังกรคะนอง" ทำให้ยามนี้ทั้งคู่เป็นนักรบระดับหก และที่สำคัญที่สุดคือความจงรักภักดีต่อตระกูลบูดานั้นมั่นคงดุจหินผา ไม่มีวันทรยศเด็ดขาด

ระหว่างรอเมอร์รินยกอาหารมา เจ่าไห่หันไปถามกรีน “ท่านปู่กรีน ยามนี้เราเหลือเหรียญทองติดตัวอยู่เท่าไหร่?”

กรีนชะงักไปเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่าเหตุใดนายน้อยจึงถามเรื่องนี้ ทว่าเขาก็รีบลุกขึ้นรายงานทันที “นายน้อย ยามนี้เรามีเหรียญทองเหลืออยู่ 180 เหรียญขอรับ แต่เนื่องจากตอนนี้เรามีเสบียง และข้าวของเครื่องใช้ครบครัน เงินจำนวนนี้จึงสามารถนำไปใช้จ่ายส่วนอื่นได้ทั้งหมด”

เจ่าไห่รีบโบกมือให้กรีนนั่งลงตามเดิม ก่อนจะถามต่อ “แล้วตอนที่เราย้ายมาจากเมืองหลวง เรามิได้ใช้รถม้าขนของมาหรือ? แล้วม้าเหล่านั้นไปไหนเสียหมด?”

กรีนตอบว่า “นายน้อย ที่ดินแถบนี้แห้งแล้ง และกันดารนัก เพื่อเป็นการประหยัดเสบียงอาหาร เราจึงเหลือม้าไว้เพียงห้าตัวเท่านั้น ส่วนรถม้านั้นเราใช้วิธีเช่าเอาขอรับ”

เจ่าไห่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจเจตนาของกรีน กรีนพยายามประหยัดทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ม้าศึกชั้นดีมิได้กินเพียงหญ้าแห้ง แต่มันต้องกินธัญพืชด้วย ในเมื่อที่นี่แทบจะปลูกธัญพืชไม่ได้ การประหยัดสิ่งที่ควรประหยัดจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง และการเลี้ยงม้าจำนวนมากในยามนี้ย่อมเป็นภาระที่หนักเกินไป

จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ

ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox

https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr

จบบทที่ บทที่ 7 กฎของข้า

คัดลอกลิงก์แล้ว