เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 - เดินทางกลับก่อนกำหนด

บทที่ 29 - เดินทางกลับก่อนกำหนด

บทที่ 29 - เดินทางกลับก่อนกำหนด


บทที่ 29 - เดินทางกลับก่อนกำหนด

นั่งคิดเรื่องการฝึกฝนอยู่เงียบๆ สักพัก

หนิงเจ๋อดึงสติกลับมา ยกแขนขึ้นดูนาฬิกาสื่อสาร ไม่ผิดคาด มีข้อความเข้าสองฉบับ

แม่: วันนี้ปลอดภัยดีไหมลูก บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า

หนิงเจ๋อ: สบายดีครับแม่ ไม่ต้องเป็นห่วง

เสี่ยวไกว: วันนี้ล่าได้กี่ตัว ความเก่งเพิ่มขึ้นอีกแล้วใช่ม้า #แลบลิ้น (รูปคนจริง)

หนิงเจ๋อ: น่าจะหลายร้อยตัวมั้ง ไม่ได้นับเลย

หนิงเจ๋อมองรูปแฟนสาวตัวน้อยที่ดูน่ารักน่าชังแล้วรู้สึกอุ่นใจ

สู้มาสิบกว่าวัน ทุกวันคือการอาบเลือดของจริง

อาหารในเขตทุรกันดารมีแค่บิสกิตอัดแท่ง น้ำมีไว้ดื่มเท่านั้น อาบน้ำไม่ต้องพูดถึง ทรมานสังขารสุดๆ

ต้องขอบคุณยาฆ่าเชื้อที่นักวิทยาศาสตร์ในฐานที่มั่นคิดค้นขึ้น

ไม่อย่างนั้นตัวเขาคงไม่ใช่แค่เหม็น แต่อาจจะเน่าเปื่อยไปทั้งตัวแล้ว

มองดูข้อความอีกครั้ง หนิงเจ๋อยิ้มละมุนบนใบหน้าเปื้อนเลือด ค่อยๆ ยื่นมือไปจะปิดเครื่องมือสื่อสาร

ทันใดนั้น ข้อความหนึ่งก็เด้งขึ้นมา

เสี่ยวไกว: ขี้โม้อีกละ~

หนิงเจ๋อเลิกคิ้ว ตอบกลับ: ยังไม่นอนอีกเหรอ ดึกป่านนี้ทำอะไรอยู่

เขตหยางโจว ในห้องนอนของคฤหาสน์หลังงาม ซูอี๋เห็นข้อความตอบกลับ เธอกลิ้งตัวไปนอนคว่ำบนผ้าห่ม

เสี่ยวไกว: ทางนั้นก็ยังไม่นอนเหมือนกันนี่

หนิงเจ๋อ: คุยกับเธอผ่อนคลายกว่านอนพักอีก

เสี่ยวไกว: อยู่ในป่าวิดีโอคอลได้ไหม

หนิงเจ๋อชะงัก วิดีโอก็ได้อยู่หรอก ถ้าล่าสัตว์ประหลาดตามปกติ เปิดวิดีโอก็ไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ตัวเขาโชกเลือด...

หนิงเจ๋อ: รอแป๊บนะ

ส่งข้อความเสร็จ หนิงเจ๋อก็เปิดชั้นในของเป้ คุ้ยหาของ

เห็นท่าทางแบบนั้น คนในห้องก็ลืมตาขึ้นมามอง

สวีเหลียงแซวว่า "วิดีโอไปเถอะน่า รอบข้างมีแต่ซากศพฝีมือแก สัตว์ประหลาดเห็นยังกลัว ตัวที่กล้าหน่อยก็กินอิ่มแล้วหนีไปหมดแล้ว"

หนิงเจ๋อเงยหน้าขึ้นมาอย่างเขินๆ มองไปรอบๆ เจอสายตากรุ้มกริ่มห้าคู่จ้องอยู่

"อะแฮ่ม"

"ผมไปห้องข้างๆ นะครับ"

พูดจบ หนิงเจ๋อก็ลูบจมูกแก้เขิน คว้าเป้เดินออกจากห้องไป

หยางเชาถอนหายใจ "เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ!"

"นี่คงเป็นโรแมนติกสีเลือดสินะ" สวีเหลียงเพ้อเจ้อ

จางเฉินพูดเสียงเรียบ "จะโรแมนติกได้ต้องมีฝีมือด้วย" เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง "เสี่ยวเจ๋อมีฝีมือนั้น ส่วนคนอื่น หึ รักษาชีวิตให้รอดยังยากเลย"

จั่วสิงหยวนเบ้ปาก "ตอนนี้เหมือนเด็กน้อย ตอนสู้นี่อย่างกับยมทูต"

หม่าอวี่พูดอย่างครุ่นคิด "เข้าป่ามาสามรอบ รอบนี้อยู่นานสุด ผมรู้สึกว่า... พวกเราพาเขาไปไม่ไหวแล้ว"

สิ้นเสียง ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ผ่านไปครู่ใหญ่

จั่วสิงหยวนพูดเสียงเนือยๆ ว่า "พาไหวไม่ไหว หัวหน้าคงจัดการเองแหละ ถึงเวลาเราก็แค่ตามไป อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาอุ่นใจตอนสู้ แต่สงสารกระดูกแก่ๆ ของฉันนี่สิ ตามไอ้เด็กนี่มาครึ่งเดือน อายุสั้นลงไปสิบปี สู้ทั้งวันทั้งคืน... พรสวรรค์มันต้องมีอะไรพิเศษแน่!"

"พอเถอะ พักผ่อนกันได้แล้ว ล่าสัตว์เป็นตัวหลักไม่ได้ อย่างน้อยก็ช่วยหาเหยื่อให้มันหน่อย ไม่งั้นรับเงินเด็กฟรีๆ อายเขาตาย"

หม่าอวี่ไม่อยากคุยเรื่องนี้ต่อ พูดจบก็หลับตาลง

ไม่มีใครพูดอะไรอีก ห้องกลับสู่ความเงียบสงัด

ในห้องอีกห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่

หนิงเจ๋อใช้ผ้าเช็ดตัวอัดเม็ดผืนสุดท้ายเช็ดหน้า แล้วใส่หูฟังไร้สาย กดเปิดวิดีโอคอลผ่านนาฬิกาสื่อสาร

สภาพตอนนี้ เช็ดหน้าหน่อยก็พอไหว ไม่กล้าฉายภาพโฮโลแกรมคุยหรอก

วิดีโอเชื่อมต่อแบบไร้เสียง

หนิงเจ๋อเห็นซูอี๋บนหน้าจอก็ยิ้มกว้าง ใบหน้าน่ารักมีผมเปียกแนบแก้มอยู่สองสามเส้น ดูท่าเพิ่งล้างหน้ามาเหมือนกัน ใจตรงกันจริงๆ

"ดึกป่านนี้ไม่หลับไม่นอน อย่าบอกนะว่าฝึกวิชาอยู่" หนิงเจ๋อแซว

ซูอี๋ยื่นปากบึ้ง ฮึดฮัดใส่ "ก็นอนไม่หลับนี่นา"

หนิงเจ๋อมองดูดีๆ แล้วพยักหน้าจริงจัง "ดูท่าทางไม่ค่อยมีความสุขนะเนี่ย ใครทำให้โกรธเอ่ย"

ซูอี๋หน้าจ๋อยๆ ดูหวาดกลัวหน่อยๆ รวบรวมความกล้าพูดอึกๆ อักๆ ว่า "เอ่อ... คือว่า... เราแต่งงานกันไหม" เสียงตอนท้ายแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

เทคโนโลยีสมัยนี้ล้ำหน้า แถมหูหนิงเจ๋อก็เป็นระดับขุนพล ได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้ง

ตอนนี้เขาเริ่มกังวล สีหน้าแบบนี้ของซูอี๋แสดงว่าเกิดเรื่องใหญ่แน่ ที่บ้านมีปัญหา? บริษัท? หรือไปล่วงเกินยอดฝีมือเข้า?

ยิ่งบอกว่าอยากแต่งงานด้วย นี่โดนที่บ้านบีบแต่งงานหรือเปล่า

ดวงตาของหนิงเจ๋อวูบไหว นึกถึงพวกญาติๆ ของซูอี๋ นอกจากคุณปู่คนนั้น คนอื่น... ดูไม่เหมือนคนในครอบครัวนักสู้เลย

แต่ขอแค่ไม่ใช่นักสู้ก็รับมือได้ง่าย

เขาพูดหยอกเย้า "ที่รัก จะทดสอบการได้ยินของเค้าเหรอ แต่งงานน่ะได้อยู่แล้ว แต่..." รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้า "แต่ก่อนหน้านี้เธอเป็นคนบอกเองนะ ว่าถ้าไม่เป็นนักสู้จะไม่แต่งงาน"

"งื้อ!" ซูอี๋ทุบเตียงปั้กๆ อย่างขัดใจ "ก็เธอนั่นแหละ ตอนมัธยมปลายทำกับเค้าแบบนั้น... แล้วยังมาบอกว่าถ้าไม่เป็นนักสู้จะไม่คบกันอีก"

รอยยิ้มของหนิงเจ๋อกว้างขึ้น แซวกลับ "เค้าทำอะไร? เธอต่างหากเป็นคนพูด ว่าถ้าไม่เข้ามหาวิทยาลัยจะไม่คบกัน"

ซูอี๋สะบัดหน้าหนีอย่างแง่งอน สีหน้าดูเศร้าหมองเหมือนกระต่ายน้อยน่าสงสาร

หนิงเจ๋อตาโต ทนเห็นภาพนี้ไม่ได้ รีบพูดเสียงอ่อน "บอกมาซิว่าเกิดอะไรขึ้น ที่บ้านมีเรื่องอะไรเหรอ เล่าให้ฟังหน่อย เดี๋ยวเค้าช่วยแก้ปัญหาให้"

ภาพพ่อของซูอี๋ลอยเข้ามาในหัว เจอกันครั้งแรก ซูเหิงดูเป็นพ่อค้าหน้าเลือด

ตอนนั้นเขายังคิดเล่นๆ ว่าถ้าว่าที่พ่อตาไม่ยอม เขาคงต้องรวบหัวรวบหางลูกสาว แล้วค่อยเอาเงินฟาดหัวคุณปู่ทีหลังไหมนะ?

ซูเหิงดูเป็นคนจิตใจไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ หนิงเจ๋อไม่ได้ใส่ใจมากนัก

นี่คือโลกของนักสู้

เขารู้สึกว่าพลังของเขาตอนนี้ น่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ซูอี๋ได้เกือบทั้งหมด

ซูอี๋ยังลังเล เหมือนไม่รู้จะพูดดีไหม หรือพูดลำบาก หน้าตาดูยุ่งเหยิง หนิงเจ๋อยิ่งดูยิ่งปวดใจ

"ไม่รู้จะพูดยังไงเหรอที่รัก? เอาอย่างนี้ เค้าจะบอกข่าวดีให้ฟังข่าวหนึ่ง รับรองว่าฟังจบแล้วเธอจะอารมณ์ดีขึ้นเยอะเลย" หนิงเจ๋อใช้น้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด แววตาเต็มไปด้วยความรัก

"หือ?"

ซูอี๋นั่งเรียบร้อยอยู่บนผ้าปูที่นอนสีชมพู เอาผ้าห่มห่อตัวไว้ ถามตาแป๋ว "ข่าวดีอะไรเหรอ"

หนิงเจ๋อยิ้มบางๆ พูดด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นทีละคำ "ตอนนี้ร่างกายของเค้าพัฒนาจนถึงระดับขุนพลขั้นต้นแล้ว!"

"หา?"

ซูอี๋อ้าปากค้าง แววตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ

หนิงเจ๋อจ้องมองไปข้างหน้า พูดเน้นทีละคำอย่างจริงจัง "ร่างกายของเค้าตอนนี้ระดับขุนพลขั้นต้น กลับไปรอบนี้เค้าจะให้พ่อไปขอให้ผู้จัดการ หรือประธานของสำนักขีดจำกัดช่วยเสนอชื่อ ขอโควตาฝึกพิเศษ"

"พรสวรรค์ของเค้าดีพอที่จะไปฝึกพิเศษที่สำนักงานใหญ่ระดับโลก หรือเข้าค่ายฝึกระดับสูงที่รวมเหล่าอัจฉริยะไว้ด้วยกัน ซึ่งโควตาน้อยยิ่งกว่าน้อย!"

"ตามนโยบายดูแลอัจฉริยะของสำนักขีดจำกัด สำนักคงไม่ยอมให้อัจฉริยะต้องมีปัญหาชีวิตหรือเรื่องกลุ้มใจแน่"

"ถ้าพลังระดับขุนพลขั้นต้นยังแก้ปัญหาของเธอไม่ได้ เค้าคิดว่าสำหรับสำนักขีดจำกัด เรื่องอะไรก็ไม่ใช่ปัญหา"

"เพราะงั้น ที่รัก ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น เค้าจัดการได้หมด!"

ซูอี๋ตาโตกระพริบปริบๆ อีกแล้ว ฟังดูเหมือนโม้จังเลย!

ค่ายฝึกระดับสูงคืออะไรเธอไม่รู้ แต่สำนักงานใหญ่ระดับโลกเธอรู้จัก

ฟังจากที่ปู่พูด ถ้าพรสวรรค์ของหนิงเจ๋อเป็นของจริง การได้ไปสำนักงานใหญ่ระดับโลกก็เป็นเรื่องปกติ

ซูอี๋พูดประโยคเดิมเหมือนทุกครั้ง "เค้าเชื่อเธอ"

หนิงเจ๋อยิ้มกว้าง ฟังดูก็รู้ว่าไม่ค่อยเข้าใจ เผลอๆ จะไม่เข้าใจความหมายที่เขาพูดด้วยซ้ำ

ทำหน้าเอ๋อๆ แล้วบอกว่าเชื่อเนี่ยนะ

"เอาล่ะ ถ้าเชื่อเค้าก็นอนซะ อีกสองวันเค้าก็กลับแล้ว เดี๋ยวจะไปดูให้"

"ขาดเงินที่บ้านเค้าพอยืมได้สักร้อยสองร้อยล้าน ไปล่วงเกินใครเดี๋ยวเค้าไปเคลียร์ให้ คงไม่ได้ไปล่วงเกินระดับเทพสงครามเข้าหรอกนะ?"

"เปล่าๆ ไม่ใช่"

ซูอี๋รีบส่ายหน้า นักสู้ทั่วไปก็เป็นอภิสิทธิ์ชนแล้ว ระดับเทพสงครามเธอไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ ครอบครัวเธอก็เข้าไม่ถึงคนระดับนั้น ยิ่งไม่มีทางไปล่วงเกินได้

"ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องห่วง นอนเถอะ"

บอกลากันเสร็จ หนิงเจ๋อก็วางสาย

แม้จะปลอบซูอี๋ไปแล้ว แต่เขาก็ยังกังวลอยู่ดี

หนิงเจ๋อหยิบกระบี่วิหคเหินขึ้นมา ตัวกระบี่ที่เคยขาวผ่องตอนนี้เต็มไปด้วยรอยบิ่น จะเรียกว่ากระบี่คงไม่ถูก เรียกว่าเลื่อยยังจะเหมาะกว่า

ความเหนียวของกระบี่ช่วยไว้แท้ๆ ถ้าเป็นดาบ ป่านนี้หักไปแล้ว

"ตอนแรกว่าจะพาแกไปโชว์วิชาตัวเบาขั้นไร้ที่ติสักหน่อย แต่เกิดเหตุฉุกเฉิน อย่าเพิ่งพังนะ ในฐานะอาวุธคู่กายชิ้นแรก เก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ดีเหมือนกัน"

พูดจบ

หนิงเจ๋อลุกเดินกลับไปห้องเมื่อครู่

เปิดประตูเข้าไป จั่วสิงหยวนกับคนอื่นก็มองมา

"มีปัญหาเหรอ" หม่าอวี่ถามเสียงเบา

หนิงเจ๋อพยักหน้าจริงจัง "งั้น วันนี้เรากลับกันเถอะครับ"

พอได้ยินแบบนั้น สวีเหลียงก็กระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ แต่พอนึกขึ้นได้ก็รีบทำท่าขึงขัง "ไม่ต้องห่วงพวกเรานะ พวกเรายังไหว อยู่ต่ออีกอาทิตย์เสบียงก็ยังพอ"

หนิงเจ๋อยิ้มแหย อธิบายละเอียดว่า "ที่บ้านเสี่ยวไกวน่าจะเกิดเรื่อง ผมไม่วางใจอยากกลับไปดูหน่อย"

"อะแฮ่ม"

"ถ้าอย่างนั้น เรากลับกันเลยไหม ตอนนี้ตีสามกว่าๆ ไม่ถึงเจ็ดโมงก็น่าจะถึง" สวีเหลียงแววตาตื่นเต้น ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน นี่เป็นครั้งที่เข้าป่าแล้วเหนื่อยที่สุดในรอบหลายปี

ปกติ ถ้าเจอศึกหนักอย่างสู้กับภูตเขียวเขี้ยวยาว อย่างมากอยู่ต่อสองวันก็ต้องกลับไปพัก

แต่นี่ ศึกนั้นเป็นแค่น้ำจิ้ม ทุกคนเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ อยากกลับบ้านใจจะขาด

ทันใดนั้น จางเฉินก็พูดเรียบๆ ว่า "เฉพาะเขี้ยวภูตเขียวเขี้ยวยาวก็ปาไปหกถุงใหญ่แล้ว สัตว์ประหลาดที่เราช่วยกันฆ่าอีกหกถุง"

"วัสดุจากสัตว์ประหลาดระดับขุนพลที่เสี่ยวเจ๋อฆ่าเองอีกสิบถุง ระดับ F อีกสองถุง แต่ละคนต้องแบกเป้ใบใหญ่สี่ใบ น้ำหนักรวมเกินสองพันกิโล"

"ฉันว่า กลับถึงก่อนเก้าโมงได้ก็เก่งแล้ว"

ได้ยินดังนั้น สีหน้าทุกคนดูไม่ได้เลย ตอนขนย้ายวัสดุไม่ได้ไปไกลมาก เลยยังไม่ค่อยรู้สึกอะไร

ตอนนี้ต้องขนกลับ น้ำหนักสองพันกิโล เดินทางวิบากสองร้อยกว่ากิโลเมตร!

"ผมแบกเยอะหน่อยก็ได้ครับ สู้ผมยังไม่เหนื่อย แบกของแค่นี้สบาย" หนิงเจ๋อยิ้มตอบ เขาระเบิดพลังได้สี่หมื่นกิโลกรัม แบกหมดยังไหว แค่ถือลำบากเฉยๆ

ทุกคนมองหน้ากันเงียบๆ แล้วพยักหน้าพร้อมกัน พวกเขาแบกวัสดุไม่ไหวจริงๆ

ทีมเพลิงสงครามเริ่มออกเดินทางกลับท่ามกลางแสงจันทร์สลัว

แปดโมงเช้า บนถนนลูกรังนอกกำแพงเมืองปรากฏร่างคนหกร่าง

พวกเขาวิ่งเหยาะๆ ฝีเท้าหนักอึ้ง ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเท้าลึก

หลังของคนคนหนึ่งแบกกองภูเขาขนาดย่อม พอมองดีๆ คือเป้นักสู้สิบใบที่ยัดของจนแน่นเอี๊ยด แต่ละใบยาวเมตรกว่า กว้างครึ่งเมตร กองเทินกันบนหัวสูงกว่าเจ็ดเมตร

เห็นกำแพงเมืองตระหง่านอยู่ไม่ไกล สวีเหลียงตะโกนอย่างคึกคัก "หยุดก่อน! หยุดก่อน!"

ทุกคนหยุดเดิน หันมามองด้วยความสงสัย

"มีอะไร จะถึงอยู่แล้ว หยุดทำไม" จั่วสิงหยวนถามอย่างไม่เข้าใจ

สวีเหลียงยิ้มกว้าง "เสี่ยวเจ๋อ เร็ว แบ่งเป้มาให้ฉันสองใบ"

เป้นักสู้มีหลายชั้น แต่ละชั้นยืดหยุ่นดีมาก จุของได้เยอะ และแยกส่วนได้

ได้ยินสวีเหลียงพูดแบบนั้น หยางเชาก็ตาเป็นประกาย "ใช่ๆ แบ่งให้ฉันสองใบด้วย!"

จางเฉินพูดเรียบๆ "ขอฉันสองใบ"

หนิงเจ๋อทำหน้าแปลกๆ "อาสวี ผมไม่เหนื่อยครับ"

"ไม่เป็นไรน่า เอามาสองใบเร็ว" สวีเหลียงเร่ง น้ำเสียงดูตื่นเต้นชอบกล

หนิงเจ๋อไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร ได้แต่ก้มมองเชือกที่ผูกตัวอยู่ แล้วแก้เชือกปล่อยเป้ลงมาหกใบ

"ตุบ!"

"ตุบ!"

เสียงของหนักตกกระทบพื้น เป้หกใบจากบนหัวหนิงเจ๋อร่วงลงมา แต่ละใบหนักราว 500 กิโลกรัม

สวีเหลียงรีบคว้าไปสองใบผูกติดตัว หยางเชากับจางเฉินก็ทำเหมือนกัน

เห็นทุกคนแบกวัสดุจนเต็มหลัง จั่วสิงหยวนเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง หันไปมองหน้าหม่าอวี่แล้วพูดว่า "เอ่อ เสี่ยวเจ๋อ แบ่งให้ฉันใบหนึ่งสิ"

หม่าอวี่เสริมต่อ "ขอฉันใบนึงเหมือนกัน นายเพิ่งจะไปประเมินระดับขุนพลขั้นต้น อย่าให้มันเว่อร์เกินไป"

หนิงเจ๋อพยักหน้า เป้อีกสองใบตกลงมา

พอมัดเป้เสร็จ จั่วสิงหยวนกับหม่าอวี่ก็ดูเหมือนแบกภูเขาขนาดย่อมๆ เหมือนกัน

"แบกเสร็จแล้ว ไปต่อได้"

หนิงเจ๋อเหลือเป้แค่สองใบ น้ำหนัก 1000 กิโลกรัม สำหรับร่างกายระดับ 8000 กิโลกรัมของเขาถือว่าเบาหวิว แต่พอมองดูอาทั้งห้าที่เดินนำหน้า เขาอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้

แต่ไม่นาน เขาก็เข้าใจว่าทำไมต้องแย่งกันแบก

เสียงอุทานของนักสู้ที่เฝ้ายามดังมาแต่ไกล

"แม่เจ้าโว้ย! ดาบคลั่ง! พวกนายรวยเละเลยนี่หว่า!"

"นั่นมันวัสดุสัตว์ประหลาดตั้งเท่าไหร่!"

"เป้ตั้งยี่สิบกว่าใบ ดูขนาดสิ ยัดมาเต็มทุกใบ ต่อให้เป็นระดับ F ทั้งหมดก็ปาไป 40 กว่าล้านแล้ว!"

"เกิดมาไม่เคยเห็นทีมไหนขนวัสดุกลับมาเยอะขนาดนี้มาก่อน!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 29 - เดินทางกลับก่อนกำหนด

คัดลอกลิงก์แล้ว