- หน้าแรก
- ตั้งใจจะกลับบ้านมาเซอร์ไพรส์พ่อ แต่ระบบดันให้สกิลเทพจนพ่อเซอร์ไพรส์กลับ
- บทที่ 30 - ขายวัตถุดิบ
บทที่ 30 - ขายวัตถุดิบ
บทที่ 30 - ขายวัตถุดิบ
บทที่ 30 - ขายวัตถุดิบ
ท่ามกลางเสียงฮือฮา สมาชิกทีมเพลิงสงครามเดินยืดอกเข้าประตูเมืองอย่างภาคภูมิใจ วัตถุดิบสัตว์ประหลาดบนไหล่ส่ายไปมา แทบจะตะโกนใส่หน้าคนอื่นว่า "มองสิ! มองมาที่ฉันสิ!"
พอเข้าจุดพัก บรรยากาศยิ่งคึกคักเข้าไปใหญ่ นักสู้ที่ว่างงานต่างพากันมารุมล้อมทีมเพลิงสงครามราวกับดาราดัง
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังวัตถุดิบสัตว์ประหลาดด้านหลังตาเป็นมัน
"เขี้ยวนั่น! ภูตเขียวเขี้ยวยาว! พระช่วย!"
"ให้ตายสิ นั่นมันเขี้ยวพยัคฆ์ขาวโลกันตร์ไม่ใช่เหรอ? พวกนายไม่ได้ฆ่าแค่ภูตเขียวเขี้ยวยาว แต่ยังล่าระดับขุนพลขั้นสูงได้ด้วย? ดาบคลั่ง นายบรรลุระดับแล้วเหรอเนี่ย" นักสู้ร่างกำยำคนหนึ่งอุทานลั่น
จั่วสิงหยวนโบกมือไปมาอย่างถ่อมตัว "ฟลุคๆ น่ะ เกือบไม่ได้กลับมาเหมือนกัน"
"ขนเงางามขนาดนี้ แถมยังมีลายเมฆสีขาวที่ขา เสือดำลายเมฆนี่นา ดูจากขนาดกรงเล็บก็น่าจะเป็นขุนพลขั้นสูง นี่มันนักล่าแห่งรัตติกาลชัดๆ! ร้อยล้านหนีไม่พ้นแน่!" นักสู้คนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉาตาร้อน
หม่าอวี่พยักหน้าเบาๆ วางท่าขรึม "บังเอิญไปเจอเข้า ตอนนั้นงานเข้าจังเบอร์เลยล่ะ"
หนิงเจ๋อมองดูพวกอาๆ ข้างหน้าด้วยสีหน้าแปลกๆ ตอนนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมถึงแย่งกันแบกเป้ ที่แท้ก็เอามาโชว์พาวนี่เอง
อีกไม่นานในเว็บบอร์ดสำนักขีดจำกัดคงมีกระทู้เมาท์กันให้แซ่ดว่าทีมเพลิงสงครามรวยเละขนาดไหน
เขาเข้าใจเจตนาของพวกอาๆ ดี ไม้สูงย่อมโดนลมตี นี่เป็นการช่วยเบี่ยงเบนความสนใจให้เขา
"ทุกคน! เพิ่งกลับมาจากป่าเหนื่อยจะตายชัก ขอไปพักก่อนแล้วค่อยมาคุยกันนะ" จั่วสิงหยวนพูดอย่างอารมณ์ดี
ไม่นาน พนักงานจุดพักก็จัดบ้านพักสองชั้นชั่วคราวให้พวกเขา
หนิงเจ๋อกลั้นขำมาตลอดทาง
พอถึงบ้านพัก
ทุกคนเงียบกริบ หันมามองหนิงเจ๋อเป็นตาเดียว
เห็นแต่หน้าเปื้อนยิ้มที่ดูกวนๆ
จั่วสิงหยวนกระแอมแก้เขินสองที ตวาดแหว "มองทำไม? ยังไม่รีบไปอาบน้ำอีก? ไม่อยากไปหาแฟนแล้วหรือไง"
หนิงเจ๋อยิ้มตอบ "ครับ ไปเดี๋ยวนี้แหละ" เดินไปสองก้าวก็หันกลับมา "อาสิง เดี๋ยวผมไม่กินข้าวด้วยนะ จะพาเสี่ยวไกวไปขายวัตถุดิบพวกระดับขุนพลขั้นต้นลงไปที่สำนัก"
"เออ ไปเถอะ เดี๋ยวพวกเราคัดแยกเสร็จจะให้คนขนไปให้ นายมารถมารับได้เลย ส่วนพวกระดับขุนพลขั้นสูงขายได้แล้วจะโอนเงินให้"
จั่วสิงหยวนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ หนิงเจ๋อล่ามาเยอะสุด จะขายยังไงก็ตามใจ
หนิงเจ๋อพยักหน้า หาห้องว่างเดินเข้าไป
อยู่ในป่ามาตั้งครึ่งเดือน ถ้าไม่ล้างเนื้อล้างตัวให้ดี เขาคงไม่กล้าไปเจอใคร
เก้าโมงกว่า
หนิงเจ๋อมาถึงหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง เดินเลาะริมทะเลสาบเทียมทางทิศตะวันออก แล้วไปหยุดที่หน้าคฤหาสน์หลังหนึ่ง
หนิงเจ๋อกำลังจะเดินเข้าไป ประตูคฤหาสน์ก็เปิดผัวะ ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็งเดินดุ่มๆ ออกมาด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
ใบหน้าหมองคล้ำอมทุกข์ สภาพดูโทรมๆ หนวดเคราเฟิ้ม เสื้อผ้ายับยู่ยี่ แถมหน้าตายังปูดบวมเขียวช้ำ ดูน่าสมเพชสุดๆ
เขาเดินก้มหน้าก้มตาเหมือนคิดอะไรอยู่ จนไม่ทันสังเกตเห็นหนิงเจ๋อที่เดินสวนมา
"คุณอาครับ"
หนิงเจ๋อทักทายอย่างมีมารยาท ยังไงก็พ่อของซูอี๋ เจอหน้าไม่ทักก็คงเสียมารยาท
ได้ยินเสียงทัก ซูเหิงก็เงยหน้าขึ้น เจอเข้ากับใบหน้าหล่อเหลา ในใจแอบนินทา 'ไอ้หน้าอ่อน หน้าตาก็ดีหรอก ถ้าไม่ใช่แกเรื่องคงไม่ยุ่งยากขนาดนี้'
"ฮึ!"
ซูเหิงทำเสียงขึ้นจมูก รับคำในลำคอ แล้วสะบัดหน้าหนีทำท่ารังเกียจ ยืดอกเชิดหน้าเปลี่ยนจากท่าทางตกอับเมื่อกี้เป็นหยิ่งยโส แม้หน้าจะบวมปูดแต่ก็ยังวางมาด
ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจผู้เฒ่าที่บ้าน เขาคงไล่ไอ้เด็กนี่ตะเพิดไปแล้ว!
หนิงเจ๋อหรี่ตามองส่ง เห็นท่าทางอมทุกข์แบบนั้นเขาก็วางใจ
น่าจะเป็นบริษัทมีปัญหา ขอแค่เสี่ยวไกวไม่เป็นไรก็ถือว่าไม่มีปัญหา
เขายิ้มออกมาอีกครั้ง เดินเข้าไปในคฤหาสน์
มาถึงประตู หนิงเจ๋อส่งข้อความหาซูอี๋: ที่รัก ออกมาดูเร็วใครมา
ไม่ถึงยี่สิบวินาที ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออก
"อุ๊ย! หนิงเจ๋อ มาแล้วเหรอ!"
พูดยังไม่ทันจบ ซูอี๋ก็โถมตัวเข้าใส่
หนิงเจ๋อรับร่างบางเข้าสู่อ้อมกอด ได้กลิ่นมะลิหอมอ่อนๆ คุ้นจมูก
"เป็นห่วงแทบแย่ พอวางสายเมื่อคืนเค้าก็รีบให้ทีมพากลับมาเลย"
"เธอน่ารักที่สุดเลย"
ซูอี๋ซบหน้าลงกับอกแกร่ง ยิ้มอย่างมีความสุข
หนิงเจ๋อยักไหล่ เอาหน้าถูแก้มใสเบาๆ ถามว่า "ยังไม่บอกเลยว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้เห็นคุณอาเดินจ้ำอ้าวออกไป"
พอพูดถึงพ่อ ซูอี๋ก็ขมวดคิ้ว
หนิงเจ๋อเห็นทุกอย่าง จดจำไว้ในใจ แววตาฉายแววอันตรายวูบหนึ่ง แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มรอคำตอบอย่างใจเย็น
ซูอี๋อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกระซิบว่า "ถ้าเค้าเล่าให้ฟัง เธอห้ามโกรธนะ" ทำหน้าอ้อนวอนเหมือนอยากให้เขาสัญญา
"ได้ เค้าไม่โกรธ"
หนิงเจ๋อพูดเสียงนุ่ม เขาคิดว่าพลังของเขาตอนนี้แก้ปัญหาได้ ป้องกันอันตรายและความยุ่งยากได้ ขอแค่ไม่ถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย หรือโดนข่มเหงรังแกจนเกินไป ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ไม่ต้องโกรธมาก แค่ให้ศัตรูชดใช้คืนร้อยเท่าพันทวีก็พอ!
ซูอี๋ก้มหน้าเล่าเสียงเบา "กลุ่มธุรกิจฉีหางร่วมมือกับอาของเค้าวางยาธุรกิจที่บ้าน แอบเปลี่ยนสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วเป็นของเกรดต่ำแล้วปฏิเสธการรับของ เพื่อจะรับออเดอร์นี้เรากู้เงินธนาคารมาเยอะมาก ตอนนี้บริษัทขาดสภาพคล่องหนัก ทางฉีหางก็เร่งรัดหนี้สิน นอกจากต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญา เพราะความผิดอยู่ที่เรา เรายังต้องคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นด้วย ตอนนี้เงินหมุนเวียนขาดมือ เงินส่วนใหญ่จมอยู่กับของ... บริษัทเรากำลังจะล้มละลายแล้ว"
"อืม..."
หนิงเจ๋อครุ่นคิด
ไวรัส RR ระบาดทั่วโลก มนุษย์วิวัฒนาการจนสร้างปืนเลเซอร์ได้ ความรู้ระดับมัธยมปลายสมัยนี้ยากมหาโหด
เขาสอบติดมหาวิทยาลัยเจียงหนานที่เป็นมหาลัยชั้นนำได้ ความรู้ย่อมไม่ธรรมดา บวกกับที่บ้านก็ทำธุรกิจ เลยพอจะรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง
เรียบเรียงความคิดเสร็จ หนิงเจ๋อก็พูดเบาๆ ว่า "ฟังดูยุ่งยากนะ แต่สรุปสั้นๆ คือต้องชดใช้ค่าเสียหายก้อนโต"
"คนคนเดียวทำผิด ไม่น่าจะทำให้ทั้งบริษัทพังได้"
"กล้ารับออเดอร์นี้ แสดงว่าค่าปรับน่าจะสมเหตุสมผล เผลอๆ จะต่ำกว่าปกติด้วยซ้ำ บริษัทถึงกล้ารับความเสี่ยง"
"งั้นปัญหาก็อยู่ที่ของล็อตนั้น! ของจริงคงหาไม่เจอแล้ว แต่ของปลอมน่ะยังอยู่ครบ"
"บริษัทเธอรับผิดชอบการแปรรูปวัตถุดิบชุดคอมแบท ของใช้ของนักสู้ยังกล้าปลอมแปลง รนหาที่ตายชัดๆ ขอแค่สืบให้ได้ว่าของปลอมล็อตนี้มาจากไหน ก็ฟ้องกลับให้ยับ ค่าเสียหายที่ได้น่าจะเกินราคาวัตถุดิบไปไกลโข กู้ชื่อเสียงคืนมาได้ด้วย"
"ภาระที่ต้องรับผิดชอบจริงๆ มีแค่ค่าปรับของกลุ่มธุรกิจฉีหาง ซึ่งน่าจะไม่หนักหนาอะไร"
ซูอี๋ชำเลืองมองเขา พยักหน้าเห็นด้วย "ก็จริงอย่างที่เธอว่า แต่ของปลอมพวกนั้นยังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ ต้องใช้เวลานานมาก บริษัทคงล้มละลายก่อน"
"วัตถุดิบเราก็ซื้อมาจากซัพพลายเออร์ ถ้าฉีหางร่วมมือกับซัพพลายเออร์ส่งของมาให้เราอีก ก็แค่ได้เงินทุนคืนบางส่วน ไม่ได้ค่าชดเชยก้อนโต ถึงตอนนั้นบริษัทเจ๊ง โรงงานต้องสร้างใหม่ ช่องทางจำหน่ายก็โดนยึด..."
ซูอี๋หยุดพูดแค่นั้น ความเสียหายบางอย่างเงินซื้อคืนไม่ได้ บวกกับค่าปรับ ต่อให้ได้วัตถุดิบคืนมา ตระกูลซูก็เจ็บหนักเสียหายยับเยิน
หนิงเจ๋อพยักหน้าเข้าใจ ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "ในเมื่อตรวจสอบช้า เราก็หาวิธีเร่งให้มันเร็วขึ้นสิ เดี๋ยวเค้าไปลองถามดู ขอแค่พยุงสถานการณ์บริษัทไว้ได้ จ่ายค่าเสียหายหน่อยก็ยังพอรับได้"
"ทีนี้บอกมาซิ กลุ่มธุรกิจฉีหาง หรือไอ้สารเลวไจ๋เหยียนเคอมันต้องการอะไร!"
ซูอี๋ไม่ตอบ ทำหน้าบึ้งปากยื่น ซุกหน้าลงกับซอกคอเขา
ท่าทางแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ ไม่ได้อยากได้เงิน แต่อยากได้คน
หนิงเจ๋อลูบผมสลวย แววตาเย็นเยียบ ตอนนี้เขาเก่งก็จริง แต่จะไปอาละวาดในฐานที่มั่นไม่ได้
รอให้เขาไต่เต้าในสำนักขีดจำกัดสูงกว่านี้ หรือเป็นยอดฝีมือระดับท็อปมีตำแหน่งสำคัญในสำนัก ค่อยให้กลุ่มธุรกิจฉีหางชดใช้ร้อยเท่า!
"ไปกันเถอะ ไปขายวัตถุดิบกัน เมื่อเช้ากลับมาถึงก็รีบมาหาเธอเนี่ยแหละ ถือโอกาสพาไปดูผลงานเค้าด้วย!"
"เอาสิ! เธอเอาแต่บอกว่าล่าได้ตั้งเยอะ เค้ายังไม่เคยเห็นเลย" ซูอี๋ตื่นเต้น อารมณ์ดีขึ้นมาก
หนิงเจ๋อยักไหล่ "สกปรกมอมแมมไม่มีอะไรน่าดูหรอก เธอจะไปแต่งตัวหน่อยไหม"
ซูอี๋ลังเล แล้วบอกว่า "งั้น เธอรอแป๊บนะ"
หนิงเจ๋อมุมปากกระตุก ได้แต่พยักหน้า
ซูอี๋ให้หนิงเจ๋อรอในห้องรับแขก แล้ววิ่งตื๋อขึ้นข้างบนอย่างร่าเริง
รอไปรอมา ปาไปครึ่งชั่วโมงกว่า
สิบโมงกว่า
หนิงเจ๋อพาซูอี๋นั่งรถมาถึงจุดพัก
จางเฉินยืนรออยู่ข้างรถบรรทุกหนักแบบมีหลังคา
"อาสิง ทำไมอยู่คนเดียวล่ะครับ" หนิงเจ๋อเดินเข้าไปถาม
จางเฉินหันไปมองซูอี๋
"สวัสดีค่ะคุณอา" ซูอี๋ทักทายอย่างน่ารัก
จางเฉินพยักหน้า "สวัสดีครับ"
หันกลับมา เขาทำหน้าเพลียๆ แล้วบอกว่า "พวกเขาขนของไปขายที่สมาพันธ์ใต้ดินในเขตหลักเจียงหนานแล้ว เห็นว่าที่นั่นตำแหน่งผู้ดูแลสูงกว่า อำนาจเยอะกว่า น่าจะขายได้ราคาดี"
หนิงเจ๋อทำหน้าแปลกๆ ไปที่นั่นเพราะคนเยอะจะได้อวดรวยมากกว่ามั้ง
"รบกวนอาแย่เลย งั้นเดี๋ยวผมเอาไปขายที่สำนักขีดจำกัด อาจะไปด้วยไหมครับ"
"ฉันไม่ไปดีกว่า ราคาที่นั่นก็มาตรฐาน ไม่ได้กลับบ้านหลายวัน จะกลับไปรอที่บ้าน" จางเฉินส่ายหน้าปฏิเสธ
"งั้นพวกเราไปนะ" หนิงเจ๋อลา
ซูอี๋ก็ลาตามมารยาท "ลาค่ะคุณอา"
ทั้งสองขึ้นรถคันเดิมที่นั่งมา หนิงเจ๋อโบกมือให้คนขับรถบรรทุก "ตามมาเลย!"
"ได้เลยครับ! วางใจได้! รถผมแข็งแรง วัตถุดิบไม่มีปัญหาแน่นอน" คนขับร่างท้วมยกนิ้วโป้ง ทำท่ามั่นใจสุดขีด
หนิงเจ๋ออมยิ้ม เข้าไปนั่งในรถแท็กซี่ บอกคนขับว่า "ไปกันเถอะครับ ขับช้าๆ ก็ได้"
คนขับรถบรรทุกนี่รู้เรื่องดี เขาเป็นห่วงรถตัวเองจริงๆ
ตอนกลับมา เป้นักสู้ 24 ใบ น้ำหนักรวมอย่างต่ำหมื่นกิโล หรือสิบตัน! หักวัตถุดิบระดับขุนพลขั้นกลางและสูงออกไปเหลือ 70% น้ำหนักก็น่าจะ 7-8 ตัน!
เกิดเบรกแตกของข้างในกลิ้งขึ้นมา เขี้ยวเล็บระดับขุนพลขั้นต้นฉีกตู้บรรทุกขาดเป็นกระดาษแน่
"เธอล่าได้เยอะขนาดไหนเนี่ย ถึงกับต้องใช้รถบรรทุกขน?" ซูอี๋กอดแขนหนิงเจ๋อ หันกลับไปมองอย่างสงสัย
"กี่ตัวเหรอ? อันนี้เค้าก็ไม่แน่ใจ"
หนิงเจ๋อนึกภาพตอนขนกลับมา แล้วตอบแบบไม่มั่นใจว่า "เยอะอยู่แหละ น่าจะพันกว่าตัวมั้ง?"
คนขับแท็กซี่ข้างหน้าตาเบิกโพลง ขับรถรับส่งนักสู้บ่อยๆ คนอื่นล่าได้เป็นร้อยก็ว่ายากแล้ว นี่ล่อไปเป็นพัน? ระดับ H ล้วนๆ เหรอ?
ด้วยความอยากรู้ เขาแอบมองกระจกหลัง แล้วก็สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมา
ดวงตาสดใส แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนถูกสัตว์ประหลาดจ้องมอง
คนขับแท็กซี่ใจหายวาบ ตัวสั่นสะท้าน ยิ้มแหยๆ แล้วรีบหันกลับไปมองทางไม่กล้ามองอีก
"ฆ่าเยอะขนาดนั้นเลย? สัตว์ประหลาดในป่าฆ่าง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ"
ซูอี๋เอียงคอสงสัย ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู
หนิงเจ๋อยิ้มละมุน พูดเบาๆ ว่า "สำหรับคนอื่นอาจจะอันตราย แต่สำหรับเค้ามันคนละเรื่อง"
ซูอี๋ยิ้มกว้าง เชิดหน้าใส่อย่างแง่งอน "จ้า พ่ออัจฉริยะ ฆ่าสัตว์ประหลาดเหมือนหั่นผัก พอใจยัง?"
ท่าทางเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
หนิงเจ๋อยักไหล่ ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
"เปรียบเทียบได้เห็นภาพมาก ถูกต้องที่สุด"
"ขี้โม้!" ซูอี๋ค้อนขวับ ซบไหล่เขาแล้วพูดเสียงเอื่อยๆ ว่า "คุณปู่บอกว่า ในป่าอันตรายมาก เธอต้องระวังนะ ห้ามประมาทเด็ดขาด..."
หนิงเจ๋อพยักหน้า มองไปข้างหน้า แฟนเริ่มบ่นอีกแล้ว ปล่อยให้บ่นไปก่อน
สิบห้านาทีต่อมา รถจอดที่หน้าตึกสำนักขีดจำกัด
หนิงเจ๋อพาซูอี๋ไปที่จุดรับซื้อวัตถุดิบสัตว์ประหลาดด้านหลังตึกชั้นหนึ่ง วัตถุดิบอยู่ข้างนอกไม่ต้องห่วง ที่นี่กล้องวงจรปิดแทบจะทุกตารางนิ้ว ของหายหน้าตึกสำนักขีดจำกัดนี่ขำตายเลย
ทั้งสองเดินเข้าไปในโถง
พนักงานชายหนุ่มใส่สูทดำเดินเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าเปื้อนยิ้มตามมาตรฐาน ถามอย่างสงสัยว่า "คุณครับ มาขายวัตถุดิบเหรอครับ"
หนิงเจ๋อยิ้มตอบอย่างสุภาพ พยักหน้า "ใช่ครับ ของผมอยู่ข้างนอก ต้องรบกวนให้คนไปขนหน่อย"
พนักงานมองสำรวจหนิงเจ๋อ ความสงสัยยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ด้วยกฎการบริการของสำนักขีดจำกัด เขายังคงยิ้มแย้มพูดว่า "คุณครับ งั้นเราออกไปดูกันก่อนดีกว่า" เขาคิดว่าหนิงเจ๋อยังเด็ก น่าจะเป็นวัตถุดิบธรรมดา ยืนยันของจริงแล้วค่อยให้คนไปขน
"ได้ครับ รถจอดอยู่ข้างนอก"
หนิงเจ๋อพูดสบายๆ กวาดตามองรอบโถง เมื่อก่อนเคยมาแต่เข้าทางหน้า ไม่นึกว่าข้างหลังจะกว้างขวาง สว่าง และสะอาดขนาดนี้
"เชิญครับ"
พนักงานผายมือ หนิงเจ๋อพยักหน้าเดินนำออกไป
มาถึงหน้ารถบรรทุก หนิงเจ๋อบอกคนขับว่า "พี่คนขับ เปิดตู้เลยครับ เจ้าหน้าที่เขาจะตีราคา"
"ได้เลยครับ!" พี่คนขับร่างท้วมรับคำ กระตือรือร้นไปเปิดตู้ เที่ยวนี้คุยโวได้เป็นสิบปี!
[จบแล้ว]