- หน้าแรก
- แผงอาชีพสุดกากที่กลายเป็นระบบโกง
- บทที่ 15 การต่อสู้กะทันหัน
บทที่ 15 การต่อสู้กะทันหัน
บทที่ 15 การต่อสู้กะทันหัน
บทที่ 15 การต่อสู้กะทันหัน
"ศิษย์น้อง อีกสองวันท่านอาจารย์จะจัดพิธีถ่ายทอดธรรมให้แก่ยุนเซิงและคนอื่นๆ..."
ณ ลานโล่งหลังเขาสำนักซานอี้ ข่าวที่ลู่จินบอกกับหลี่อังเมื่อเช้านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา
"อีกสองวันงั้นหรือ"
"เร็วจังแฮะ..."
เป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่เขาเปิดโปงตัวตนของอู๋กินเซิงและพรรคพวกต่อหน้าจั่วรั่วถงในวันนั้น
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จั่วรั่วถงไม่ได้เรียกหาเขาอีกเลย และท่านก็ไม่ได้ไปจัดการกับอู๋กินเซิงและพรรคพวกด้วย ราวกับว่าท่านไม่รู้อะไรเลย
"ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือครับท่านอาจารย์..."
หลี่อังถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเริ่มการบำเพ็ญเพียรประจำวัน
หลังจากหมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ระดับอาชีพปัจจุบันของเขาก็พัฒนาขึ้นมาก
[ผู้ฝึกปราณขั้นต้น เลเวล 5 (122/500)]
[ผู้ฝึกปราณ (ซานอี้) เลเวล 3 (157/300)]
"น่าเสียดายที่ค่าประสบการณ์ทักษะเพิ่มช้าเกินไปหน่อย"
เมื่อมองดู [วิชาทวนชะตาสามชั้น (ระดับเริ่มต้น 79/100)] และ [วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ย (ระดับเริ่มต้น 97/100)] บนหน้าต่างสถานะ หลี่อังก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ด้วยความยากในการฝึกฝน อัตราการได้รับค่าประสบการณ์ของวิชาทวนชะตาสามชั้นจึงช้ากว่าวิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ยอย่างเห็นได้ชัด
แต่ยังโชคดีที่ด้วยความเร็วในปัจจุบัน เขาน่าจะสามารถเลื่อนระดับวิชาทวนชะตาสามชั้นไปสู่ขั้น [เชี่ยวชาญ] ได้ไม่นานหลังจากกลับไปยังโลกเดิม
เมื่อสงบจิตสงบใจได้แล้ว หลี่อังก็เริ่มลงมือจัดการกับตอไม้ที่อยู่ไม่ไกล
ตอนนี้เขาค้นพบวิธีดีๆ ที่จะเพิ่มความชำนาญของทั้งสองทักษะไปพร้อมกันได้แล้ว
นั่นคือการคงสถานะทวนชะตาเอาไว้ แล้วใช้วิชาแห่งตำแหน่งตุ้ย (บึง) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย
แม้ว่าจะสิ้นเปลืองพลังไปบ้าง แต่มันก็ช่วยเพิ่มความชำนาญให้กับสองอาชีพได้ในเวลาเดียวกัน
ขณะที่ร่างกายของหลี่อังเปล่งแสงสีขาวนวล มือของเขาก็เริ่มมีความมันวาวดั่งโลหะ
ในขณะเดียวกัน ค่าประสบการณ์ของทั้งสองทักษะก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ
[กำลังใช้วิชาทวนชะตาสามชั้น ค่าประสบการณ์ทักษะ +1]
[กำลังใช้วิชาฉีเหมิน ค่าประสบการณ์ทักษะ +1]...
วิชาตำแหน่งตุ้ยที่เขากำลังใช้อยู่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก [อักษรตุ้ย · เคลือบดำ] ของจูเกัดชิงในต้นฉบับ
ต่างจากจูเกัดชิงที่เปลี่ยนบางส่วนของร่างกายให้เป็นผลึก แต่วิชาของหลี่อังช่วยให้บางส่วนของร่างกายได้รับคุณสมบัติของโลหะทั่วไป
เช่น ความแข็งและความคม
เขาตั้งชื่อมันว่า [อักษรตุ้ย · ภูตทองคำ] แต่น่าเสียดายที่วิชานี้ใช้ได้เฉพาะตอนที่เขายืนอยู่ในตำแหน่งตุ้ยเท่านั้น
ในที่สุด ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละของหลี่อัง ข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นมาบนหน้าต่างสถานะ
[ความชำนาญปัจจุบัน : วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ย (เชี่ยวชาญ 1/500)]
"อัปเกรดสักที..." หลี่อังพ่นลมหายใจออกเบาๆ พร้อมกับปลดสถานะทั้งสองออกจากร่างกาย "แต่ค่าประสบการณ์สำหรับระดับปรมาจารย์กระโดดไปถึง 500 เลยเหรอ"
แม้จะผิดคาดไปบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขา เพราะในที่สุดเขาก็คงจะเก็บระดับความชำนาญจนเต็มได้อยู่ดี
"ลองมาดูกันก่อนดีกว่าว่ามีอะไรแตกต่างจากระดับเริ่มต้นบ้าง"
คิดได้ดังนั้น หลี่อังก็ขยับเท้าเปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อย ยกมือขึ้นและร่ายวิชา [อักษรหลี · เชือกอัคคี]
วินาทีถัดมา
เปลวเพลิงที่มีลักษณะคล้ายลูกศรพุ่งออกไปกระแทกเข้ากับตอไม้
"พลัง ความเร็ว การควบคุม และความแม่นยำ ล้วนได้รับการปรับปรุงขึ้นในระดับหนึ่ง"
เมื่อมองดูตอไม้ที่กำลังลุกไหม้ หลี่อังก็ลูบคางอย่างใช้ความคิด
ทว่าเขาก็รีบดึงสติกลับมาและวิ่งไปยังตำแหน่งข่าน (น้ำ) เพื่อใช้วิชาน้ำดับไฟทันที
"จุดไฟเผาป่า ระวังติดคุกหัวโตนะเออ" เขาปาดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผากด้วยความหวาดเสียว "เกือบทำไฟไหม้ภูเขาแล้วไหมล่ะ"
หลังจากสงบสติอารมณ์ หลี่อังก็เดินไปยังตำแหน่งซวิ่น (ลม) และลองใช้วิชาลม
"อักษรซวิ่น · กระจกวายุ"
เมื่อเขาท่องชื่อวิชาในใจ สายลมแผ่วเบาก็พัดขึ้นในลานโล่งทันที
ความสามารถของวิชานี้เรียบง่ายมาก มันใช้สำหรับจับการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนอากาศรอบตัว และสร้างแรงดันลมเพื่อขัดขวางการเคลื่อนไหวของศัตรูไปพร้อมกัน แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ยยังอยู่ที่ระดับเริ่มต้น ผลลัพธ์ของมันแย่มาก
แต่ในเวลานี้ การรบกวนของกระแสลมเพียงเล็กน้อยในลานโล่ง ล้วนถูกส่งมาถึงการรับรู้ของหลี่อัง
สัตว์เล็ก แมลง และ... ลมหายใจที่ไม่ควรมีอยู่ตรงนั้น
"หือ" หลี่อังขมวดคิ้วและมองไปที่พุ่มไม้ใกล้ๆ "ใคร"
สิ้นเสียงของเขา เขาก็ถีบเท้าส่งแรงเบาๆ ก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่พุ่มไม้นั้นทันที
ฟึ่บ—
เสียงใบไม้ถูกเจาะทะลุดังขึ้น
จากนั้นไม่กี่วินาที ร่างสองร่างก็โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ หนึ่งในนั้นพูดด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ว่า "อย่าครับศิษย์พี่หลี่ พวกเราเอง"
และเมื่อเห็นรูปลักษณ์ของทั้งสอง รูม่านตาของหลี่อังก็หดเล็กลง
อู๋กินเซิงและหลี่มู่เสวียน
ทำไมถึงเป็นพวกเขา!
พวกเขาแอบจับตาดูฉันมาตลอดหลายวันเลยเหรอ?
เพราะเมื่อกี้หลี่อังจับสัมผัสลมหายใจได้เพียงคนเดียวตอนใช้วิชา [อักษรซวิ่น · กระจกวายุ] เขาจึงคิดในตอนแรกว่าเป็นแค่ศิษย์พี่สักคนที่เดินผ่านมา
การปรากฏตัวของคู่หูจากสำนักเฉวียนซิ่งจึงเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงสำหรับเขา
ทางฝั่งอู๋กินเซิงเองก็จนปัญญา เขาซ่อนตัวอย่างดีแล้วเชียว ใครจะไปคิดว่าหลี่มู่เสวียนจะทำพังจนถูกจับได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่คาดคิดเลยว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะก้าวหน้าในวิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ยได้รวดเร็วขนาดนี้
ต้องบอกก่อนว่าเขาและหลี่มู่เสวียนแอบมาดูหลี่อังทุกวัน และไม่เคยถูกจับได้เลยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
อู๋กินเซิงมองดูหลี่อังที่เริ่มตั้งท่าระวังตัว แล้วแอบกระตุกแขนเสื้อหลี่มู่เสวียนที่อยู่ข้างๆ เบาๆ "นี่น้องชาย นายบอกว่ามีคำถามอยากจะถามศิษย์พี่หลี่ไม่ใช่เหรอ"
เจตนาเดิมของเขาคือให้หลี่มู่เสวียนช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ แต่เจ้าเด็กแสบคนนี้พอได้ยินคำพูดของเขา กลับก้มหน้าลงเล็กน้อย "ผมมีคำถามอยากจะถามศิษย์พี่หลี่จริงๆ นั่นแหละครับ"
ขณะพูด เขาหยิบกระดาษยันต์สีเหลืองที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมออกมาจากอกเสื้อ
เห็นดังนั้น อู๋กินเซิงก็รีบดึงเขากลับมาและกระซิบว่า "ไหนตกลงกันแล้วไงว่าเรื่องระบายอารมณ์ฉันจะเป็นคนจัดการเอง"
หลี่มู่เสวียนออกแรงเล็กน้อย สะบัดหลุดจากมือของอู๋กินเซิง แล้วเงยหน้ามองหลี่อังที่กำลังถอยหลังไปช้าๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ "ท่านประมุข ไม่จำเป็นหรอกครับ"
"การมีอยู่ของเด็กคนนี้พิสูจน์แล้วว่าประมุขจั่วไม่ได้ทำผิดพลาดในตอนนั้น"
พูดจบ เขาก็ฉีกกระดาษยันต์สีเหลืองนั้นทิ้ง
พร้อมกับการกระทำของหลี่มู่เสวียน ร่างกายที่เตี้ยเล็กของเขาก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น
เมื่อเห็นภาพนั้น หลี่อังอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง "หลี่มู่เสวียน..."
เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเลิกแสร้งทำตัวเป็นเด็กเร็วขนาดนี้ ตามเนื้อเรื่องเดิม เขาควรจะรอจนกว่าพิธีถ่ายทอดธรรมจะถูกคำพูดของจั่วรั่วถงทำลายลงเสียก่อนถึงจะเปิดเผยตัวตน
แม้ความคิดมากมายจะแล่นผ่านสมอง แต่หลี่อังก็ยังขยับเท้าเปลี่ยนตำแหน่งไปยังทิศคุน (ดิน) อย่างแนบเนียน
จากนั้น...
"อักษรคุน · ฝุ่นคลีฟุ้งกระจาย!"
ก่อนที่เสียงของเขาจะจางหายไป ฝุ่นจำนวนมหาศาลก็ฟุ้งตลบขึ้นจากพื้น บดบังวิสัยทัศน์ของทั้งสองฝ่าย
แล้วหลี่อังก็หันหลังวิ่งหนี เขาไม่ได้โง่ ถ้ามีแค่หลี่มู่เสวียนคนเดียว เขายังพอจะลองสู้ดูได้ แต่ที่นี่ดันมีอู๋กินเซิงผู้ยากหยั่งถึงอยู่ด้วย
น่าเสียดายที่เขาวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว อู๋กินเซิงก็เข้ามาขวางทางไว้
ประมุขสำนักเฉวียนซิ่งที่ตอนนี้เลิกปลอมตัวแล้ว มองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า พลางยักไหล่และพูดอย่างสบายๆ ว่า "โทษทีนะ ในเมื่อลูกศิษย์ฉันเลือกแล้ว ฉันก็คงต้องขอให้นายสู้กับเขาหน่อย"
"แต่ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งหรอกนะ วางใจได้"
หลี่อังเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับไปมองหลี่มู่เสวียนที่ยืนหน้านิ่ง แล้วพ่นลมหายใจออกยาว
วินาทีถัดมา กลุ่มก้อนพลังปราณขนาดต่างๆ ลอยวนรอบกายเขา แม้แต่เส้นผมก็แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน จากนั้นเขาก็สาวเท้าก้าวเดินเข้าหาหลี่มู่เสวียน
อุตส่าห์เก็บเลเวลมาตั้งนาน คิดว่าจะรังแกกันได้ง่ายๆ งั้นเรอะ!