- หน้าแรก
- ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ
- บทที่ 1 การจุติใหม่
บทที่ 1 การจุติใหม่
บทที่ 1 การจุติใหม่
บทที่ 1 การจุติใหม่
“นายน้อยครับ นายน้อย ท่านควรตื่นขึ้นมาทานมื้อเช้าได้แล้วครับ”
น้ำเสียงที่ฟังดูมีอายุแต่เคร่งขรึมดังขึ้นข้างหูของ เจ่าไห่ แต่เจ่าไห่ไม่ได้สนใจนัก เขารู้สึกเพียงอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจนแทบระเบิด เขาคิดว่าตัวเองคงลืมปิดคอมพิวเตอร์ และกำลังได้ยินเสียงบทพูดจากละครซักเรื่องหนึ่งอยู่
แต่เสียงนั้นยังคงตื้อไม่เลิก “นายน้อยครับ ท่านควรลุกจากเตียงได้แล้ว ในฐานะขุนนาง การตื่นเช้าคือกิจวัตรที่ดี”
เจ่าไห่นิ่งค้างไป เพราะเสียงนี้ดูเหมือนไม่ได้มาจากคอมพิวเตอร์ แต่มันดังอยู่ข้างหูเขาจริง ๆ และมันก็ดูสมจริงเกินกว่าจะเป็นเสียงจากลำโพงพัง ๆ ของเขา
แม้จะปวดหัวแทบตาย แต่เจ่าไห่ก็ฝืนลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามิใช่เพดานห้องสีขาวในบ้านเขา แต่กลับเป็นม่านมุ้งที่ทำจากผ้าโปร่ง
เจ่าไห่จ้องมองอย่างว่างเปล่า เมื่อหันศีรษะไปเขาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงไม้ขนาดใหญ่ และข้างเตียงมีชายวัยประมาณห้าสิบปีเศษยืนอยู่ ผมสีดอกเลาของเขาถูกหวีเรียบกริบไม่มีหลุดร้อยซักเส้น ใบหน้าดูเคร่งขรึม และกำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างสงบนิ่ง
เจ่าไห่มองชายชราผู้นี้อย่างโง่งม ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ที่นี่คือห้องหินที่ดูเรียบง่ายอย่างยิ่ง นอกจากเตียงใหญ่ที่เขานอนอยู่แล้ว ก็มีเพียงโต๊ะ และเก้าอี้หนึ่งตัวเท่านั้นที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ พื้น และผนังดูเหมือนเพิ่งได้รับการปัดกวาด หน้าต่างเป็นกรอบไม้ที่มีกระดาษขาวแปะทับไว้ และมีหินเรืองแสงก้อนหนึ่งให้แสงสว่างอยู่เหนือหัว ห้องทั้งห้องไม่มีสิ่งของอย่างอื่นเลย
ชายชราเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “นายน้อย ท่านไม่เป็นไรแล้ว โปรดลุกขึ้นเถิด ขุนนางควรมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต ตอนนี้ได้เวลามื้อเช้าแล้ว นายน้อยโปรดรีบลุกขึ้นด้วยครับ”
ดวงตาของเจ่าไห่จ้องมองชายคนนั้น ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว... 'การทะลุมิติ!' จากนั้นเขาก็รู้สึกถึงอาการปวดแปลบอย่างรุนแรงในหัวจนสลบไปอีกครั้ง
กรีน บูดามองดูเจ่าไห่ที่หมดสติไป เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบเดินออกไปนอกห้อง ด้านนอกมีคนยืนอยู่สี่คน เป็นชายสอง และหญิงสอง ชายทั้งสองดูเหมือนจะเป็นวัยรุ่น แต่กลับมีร่างกายสูงใหญ่กว่าสองเมตร กล้ามเนื้อกำยำราวกับเหล็กหล่อ ผิวสีเข้ม และผมสั้น ทั้งคู่หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบเพราะเป็นฝาแฝด แต่แววตาดูทึ่มทื่อไปบ้าง
ในส่วนของหญิงสาวสองคน คนหนึ่งอายุล่วงเลยวัยสี่สิบ มีรูปร่างท้วม ผมสีน้ำเงิน ใบหน้าดูใจดีแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวล
หญิงสาวอีกคนอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี มีผมยาวสีฟ้าคราม ใบหน้าเรียวมนรูปไข่ ร่างกายเล็กกะทัดรัด ผิวพรรณผุดผ่อง ดูท่าทางจะเป็นสาวงามที่หาได้ยากยิ่ง ตอนนี้เธอกำลังก้มหน้าด้วยสีหน้าเหม่อลอย
เมื่อเห็นกรีนเดินออกมา หญิงวัยกลางคนก็รีบถามทันที “กรีน เป็นอย่างไรบ้าง? นายน้อยฟื้นหรือยัง?”
กรีนพยักหน้าแล้วก็ส่ายหัว
“เขาตื่นแล้ว แต่พอฟื้นมาก็สลบไปทันที เมริน เวทมนตร์ของเจ้าไม่ได้ผลหรือ? หรือเป็นเพราะยาพวกนั้น? มีใครแอบทำอะไรกับยาหรือเปล่า?”
สีหน้าของเมรินเย็นเยียบขึ้นมาทันที “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ข้าจะไปคิดบัญชีกับพวกสารเลวนั่น ต่อให้นายน้อยจะดูไม่เอาไหนแค่ไหน เขาก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคนสุดท้ายของตระกูลบูดา พวกราชวงศ์เฮงซวยนั่น ลืมไปแล้วหรือว่าท่านเจ้าเมืองคนก่อนทำประโยชน์ให้จักรวรรดิไว้มากแค่ไหน พวกคนอกตัญญู”
กรีนกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เจ้าเข้าไปดูอาการหน่อยเถอะ ถ้าไม่ไหวก็ลองใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำรักษานายน้อยดู ไม่ว่าจะอย่างไร เราต้องรักษาเลือดเนื้อคนสุดท้ายของตระกูลบูดาไว้ให้ได้”
เมรินพยักหน้า ก่อนจะจ้องมองกรีนอย่างเข้มงวด “ถ้าเกิดนายน้อยหายดี เจ้าห้ามเอาธรรมเนียมขุนนางบ้าบอพวกนั้นไปบังคับเขานะ เรามาอยู่ในที่พรรค์นี้แล้ว เรื่องมารยาทขุนนางอะไรนั่นก็ให้มันไปลงนรกซะ ข้าเห็นหน้าพวกขุนนางพวกนั้นแล้วอยากจะอ้วก”
กรีนมองเมรินอย่างจนปัญญา แต่ยังคงยืนกราน “ไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะอย่างไร นายน้อยก็มีฐานะเป็นถึงวิสเคานต์ เขาต้องทำตัวให้สมฐานะข้าจะสอนนายน้อยให้กลายเป็นขุนนางที่แท้จริง ข้าจะไม่ยอมให้ความเมตตาของตระกูลบูดาเสียเปล่าแน่”
เมรินถลึงตาใส่กรีน “ถ้าเจ้ากล้าทำแบบนั้นกับนายน้อย ข้าจะไม่ทำกับข้าวให้เจ้ากิน ปล่อยให้เจ้าหิวตายไปเลย เรามาติดอยู่ในที่แบบนี้ และไม่รู้ว่าจะทนอยู่ไปได้นานแค่ไหน แถมพวกที่อยู่ในเมืองหลวงนั่นอีก เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่านายน้อยจะมีโอกาสได้กลับไปที่นั่น? เลิกฝันไปได้เลย”
กรีนยิ้มขื่น และเงียบไป เขาประจักษ์ดีว่าเมรินพูดความจริง สาเหตุที่พวกเขาถูกเนรเทศมายังดินแดนรกร้างแห่งนี้ก็เพราะองค์จักรพรรดิ และพวกขุนนางชั้นสูง หากไม่ใช่เพราะความดีความชอบทางการทหารของตระกูลบูดาที่เคยรุ่งโรจน์มาก่อน บางทีพวกนั้นคงกวาดล้างตระกูลบูดาให้สิ้นซากไปแล้ว
ถึงแม้ตระกูลบูดาจะยังคงมีตัวตนอยู่ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะกลับเข้าสู่สังคมขุนนางในเมืองหลวงได้อีก ทุกคนจงใจจะลืมเลือนไปเสียด้วยซ้ำว่าเคยมีตระกูลนี้อยู่
แต่สิ่งที่ทำให้กรีนท้อแท้ที่สุดคือ เพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลบูดากลับมายิ่งใหญ่ได้อีก องค์จักรพรรดิถึงกับส่ง 'น้ำแห่งความว่างเปล่า' มาให้นายน้อยคนสุดท้ายของตระกูลบูดาอย่าง อดัม บูดา ดื่มเข้าไป
น้ำแห่งความว่างเปล่านี้คือสมบัติเวทมนตร์ระดับสูง มูลค่าของมันไม่สามารถประเมินเป็นทองคำได้ แต่มันมีประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือ... การทำให้พลังที่มีกลายเป็นศูนย์
เพียงหยดเดียวก็สามารถทำให้จอมเวทที่มีพลังเวทย์ระดับเทพ หรือนักรบที่มีพลังยุทธ์ระดับเทพ กลายเป็นคนธรรมดาได้ในพริบตา หลังจากนั้นก็จะไม่สามารถใช้เวทมนตร์หรือพลังยุทธ์ได้อีกตลอดกาล และไม่มีทางรักษาได้
แม้ว่าตัวยานี้จะทำให้สูญเสียพลังยุทธ์ และเวทมนตร์ แต่มันก็ไม่ได้ทำลายร่างกาย เพียงแต่เปลี่ยนผู้ใช้ให้กลายเป็นคนธรรมดาเท่านั้น
หากเป็นคนธรรมดา ยานี้ก็ไม่ต่างจากน้ำเปล่า แต่หากเป็นขุนนางหรือผู้มีอำนาจ มันคือการทำให้กลายเป็นคนพิการทางพลัง เป็นคนไร้ค่าที่ตกลงมาจากสรวงสวรรค์สู่เหวที่ลึกที่สุด
และอดัม บูดา ก็ถูกกษัตริย์สั่งให้ดื่มมันเข้าไป เขาไม่มีวันฝึกฝนพลังใด ๆ ได้อีกตลอดชีวิต ทำได้เพียงเป็นคนธรรมดาไปจนตาย
หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวขุนนางอื่นก็คงไม่มีอะไรมาก อย่างมากก็แค่มีชีวิตอยู่อย่างคนปกติ กิน ถ่าย และรอวันตายโดยไม่ต้องคิดจะก้าวเข้าสู่เส้นทางอำนาจ
แต่สำหรับอดัม มันคือชีวิตของเขา เขาเป็นทายาทคนสุดท้ายที่ต้องกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลให้กลับมาสู่หน้าประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิอัคซูอีกครั้ง แต่ตอนนี้เขากลับดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าเข้าไป ความหวังสุดท้ายของตระกูลบูดาจึงดับสิ้นลง
ถ้าหากเป็นเพียงแค่การไร้พลัง กรีนก็คงไม่กังวลนัก เพราะเขายังเป็นนักรบระดับ 8 และเมรินภรรยาของเขาก็เป็นจอมเวทธาตุน้ำระดับ 8 ส่วนหลานสาวของพวกเขา เม็กก็เป็นจอมเวทธาตุลมระดับ 6 ด้วยพละกำลังของพวกเขา ตระกูลบูดาก็ยังถือว่าพอมีอำนาจอยู่ หากพวกเขายังอยู่ในดินแดนเดิม การฟื้นฟูตระกูลก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเดิมทีที่ดินของตระกูลบูดาอยู่ทางใต้ของจักรวรรดิ มีเมืองหลักหนึ่งเมือง และเมืองขนาดกลางอีกสี่เมือง ประชากรหนาแน่น ดินอุดมสมบูรณ์ ขอเพียงแค่ตั้งใจทำงานเพียงไม่กี่ปี ตระกูลก็จะกลับมารุ่งเรือง
แต่พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่า กษัตริย์จะทรงเปลี่ยนที่ดินศักดินาของพวกเขา จากแดนใต้ที่อุดมสมบูรณ์ ไปเป็น 'ทุ่งรกร้างสีดำ' ทางตอนเหนือแทน
ทุ่งรกร้างสีดำคือดินแดนแห่งความตายของทวีป แม้มันจะมีอาณาเขตกว้างขวางเกินกว่าหนึ่งในสามของจักรวรรดิอัคซู แต่มันเป็นที่ที่แห้งแล้งอย่างยิ่ง ไม่มีพืชชนิดใดเติบโตได้ที่นี่ แม้แต่พืชทะเลทรายก็ยังต้องเหี่ยวเฉาตาย
ตำนานกล่าวว่าทุ่งรกร้างสีดำเคยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งเกิดสงครามที่จอมเวทระดับเทพหลายคนร่วมกันใช้เวทมนตร์ต้องห้ามระดับมหึมา ทำให้ดินแดนนี้กลายเป็นดินแดนแห่งความตายที่ปลูกอะไรไม่ขึ้น
ถ้ามันเป็นเพียงดินแดนที่ปลูกอะไรไม่ขึ้น กรีนก็ยังพอจะทำใจได้ ตราบใดที่พวกเขายังมีการติดต่อกับโลกภายนอก พวกเขาก็สามารถทำธุรกิจ และเลี้ยงชีพได้ แต่ทุ่งรกร้างสีดำแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาเหล็กที่ถูกทิ้งร้างของเผ่าคนแคระ และเมื่อข้ามเขาไปอีกด้านหนึ่งก็จะพบกับหนึ่งในเขตต้องห้ามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปนั่นคือ 'หนองน้ำซากศพ' ซึ่งหนองน้ำนี้ก็รวมอยู่ในที่ดินของตระกูลบูดาด้วย เมื่อคำนวณดูแล้ว ที่ดินของตระกูลบูดานั้นถือว่ากว้างใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิอัคซูเลยทีเดียว
แต่ทางออกเพียงทางเดียวคือต้องผ่านดินแดนของตระกูลเพอร์เซล ซึ่งแม้ว่าตระกูลเพอร์เซลจะมีพันธะหมั้นหมายกับตระกูลบูดาอยู่ แต่ด้วยสภาพปัจจุบันของตระกูลบูดา ใครจะกล้าไปคุยเรื่องแต่งงานกับตระกูลที่มีอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งของจักรวรรดิได้ล่ะ? ที่นี่จึงเปรียบเสมือนคุกที่ไม่มีทางออก
โชคยังดีที่พื้นที่แถบนี้เคยอยู่ในเขตควบคุมของจักรวรรดิมาก่อน จึงยังพอมีปราสาทเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในเทือกเขาเหล็กที่ถูกทิ้งร้างนั้น ภูเขานี้ไม่ได้รับผลกระทบจากเวทมนตร์ต้องห้าม และยังมีที่ดินพอที่จะเพาะปลูกได้บ้าง พวกเขาจึงพอจะมีทางรอดจากการหิวตาย
หลังจากกรีนรู้ว่าที่ดินของพวกเขาถูกเปลี่ยน เขาจึงรีบแลกเปลี่ยนทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลบูดาเป็นทาส เสบียง วัสดุอุปกรณ์ในการเอาชีวิตรอด เมล็ดพันธุ์ และเครื่องมือต่าง ๆ ทันที จากนั้นเขาก็พาอดัมที่ยังคงหมดสติจากการดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าเดินทางมาที่นี่ แม้ปราสาทจะดูทรุดโทรม แต่มันก็ยังเป็นที่พักพิงให้พวกเขาได้
ผู้ที่ติดตามกรีนมาประกอบด้วย เมรินภรรยาของเขา เม็กหลานสาวของเขา รวมถึงเด็กกำพร้าฝาแฝดที่พ่อของอดัมรับเลี้ยงไว้คือ บล็อกเฮด และ ร็อกเฮด พร้อมด้วยทาสอีกหนึ่งร้อยคน และไม่มีใครอื่นอีกเลย
แต่อดัมกลับหมดสติตลอดทางตั้งแต่เมืองหลวงมาจนถึงทุ่งรกร้างสีดำ โชคดีที่เมรินเป็นจอมเวท และใช้เวทมนตร์รักษาสภาพร่างกายของเขาไว้เป็นระยะ ทำให้อดัมรอดชีวิตมาได้ และเมื่อวานนี้เธอได้ตรวจดูอาการแล้วคาดว่าเขาจะตื่นขึ้นในวันนี้ กรีนจึงตั้งใจมาปลุกนายน้อย
ทว่าพวกเขาไม่มีวันรู้เลยว่า อดัม บูดา ที่นอนอยู่บนเตียงในตอนนี้ ไม่ใช่อดัมคนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นหนุ่มเนิร์ดจากโลกมนุษย์ที่มาอยู่ในร่างของอดัม... เขาคือ เจ่าไห่
จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ
ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox
https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr