เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 - ลาดตระเวน

บทที่ 7 - ลาดตระเวน

บทที่ 7 - ลาดตระเวน


วิวิบินลัดฟ้าข้ามตัวเมือง ดื่มด่ำกับความมหัศจรรย์ของประสบการณ์นี้ เบื้องล่างของเธอคือเมืองพริสมาร์เชที่แผ่ขยายออกไป แม้ตัวเมืองจะเติบโตขึ้นมาก แต่เมื่อเทียบกับเมืองสมัยใหม่ที่เธอรู้จัก มันก็ยังถือว่าเล็กนิดเดียว และมันจำเป็นต้องเล็ก เพราะทั้งเมืองถูกล้อมรอบด้วยกำแพง เมืองในเขตที่ปลอดภัยกว่าอาจไม่ต้องพึ่งพาบาเรียป้องกัน แต่ไม่ใช่สำหรับเมืองที่อยู่เหนือสุดขนาดนี้

ไลลาพาทีมมุ่งหน้าเข้าสู่ป่ากว้าง เมื่อวิวิตามมาทัน เธอก็เห็นว่าปาร์ตี้ของหญิงสาวมีสมาชิกทั้งหมดสี่คน ได้แก่ ไลลา, เพื่อนร่วมทีมของหล่อนที่ชื่อ ‘ดอม’, ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาว และสมาชิกใหม่ที่น่าประหลาดใจ: ซาฟรา สาวน้อยหูแมวผมแดงดูเหมือนจะเป็นจอมเวทเมื่อดูจากแท่งไม้สีขาวเรียวยาวที่เธอถืออยู่—ไม้กายสิทธิ์

หลังจากคำเตือนที่ซาฟราเคยให้ไว้ วิวิงุนงงมากว่าทำไมเด็กสาวถึงยอมตอบรับคำเชิญเข้าปาร์ตี้ของไลลา แวบหนึ่งเธอสงสัยว่าหรือที่ซาฟราเตือนเธอให้ออกห่าง เป็นแผนเพื่อให้ตัวเองได้เสียบแทนในทีมหรือเปล่า

แต่มันไม่สมเหตุสมผลเลย ซาฟรากำลังจ้องมองนักผจญภัยรุ่นพี่ทั้งสองด้วยสายตาอาฆาต และจะรีบเปลี่ยนสีหน้าทันทีเมื่อพวกเขาหันมามอง

ปาร์ตี้ทั้งสี่คนกำลังเดินเท้าผ่านป่าสนที่เริ่มต้นทันทีนอกกำแพงเมืองพริสมาร์เช หากตรรกะระหว่างเกมและความจริงยังเหมือนเดิม พริสมาร์เชตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของทวีปมนุษย์ ในพื้นที่ที่อันตรายแม้จะวัดด้วยมาตรฐานของโลกที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์ใบนี้ก็ตาม

วิวิไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อจะเจอมอนสเตอร์ระดับโอริคัลคุม—ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคำเรียกแทนเลเวล 800 ถึง 1000—และอสูรร้ายพวกนั้นสามารถกวาดล้างนักผจญภัยส่วนใหญ่ได้ราบคาบ เธอไม่คิดว่านักผจญภัยแรงค์ทองจำนวนเท่าไหร่ก็ตามจะฆ่ามันได้ และเท่าที่เห็นในกิลด์นักผจญภัย แรงค์ทองก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่เป็นแค่มือใหม่แรงค์ทองแดงและเงินเท่านั้น

การออกจากเขตปลอดภัยของพริสมาร์เชหมายถึงการก้าวเข้าสู่เขตเลเวล 200 ขึ้นไปทันที ซึ่งหมายถึงภัยคุกคามระดับแรงค์เงิน คงใช้เวลาไม่นานที่ปาร์ตี้สี่คนนี้จะเจอมอนสเตอร์ที่คุ้มค่ากับเวลา เพราะทุกคนต่างก็ติดเข็มกลัดแรงค์เงินกันทั้งนั้น

วิวิเกือบจะมั่นใจแล้วว่าเธอปล่อยให้ความหวาดระแวงที่ไร้เหตุผลชี้นำการตัดสินใจ แต่ความกังวลของซาฟรานั้นดูจริงใจมาก และยังคงสัมผัสได้ชัดเจนแม้ในตอนนี้ วิวิจึงยังคงลอยตัวอยู่เหนือกลุ่มปาร์ตี้โดยเปิดใช้งาน [ล่องหน] เอาไว้

กันไว้ดีกว่าแก้

คนน่ารังเกียจพวกนี้หลอกใครไม่ได้หรอก

ซาฟราเดินตามหลังไลลาและโดมินิก พลางจ้องมองแผ่นหลังของพวกเขาเขม็ง ขณะที่อัลเลนเอาแต่พร่ำเพ้อถึงเวทรักษาที่เขาเพิ่งฝึกจนชำนาญ พ่อหนุ่มคนนี้อายุมากกว่าเธอหลายปีแน่ๆ แต่กลับทำตัวไม่สมวัยเอาซะเลย เขาไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบไหน? หรือรู้ไหมว่าสองคนนี้อันตรายแค่ไหน?

ไม่ใช่ว่าเธอจะมั่นใจอะไรได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เหตุผลที่ไลลาและโดมินิกมาที่เมืองนี้ฟังดูสมเหตุสมผลทุกอย่าง พริสมาร์เชเป็นเมืองชายแดนที่ใกล้ที่สุดกับอาณาเขตของราชันย์แห่งหายนะองค์ที่เจ็ด และเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของปาร์ตี้ผู้กล้า เมืองนี้จึงมักจัดงานเทศกาลวันแห่งสันติภาพอย่างยิ่งใหญ่เสมอ ในงานฉลองครบรอบร้อยปี มีนักเดินทางหลั่งไหลมาจากทั่วทุกมุมของทวีป

พริสมาร์เชมีนักผจญภัยมากกว่าเมืองทั่วไปอยู่แล้ว แต่ด้วยเทศกาล จำนวนคนจึงเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า อาจจะมีระดับโอริคัลคุม หรือแม้แต่พวกระดับฉายาปะปนมาด้วย การมีคนหน้าใหม่เข้ามาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่แปลกเลยสักนิด

เรื่องราวของไลลาและโดมินิกตรวจสอบแล้วผ่านทุกข้อ

แต่เธอไม่สน มันมีอะไรบางอย่างทะแม่งๆ เกี่ยวกับพวกเขา ซาฟราเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง หลังจากเกิดเรื่องคราวนั้นที่เธอไม่เชื่อใจตัวเอง เธอก็สาบานว่าจะไม่เพิกเฉยต่อลางสังหรณ์อีก

เธอกำสร้อยคอเงินที่ห้อยอยู่เพื่อสงบสติอารมณ์

คำถามคือ ทำไมเธอถึงต้องออกมาที่นี่กับพวกมันด้วย?

เธอควรจะห่วงแค่ตัวเอง ใครจะสนถ้าเจ้าทึ่มหัวทองนี่จะตอบรับคำเชิญเข้าปาร์ตี้อย่างหน้ามืดตามัวโดยไม่ระแวดระวังโลกภายนอก?

เธอไม่รู้จักอัลเลนด้วยซ้ำ เห็นว่าเป็นคนท้องถิ่น เป็นเด็กวัดที่มักจะแวะมาที่กิลด์บ่อยๆ บางทีเธออาจจะคุ้นหน้าเขาบ้าง เพราะเธอมาอยู่พริสมาร์เชได้สี่เดือนแล้วและอาศัยกิลด์เป็นบ้านหลับนอนทุกคืน เธอคงเคยเห็นหน้าเขาผ่านตามาบ้าง

แต่เปล่าเลย เธอไม่ได้ตอบรับคำเชิญของไลลาเพราะเธอรู้จักอัลเลน เธอแค่... ปล่อยให้คนซื่อบื้อที่มองโลกในแง่ดีคนนี้เผชิญหน้ากับเรื่องนี้ตามลำพังไม่ได้

และแม้แต่ตัวเธอเองก็รู้ว่าเธอน่าจะระแวงเกินเหตุ บางอย่างเกี่ยวกับไลลาและโดมินิกทำให้เธอรู้สึกคันยิบๆ ตามตัว แต่เธอคาดหวังจะเจออะไรล่ะ? ว่าพวกเขาจะฆ่าพวกเธอเพื่อขโมยของโดยไม่ต้องกลัวทหารยามในเมืองงั้นเหรอ? นักผจญภัยมักพกทรัพย์สินเกือบทั้งหมดติดตัว ดังนั้นมันก็มีความเป็นไปได้ การฆ่านักผจญภัยเป็นวิธีหาเงินที่ยอดเยี่ยม ถ้าคุณไม่มีศีลธรรม

หรือแย่กว่านั้น... จับเป็นแล้วเอาไปขาย?

ไม่ว่าจะกรณีไหน นั่นคือสิ่งที่ซาฟราคิดไปไกล มันไม่ใช่เรื่องที่หาได้ยาก แม้จะไม่ถึงกับ ดาษดื่น แต่ก็มีด้านมืดของอาชญากรรมแฝงอยู่ในทุกอาณาจักรมนุษย์—หรือทุกอารยธรรมนั่นแหละ—ที่แม้แต่พลเมืองที่ไร้เดียงสาที่สุดก็ยังต้องระวังตัว

และนักผจญภัยก็เป็นกลุ่มคนที่ทำให้หายตัวไปได้ง่ายที่สุดโดยไม่ผิดสังเกต คนส่วนใหญ่หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่กิลด์จะคิดยังไง ถ้ารภารกิจ ‘ผิดพลาด’ แล้วทีมกลับมาไม่ครบ? พวกเขาอาจจะทำทีเป็นสอบสวนพอเป็นพิธี แต่ต่อให้ใช้เวทพยากรณ์—ถ้าพวกเขายอมจ้างคนร่ายเวทแพงๆ มาทำ—ก็คงไม่เจออะไร เพราะเบาะแสมันน้อยเกินไป

ตามหลักตรรกะ เก้าสิบเก้าในร้อยครั้ง การที่นักผจญภัยรุ่นพี่สองคนชวนไปแจมภารกิจสั้นๆ มักจะเป็นมิตรภาพฉันเพื่อนร่วมอาชีพ หาอะไรทำฆ่าเวลาก่อนงานฉลองจะเริ่มคืนนี้ ที่จริง การที่คำเชิญถูกวางกรอบว่าเป็นภารกิจง่ายๆ ยิ่งชี้ว่าไม่มีอะไรแปลก ถ้าเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมาตอนนี้สิถึงจะน่าสงสัยกว่า

แต่ซาฟราเป็นคนดวงซวยบรม จนแม้แต่โอกาสเก้าสิบเก้าในร้อยก็ไม่ได้ช่วยให้เธออุ่นใจขึ้นเลย

ไม่ว่ายังไง เธอควรจะห่วงตัวเอง แต่ในเมื่อเธอโน้มน้าวให้เจ้าหนุ่มหัวทองร่างโย่งนี่ปฏิเสธไม่ได้ ซาฟราเลยเดินเข้าไปขอร่วมทีมด้วย และหลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ไลลาก็ยิ้มและตอบตกลง

ซาฟราต้องทำ ถ้าเธอช่วยได้ เธอจะไม่ยอมให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น แม้ว่าอัลเลนจะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม

โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เธอคิดอย่างขมขื่น ฉันสมควรได้รับผลที่จะตามมาแล้ว

“จำที่เราคุยกันไว้นะ” ไลลาพูดพร้อมหันมายิ้มให้ ซาฟราไม่ลืมที่จะลบสีหน้าบึ้งตึงออกและพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น “พวกเธอสองคนเป็นแรงค์เงินเหมือนฉัน ฉันคงไม่ต้องจู้จี้อะไรมาก แต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น และโอกาสที่จะมีคนเจ็บตัวมันสูงกว่าเมื่ออยู่ในกลุ่มที่ไม่คุ้นเคย ตื่นตัวเข้าไว้ล่ะ”

อัลเลนหันมามองซาฟราราวกับจะบอกว่า ‘เห็นไหม? พวกเขาเป็นคนดี พวกเขาเป็นห่วงเรา’ ซาฟราเดือดดาลอยู่ในใจ ใบหน้านิ่งสนิทไม่แสดงอารมณ์ ช่วงเวลาที่สถาบันฝึกสอนทำให้เธอเก่งเรื่องเก็บอาการ แม้ว่าด้วยความรำคาญ เธอจะไม่สามารถสวมหน้ากากได้เนียนเหมือนปกติ เลยทำได้แค่ทำหน้านิ่งแบบแข็งทื่อใส่อัลเลนจนเขาชะงัก กระแอมไอ แล้วเดินต่อ

ช่วงเวลานี้ของปี ป่ากลาเซียร์เฟิร์นจะมีสีเขียวมากกว่าสีขาว และมอนสเตอร์ที่เลวร้ายที่สุดกำลังจำศีล แต่มันก็ยังอันตรายกว่าเกือบทุกสิ่งที่พบในดินแดนทางใต้ที่ปลอดภัยกว่า นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เธอมาที่นี่—มันเป็นสนามฝึกซ้อมชั้นยอด อีกเหตุผลที่ใหญ่กว่าคือ เธอต้องการหนีให้ไกลจากเมริเดียน และจากสถาบันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เธอตั้งสมาธิจดจ่อ มันคงจะตลกไม่ออกถ้าเธอเข้าใจผิดเรื่องทริปล่าสัตว์ที่ไม่อยากมานี่ แล้วดันมาตายเพราะมอนสเตอร์ จริงๆ แทนที่จะเป็นพวกมอนสเตอร์ในคราบมนุษย์ที่เดินอยู่ข้างหน้า

แม้ว่าย้ำอีกครั้ง เธอไม่มีหลักฐานสักชิ้นว่าสองคนนี้ไว้ใจไม่ได้

การต่อสู้สองสามครั้งแรกผ่านไปโดยไร้ปัญหา ซาฟรายอมรับอย่างเสียไม่ได้ว่าไลลาและโดมินิกรู้ดีว่ากำลังทำอะไร เกือบจะรู้ดีเกินไปด้วยซ้ำ พวกเขาดูเก่งกาจกว่าที่แรงค์เงินควรจะเป็น

นี่จะเป็นความระแวงอีกขั้นหรือเปล่านะ ที่จะเอาเรื่องนี้ไปเติมในกอง ‘หลักฐาน’ เล็กๆ ของเธอ? ว่าพวกเขาอาจจะปลอมแปลงแรงค์เพื่อล่อเหยื่อได้ง่ายขึ้น? ถ้าพวกเขา เป็น นักฆ่าหรืออะไรทำนองนั้น พวกเขาคงไม่อยากสู้แบบสูสี พวกเขาต้องมีฝีมือระดับแรงค์ทองเป็นอย่างน้อย

ซาฟราเริ่มลังเลในความคิดตัวเองขณะที่การล่าดำเนินต่อไป หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เข้าชั่วโมงที่สอง และนี่ตั้งใจจะเป็นแค่การสำรวจสั้นๆ เท่านั้น งานฉลองวันแห่งสันติภาพจะเริ่มในตอนเย็น การเดินทางสั้นๆ เข้ามาในป่าก่อนวันหยุดเทศกาลก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ขยันขันแข็งมากแล้ว

และแล้ว หลังจากการต่อสู้อีกครั้ง ไลลาก็ประกาศ “น่าจะพอแค่นี้แหละ เราควรกลับกันได้แล้ว ไม่อยากพลาดความสนุกในงานหรอกนะ มีใครคัดค้านไหม?” เธอมองไปรอบๆ แต่ไม่มีใครแย้ง “พวกเธอสองคนทำได้เยี่ยมมากเลยนะ” เธอเสริม ยิ้มให้อัลเลนและซาฟรา “โดยเฉพาะเธอนะ ยัยหนู” เธอแซวซาฟรา “ฉันสาบานเลยว่าเธอน่าจะฝึกมาจากสถาบันแน่ๆ ถ้าไม่ติดว่าช่วงนี้ยังไม่ปิดเทอมล่ะก็นะ”

ซาฟราไม่คาดคิดว่าจะมีการพูดถึงสถาบัน เธอเกร็งขึ้นเล็กน้อย หน้ากากหลุดไปชั่วขณะก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “ดีใจค่ะที่คุณคิดว่าหนูทำได้โอเค” เธอตอบ น้ำเสียงตึงเครียดเล็กน้อย

“มากกว่า ‘โอเค’ อีก” ไลลาหัวเราะ “ดูเธอแล้วทำให้ฉันรู้สึกว่าตอนสาวๆ ฉันคงจริงจังกับอาชีพนี้น้อยไปหน่อย ฉันอายุมากกว่าเธอสองเท่า แต่เรายังติดเข็มกลัดสีเดียวกันอยู่เลย”

“เส้นทางของแต่ละคนเริ่มต้นและจบลงไม่เหมือนกันครับ” อัลเลนพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะดูคมคายแบบที่พวกเด็กวัดชอบใช้กัน

บางทีเธออาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เธอไม่ได้เกลียดอัลเลนหรอก เขาแค่เป็นคนซื่อบื้อตัวใหญ่ที่ไม่รู้ว่าอะไรดีกับตัวเอง

...แต่เธอกำลังเริ่มคิดว่าเขาอาจจะถูก ถ้าจะมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้น มันควรจะเกิดไปนานแล้ว

ดูจากทุกอย่าง ไลลาดูเหมือนจะเป็นนักผจญภัยรุ่นพี่แสนดีอย่างที่เธอแสดงออกจริงๆ ส่วนคู่หูร่างยักษ์ของหล่อนก็น่าสงสัยน้อยกว่าและมากกว่าในเวลาเดียวกัน—เพราะเขาแทบจะเงียบตลอดเวลา พูดแค่ตอนสั่งการต่อสู้เท่านั้น รูปลักษณ์ที่ไหล่กว้างและเต็มไปด้วยแผลเป็นนั้นน่าสงสัย... แต่ก็ไม่เชิง แผลเป็นกับท่าทางเคร่งขรึมไม่ใช่สิ่งที่ทำให้นักผจญภัยต้องหันกลับมามองซ้ำ เธอแค่กำลังพยายามจับผิด

สงสัยเธอจะคิดผิดจริงๆ แม้การฟังลางสังหรณ์จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกความรู้สึกจะถูกต้องเสมอไป

ความรู้สึกนั้นชัดเจนขึ้นเมื่อพวกเขาเดินทางกลับเข้าเมือง ถ้ามีแผนชั่วร้ายอะไร มันควรจะเกิดขึ้นในส่วนลึกสุดของป่า ที่ซึ่งโอกาสจะมีคนผ่านมาช่วยน้อยที่สุด ตอนนี้พวกเขาใกล้กำแพงเมืองแล้ว อาจจะมีปาร์ตี้นักผจญภัยกลุ่มอื่นอยู่ใกล้ๆ ก็ได้

ซาฟรารู้สึกงี่เง่ากับเรื่องทั้งหมดนี้ อย่างน้อยก็ได้เงินและประสบการณ์การทำงานเป็นทีม วันนี้ก็ไม่ได้เสียเปล่าซะทีเดียว แม้ว่าเธอจะมีเรื่องอื่นที่อยากทำมากกว่าก็ตาม

กระดาษประกาศตามหาสัตว์เลี้ยงที่พับอยู่ในกระเป๋าซ้ายของเธอร้อนวูบขึ้นมาเพื่อเตือนใจ เธอสัญญาไว้กับเดซี่แล้ว เธอต้องรีบกลับไปแจกใบปลิวต่อ

พอมองย้อนกลับไป ทุกอย่างถูกวางแผนไว้แล้ว สองคนนี้เป็นมืออาชีพ พวกมันรอจนกระทั่งการป้องกันตัวของเธอลดต่ำที่สุด

โดมินิกหยุดกึก ยกกำปั้นขึ้นเป็นสัญญาณสากลเตือนภัย ซาฟราตื่นตัวทันที ยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นและร่างวงจรเวท [ศรเพลิง] ในหัว

แต่มันดูไม่ใช่ภัยคุกคามระยะประชิด เขาลดมือลงและชี้ไปข้างหน้า ไลลาก้าวมายืนข้างเขา เพ่งมองสิ่งที่เขาชี้

“คอนสไตรก์เตอร์ ครีปเปอร์ (Constrictor Creeper)” เธอประกาศ “เวรเอ๊ย ตาดีมากดอม”

ซาฟราและอัลเลนขยับเข้าไปดูเถาวัลย์สีเขียวที่ซุ่มซ่อนอยู่ สัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากเวทมนตร์หลงเหลือเป็นภัยคุกคามที่พบบ่อยที่สุด แต่พืชพรรณก็อันตรายไม่แพ้กัน มอนสเตอร์ประเภทพืชแม้จะพบน้อยกว่า แต่ก็ร้ายกาจพอๆ กัน

โดมินิกพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าเป็นคนเงียบแต่เฉียบขาด คอนสไตรก์เตอร์ ครีปเปอร์นั้นสังเกตเห็นยากมาก ซาฟราไม่รู้ว่าถ้าเป็นเธอจะมองเห็นไหม และแม้ว่ากลุ่มแรงค์เงินคงไม่ถึงกับพลาดท่าให้มัน แต่มันก็สร้างความเสียหายได้—ในกรณีเลวร้ายสุดอาจถึงขั้นฆ่าใครสักคนได้เลย

“เจอหนึ่ง มักจะมีอีก” ไลลาพูด “ฉันจะลองไปดูรอบๆ จัดการตัวนั้นซะ”

ครีปเปอร์สามารถแผ่ขยายได้หลายร้อยฟุต ซาฟรามองไปรอบพื้นป่าอย่างหวาดระแวง แต่ไม่เห็นเถาวัลย์สีผิดปกติแบบที่ขดอยู่ตรงหน้า

ครีปเปอร์มักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เกิดจากจุดที่เวทมนตร์ธรรมชาติระเบิดออกมาพร้อมกัน การกำจัดพวกมันให้หมดเป็นมารยาททั่วไป เพราะการหามันให้เจอคือส่วนที่ยากที่สุด ไม่ใช่การฆ่ามัน

บางทีอาจเป็นเพราะขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐานนี้เองที่ทำให้ซาฟราลดการป้องกันตัวลง เธอคอยจับตาดูโดมินิกและไลลามาตลอดการเดินทาง แต่เธอกลับไม่ทันคิดตอนที่โร้กสาวเดินแยกออกไปหาครีปเปอร์ตัวอื่น สายตาของไลลาจดจ้องที่พื้นเหมือนกับทุกคนในตอนนี้ โดยเฉพาะเมื่อโดมินิกพูดเสียงต่ำว่า “แพ้ไฟ จัดการเลยไหม?” และในฐานะจอมเวทของทีม หน้าที่นี้จึงตกเป็นของเธอตามตรรกะ

ดงครีปเปอร์อยู่ห่างไปไม่กี่สิบฟุต มันขยับเต้นตุบๆ อยู่กับต้นไม้ที่ดูแห้งเหี่ยว ซาฟรายกไม้กายสิทธิ์ขึ้นและเริ่มรวบรวมเวท

กริ๊ก

เธอรู้สึกถึงความเย็นเยียบและหนักอึ้งรัดรอบลำคอ

หัวใจเธอหล่นวูบลงไปใต้ดินลึกราวหนึ่งไมล์

“นึกว่าจะต้องใช้กำลังบังคับซะแล้ว” ไลลาเปรยขึ้น “รอนานเหมือนกันกว่าโอกาสจะมาถึง จ้องฉันยังกับเหยี่ยวเลยนะ”

“คุณไลลา?” เสียงที่เต็มไปด้วยความสับสนของอัลเลนดังมาจากข้างๆ ตัวซาฟรา แต่เธอแทบไม่ได้ยิน เหมือนวินาทีที่โลหะเย็นเฉียบรัดรอบคอ เธอได้หยุดมีตัวตนอยู่ในร่างกายตัวเองไปแล้ว

เธอพยายามดึงมานาออกมาตามสัญชาตญาณทั้งที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พลังงานที่สั่นสะเทือนหายวูบเข้าไปในโลหะสลักรูน ถูกสูบกลืนอย่างตะกละตะกลาม

ซาฟราหลับตาลง พยายามจะตื่น นี่ต้องเป็นฝันร้ายแน่ๆ แต่ไลลายังคงพูดต่อที่ข้างหูเธอ

“ฉันจะจัดการหมอนี่เอง จัดการนังเด็กนั่นซะ”

แล้วซาฟราก็ถูกจับกระชาก โดมินิกดึงแขนเธอไพล่หลังและสวมกุญแจมือรัดข้อมือเธอ แรงกระชากนั้นปลุกเธอจากภวังค์—เธอเริ่มขัดขืน เขาตรึงเธอไว้อย่างง่ายดาย บังคับแขนเธอไปด้านหลังและล็อกกุญแจมือดัง กริ๊ก

“ดิ้นไปก็เจ็บตัวเปล่าๆ” เขาพูดเสียงเข้ม “หยุดซะ”

ทำไมเธอถึงได้โง่ขนาดนี้? เธอรู้อยู่แล้ว เธอ รู้อยู่แล้ว

ในเวลาอันสั้น เธอถูกกดลงกับพื้น ข้อมือถูกมัดไพล่หลัง เวทมนตร์ถูกตัดขาดด้วยอาร์ติแฟกต์สะกดพลังที่ไลลาสวมไว้ที่คอ โดมินิกจัดการทุกอย่างด้วยความนุ่มนวลอย่างประหลาด และนั่นยิ่งน่ากลัวกว่าเดิม

อัลเลนถูกโยนมาข้างๆ เธอ ถูกมัดและอุดปากเช่นกัน เขาดูเหมือนกำลังช็อก มองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก สายตาเขาประสานกับเธอ เธอเบือนหน้าหนี หลับตาแน่น

นี่เป็นความผิดของเธอ

พวกมันจับเป็น นั่นคือส่วนที่น่าสยดสยอง ความตายก็แค่ความตาย การถูกปาดคอและขโมยของยังไม่แย่เท่าไหร่—มันเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในสองทางนี้

เธอเริ่มหอบหายใจ เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว ปาฏิหาริย์เคยช่วยเธอไว้ ไม่มีใครได้รับปาฏิหาริย์ สองครั้ง หรอก

ไลลานั่งยองๆ ลงข้างเธอ

“นังเด็กขี้ระแวงเอ๊ย” หล่อนพึมพำด้วยน้ำเสียงร่าเริงแบบเดียวกับที่ใช้คุยกันก่อนหน้านี้เป๊ะ มันฟังดูเป็นมิตรอย่างจริงใจ “เธอจ้องฉันตั้งแต่เรายังไม่เจอกันด้วยซ้ำ ทำไมล่ะ?”

ซาฟรายังคงหลับตา และเธอก็ถูกนิ้วมืองัดเปลือกตาข้างหนึ่งให้เปิดขึ้น

“เวลาผู้ใหญ่คุยด้วย การมองหน้าถือเป็นมารยาทนะ”

ซาฟราจ้องมองหล่อนอย่างด้านชา จะให้ตอบยังไงล่ะ เศษผ้าที่ยัดอยู่ในปากรสชาติชวนอ้วกจะตาย

“ฉันมั่นใจว่าไม่มีอะไรหลุดพิรุธนะ ฉันทำอาชีพนี้มานาน น่าหงุดหงิดชะมัดที่มียัยเด็กบ้ามามองออกง่ายๆ แบบนี้” มือของหล่อนบีบคางแน่นขึ้น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ และจับหัวซาฟราส่ายไปมา เพียงเพราะหล่อนทำได้ หล่อนถอนหายใจและปล่อยมือ นั่งลงบนส้นเท้า “จะบอกให้นะ เธอเป็นนักแสดงที่ห่วยมาก ฉันอาจจะหลอกตัวเองได้ว่าสายตาอาฆาตที่กิลด์นั่นเป็นเพราะเรื่องอื่น แต่ฉันรู้สึกว่าเธอจ้องฉันตลอดภารกิจเลย เธอไม่อยากออกมาที่นี่ ชัดเจนมาก ถ้าจะเล่นละคร ก็อย่าหลุดสิ” หล่อนใช้นิ้วเคาะจมูกซาฟรา “ดูออกง่ายจะตาย เด็กโง่”

หล่อนพิจารณาซาฟรา

“แต่เอาจริงๆ นะ มีอะไรหลุดพิรุธเหรอ? ฉันอยากรู้” กรามของหล่อนขยับไปมา “ฉันจะเอาที่อุดปากออกเพื่อฟังคำตอบก็ได้นะ แต่ฉันรู้สันดานคนแบบเธอ เธอคงถ่มน้ำลายใส่หน้าฉัน แล้วฉันก็ต้องทำร้ายเธอ ฉันไม่ชอบทำร้ายเด็ก มันทำให้รู้สึกแย่” หล่อนหัวเราะ “ย้อนแย้งเนอะ ฉันรู้”

หล่อนลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่มือ

“เอาไงกับไอ้หนุ่มนี่ดี?” หล่อนถามโดมินิก

“ฆ่าทิ้งง่ายที่สุด ราคาดีสุดคงต้องส่งให้ลัทธิ”

“เด็กวัดซะด้วย มีแววรุ่งอีกต่างหาก น่าจะได้ราคาดี” หล่อนลูบคาง อัลเลนที่อยู่ข้างๆ ซาฟรานิ่งสนิทไปแล้ว เธอไม่กล้ามองเขา “แต่ฆ่าแล้วเรียกคืนไม่ได้นะ เก็บไว้ก่อนดีไหม”

“เสี่ยงโดนวิหารใช้เวทพยากรณ์ตามตัว มันเป็นคนของทางนั้น ฆ่าทิ้งปลอดภัยกว่า”

“จริง” หล่อนคิดตามแล้วถอนหายใจ “นายพูดถูก เหมือนเคย” หล่อนสะบัดข้อมือไปด้านข้าง “จัดการมันซะ”

โดมินิกเริ่มเดินไปหาอัลเลน และซาฟราเริ่มดิ้นรนอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเธอจะทำอะไรได้

“สิ่งที่ฉันไม่เข้าใจ” ไลลาพูดพลางนั่งยองๆ ลงข้างซาฟราอีกครั้ง “คือทำไมเธอถึงตามมาที่นี่อยู่ดี ฉันไม่เก็ตจริงๆ เพื่อจะจับตาดูพวกเราเหรอ?” หล่อนส่ายหน้าอย่างขบขัน “สิ่งที่เธอ ควร ทำคือเชื่อลางสังหรณ์ตัวเอง ไปคุยกับกิลด์สิ แต่เธอไม่ทำ ฉันจับตาดูเธอตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฉันรู้ว่าเธอระแคะระคาย แต่เธอก็แค่ด้อมๆ มองๆ” หล่อนหัวเราะ “เวลาเจอเรื่องที่เกินตัวน่ะ เด็กโง่ ขอความช่วยเหลือสิ เตือน ใครสักคนก็ได้”

ซาฟราทรุดตัวลงกับพื้น ต่อสู้กับความคลื่นไส้ในท้อง

ไลลาพูดถูก ทำไมเธอถึงโง่ขนาดนี้?

ทันใดนั้น เสียงที่ไม่ควรจะอยู่ที่นั่นก็ดังแทรกขึ้นมา ทำเอาทั้งสี่คนสะดุ้ง

“จะบอกให้รู้ไว้อย่างนะ เธอก็เตือนคนอื่นไว้แล้วเหมือนกัน”

จบบทที่ บทที่ 7 - ลาดตระเวน

คัดลอกลิงก์แล้ว