- หน้าแรก
- ตั้งใจจะกลับบ้านมาเซอร์ไพรส์พ่อ แต่ระบบดันให้สกิลเทพจนพ่อเซอร์ไพรส์กลับ
- บทที่ 23 - พยัคฆ์ทลายภูผาก้มหัว
บทที่ 23 - พยัคฆ์ทลายภูผาก้มหัว
บทที่ 23 - พยัคฆ์ทลายภูผาก้มหัว
บทที่ 23 - พยัคฆ์ทลายภูผาก้มหัว
ห้าวันผ่านไป ข่าวเรื่องทีมหมาป่าพิษถูกกวาดล้างก็แพร่สะพัดไปทั่วตามคาด
แต่เรื่องนี้ไม่ได้กระทบอะไรกับหนิงเจ๋อ เขายังคงฝึกฝนตามตารางเดิมของตัวเองต่อไป
หนิงหัวเป็นคนรับหน้าจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด ในตอนนั้นพวกเขามีหลักฐานพร้อมสรรพทั้งวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ จึงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก
การฆ่าฟันกันของนักสู้เป็นเรื่องปกติ กล้าบุกเข้ามาหาเรื่องก็ต้องเตรียมใจที่จะตาย การรนหาที่ตายแบบนั้นโดนฆ่าไปก็สมควรแล้ว ไม่มีใครมานั่งตำหนิพวกเขาหรอก อย่างมากก็แค่บ่นว่าพวกเขาโหดเกินไปที่เล่นฆ่าล้างบางทีเดียวสองทีม
แน่นอนว่าพอเป็นเรื่องของฝั่งสำนักขีดจำกัด กระแสตอบรับย่อมต่างออกไป หลังจบเหตุการณ์นี้ ชื่อเสียงของหนิงหัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฉายา 'ดาบประกายทอง' ที่เลือนหายไปเจ็ดแปดปีกลับมาเป็นที่กล่าวขวัญถึงอีกครั้ง
เพียงแต่คนส่วนใหญ่ยังคงเรียกเขาว่า 'หมีไฟทองคำ' เหมือนเดิม คนของสำนักสายฟ้าอาจจะหมั่นไส้อยู่บ้างและคงไม่มีคำชมให้ แต่ทางฝั่งสำนักขีดจำกัดนั้นเรียกจนชินปากและไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร จึงไม่คิดจะเปลี่ยนคำเรียกขาน
และเพราะเหตุการณ์นี้เอง ที่บ้านของพวกเขาจึงได้ต้อนรับแขกคนพิเศษ
"หัวหน้าครูฝึก มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ"
หนิงเจ๋อที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องฝึกถามด้วยความประหลาดใจ เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้มาตั้งแต่เด็ก จึงคุ้นเคยกับหัวหน้าครูฝึกแห่งสำนักขีดจำกัดเขตหยางโจวท่านนี้เป็นอย่างดี
อูทง หัวหน้าครูฝึกยิ้มกว้างอย่างเป็นกันเอง "ไปเถอะ ครั้งนี้อาอูจะขอให้เธอช่วยอะไรหน่อย"
สีหน้าของหนิงเจ๋อดูพิกล "ให้ผมช่วย? อย่าล้อเล่นน่า ผมจะไปช่วยอะไรคนระดับท่านได้"
โครงสร้างภายในสำนักขีดจำกัดประกอบด้วย ครูฝึก, เจ้าสำนักสาขา, เจ้าสำนักใหญ่ประจำเขต และผู้จัดการ
เจ้าสำนักใหญ่ประจำเขตก็คือผู้ดูแลสำนักขีดจำกัดสาขาหลัก ในเขตหยางโจวเขาก็คือเบอร์หนึ่งของสำนักขีดจำกัดอย่างเปิดเผย เด็กอย่างเขาจะไปช่วยอะไรผู้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นได้
พูดไปเขาก็หันไปมองพ่อ แต่ฝ่ายนั้นกลับยิ้มกริ่มไม่ยอมพูดอะไร
"ที่อามาตาม ก็เพราะมั่นใจว่าเธอช่วยได้น่ะสิ" อูทงยิ้มบางๆ "อัจฉริยะคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาหมู่บ้านเราเธอคงเคยได้ยินข่าวมาบ้าง พอเขาเป็นว่าที่นักสู้ก็โดนคนเล่นสกปรกที่สถานีตำรวจ ฝ่ายคู่กรณีมีเบื้องหลังเป็นนักสู้เหมือนกัน เรื่องนี้เราเลยกะว่าจะเจรจากันหน่อย ผูกมิตรดีกว่าสร้างศัตรู ถ้าจบเรื่องแบบเงียบๆ ได้ก็ดีที่สุด"
"ประจวบเหมาะกับเมื่อไม่นานมานี้ทีมเพลิงสงครามของพวกเธอเพิ่งก่อวีรกรรมมา ถึงเธอจะยังไม่เก่งกาจมาก แต่ฝ่ายนั้นไม่กล้าดูแคลนแน่นอน ในเมื่อเป็นการเจรจา เราจะแข็งกร้าวเกินไปก็ไม่ดี การที่เธอไปร่วมด้วยจะมีผลทางจิตวิทยาไม่แพ้พวกขุนพลขั้นสูงเลยล่ะ"
หนิงเจ๋อทำหน้าปูเลี่ยนๆ ไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะต้องไปเป็นไม้ประดับในงานแบบนี้
นักสู้ถือเรื่องศักดิ์ศรีเป็นสำคัญ ปกติก็มักจะทำตัวกร่างและมั่นใจในตัวเองสูงอยู่แล้ว ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นได้ง่าย การเจรจาก็เพื่อลดทอนความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย
คนที่ไปเป็นพยานหรือแบ็คอัพมักจะเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียง เพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย ถ้าไม่มีฝีมือไม่มีชื่อเสียงใครเขาจะฟัง? คู่กรณีก็คงไม่เชื่อถือ
"ท่านเจ้าสำนัก คิดว่าผมไปแล้วจะได้เรื่องเหรอครับ" หนิงเจ๋อพูดอย่างปลงๆ
คนเขามีฝีมือถึงไม่กลัวใคร แต่เขาไปเนี่ยนะ... ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องพาคนเก่งมาแน่ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นขุนพลขั้นสูงระดับแนวหน้า เมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังต้องขอให้พวกเซ่าหยางช่วยอยู่เลย มาวันนี้ต้องไปประจันหน้ากันเอง... ตัวเองยังเอาไม่รอด จะไปหนุนหลังใครได้? อันตรายชะมัด!
อูทงยิ้มเจ้าเล่ห์ "ไอ้หนู กลัวรึไง"
หนิงเจ๋อทำหน้าบอกบุญไม่รับ นี่มันใช่เรื่องกลัวไม่กลัวที่ไหนกัน
อยู่ดีๆ ต้องไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ
หันไปมองพ่อ พ่อก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
เขาลองตรึกตรองดูแล้วก็พอจะเข้าใจเจตนาของทั้งสองคน นักสู้ด้วยกันมันไม่มีคำว่า ครับๆ พี่ๆ หรอก
ฉายาของนักสู้ล้วนเป็นชื่อที่ฟังแล้วดุดันน่าเกรงขาม!
ในฉายาถ้าไม่เป็นชื่ออาวุธ ก็เป็นวีรกรรม เคล็ดวิชาที่ฝึก หรือไม่ก็นิสัยใจคอ
ถ้าคุณเก่ง คนอื่นจะเกรงใจ ถ้าคุณโหด คนอื่นจะหวาดกลัว
ตอนนี้ทีมของเขาเพิ่งก่อเรื่องใหญ่ เฟยอิงก็ช่วยกระจายกิตติศัพท์ความเก่งกาจของเขาออกไป
คนอยู่ในป่า กฎหมายเอื้อมไม่ถึง ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ แล้วจะไม่มีภัย คนไม่อยากทำร้ายเสือ แต่เสืออาจจ้องตะปบคน เมื่อเอาชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมมารวมกับพรสวรรค์ คนที่จะลงมือกับเขาก็ต้องคิดหนักหน่อย
เขามีบารมีในการข่มขวัญจริงๆ เผลอๆ อาจจะต้องแสดงอิทธิฤทธิ์บ้าง
"อาอูพูดเล่นแล้ว เป็นนักสู้มัวแต่กลัวโน่นกลัวนี่ จะเป็นไปทำไม กลับไปนอนอยู่บ้านในเมืองเฉยๆ ดีกว่า" หนิงเจ๋อแค่นหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็นหยิ่งผยอง "งานนี้ผมรับเอง! ทีมเพลิงสงครามของผมถึงจะไม่ใช่ระดับท็อป แต่ก็ไม่ใช่พวกกลัวคน!"
"อีกอย่าง มีอาเป็นคนเปิดงาน ผมจะไปกลัวอะไร ฝั่งนั้นถ้าเป็นระดับขุนพลก็ยังพอว่า ในฐานะรุ่นน้องผมจะไว้หน้าให้หน่อย เพราะหลัวเฟิงยังเป็นเด็กใหม่ ขอแค่ให้พวกเราไม่เสียหน้า ก็พอยอมความกันได้ แต่ถ้าเป็นแค่นักสู้ระดับนักรบก็จงสงบเสงี่ยมเจียมตัวซะ ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด โดนตีก็ต้องยืนตรง ถ้าทำตัวดีเราถึงจะอลุ่มอล่วยให้ จะให้เสียชื่อสำนักขีดจำกัดไม่ได้เด็ดขาด!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" อูทงหัวเราะลั่น "ไอ้เสือ มันต้องอย่างนี้สิ! แต่อีกฝ่ายไม่ใช่ขุนพลหรอก แค่นักสู้ระดับสูง แต่อย่าปล่อยให้มันกร่างนักล่ะ"
"ตกลงครับ เริ่มเจรจากันกี่โมง" หนิงเจ๋อถามเวลาทันที
"อีกสิบกว่านาทีพวกมันก็มาแล้ว" อูทงตอบยิ้มๆ "อาก็นึกขึ้นได้ว่ามีเธออยู่ ถึงได้ตัดสินใจปุบปับเดินมาตามเนี่ยแหละ"
"งั้นเราไปกันเลยดีกว่าครับ" หนิงเจ๋อตัดบท
"ไป!"
ทั้งสองเดินมายังห้องรับรองชั้นสองของสำนักขีดจำกัดภายในหมู่บ้านหมิงเยว่
เนื่องจากคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หนิงเจ๋อจึงทักทายคนอื่นก่อน "พี่เฉิน อาข่ง..."
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่สองคนนี้ครู่หนึ่ง เพราะทั้งคู่คือนักสู้ระดับขุนพล ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหยุดที่ชายหนุ่มท่าทางธรรมดาคนหนึ่ง
ส่วนสูงประมาณ 175 เซนติเมตร ยืนอยู่อย่างสงบเสงี่ยมและมั่นคง หน้าตาไม่ได้หล่อเหลาแต่มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวฉายชัด โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ดูสว่างไสวเป็นพิเศษ
ในขณะเดียวกัน หลัวเฟิงก็กำลังสำรวจหนิงเจ๋อเช่นกัน ชุดฝึกซ้อมสีขาวที่สวมอยู่ทำให้ดูพลิ้วไหว คิ้วเข้มดั่งกระบี่ ดวงตาดุจดวงดาว หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ที่มุมปากประดับรอยยิ้มจางๆ ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนเข้าถึงง่าย เพียงแต่ใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์ไปหน่อย
หลัวเฟิงรู้สึกแปลกใจ วันนี้เป็นการเจรจาสำคัญ คนที่มาน่าจะเป็นระดับบิ๊กเนม หรือไม่ก็คนที่ใครๆ ต่างรู้จัก ไม่งั้นมาก็เสียเปล่า ในสถานการณ์แบบนี้ทำไมถึงมีหนุ่มหล่อหน้าละอ่อนโผล่มาได้?
เมื่อเห็นทั้งสองจ้องมองกันอย่างพินิจพิเคราะห์ อูทงก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า "อะไรกัน สองอัจฉริยะแห่งหมู่บ้านหมิงเยว่ยังไม่เคยเจอกันอีกเหรอ น่าจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างนะ"
"ได้ยินมาบ่อยเลยครับ" หนิงเจ๋อยิ้มละไม "หลัวเฟิง ยินดีที่ได้รู้จัก"
"พี่หนิง"
แววตาของหลัวเฟิงฉายแววเข้าใจ ที่แท้ก็หนิงเจ๋อนี่เอง! เขาพยักหน้าตอบรับเบาๆ
ตอนนี้เขาปรับตัวเข้ากับหมู่บ้านหมิงเยว่ได้แล้ว ย่อมรู้เรื่องราวของเหล่าดียิ่ง ทีมเพลิงสงครามสังหารนักสู้ที่มาหาเรื่องไปสองทีมในเขตทุรกันดาร เรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนแรงในเว็บบอร์ดบ้านแห่งขีดจำกัด
และเขาก็ให้ความสำคัญกับตัวหนิงเจ๋อมาก
ไม่ใช่แค่เคยได้ยินชื่อบ่อยๆ แต่เขายังตั้งเป้าหมายไว้ที่คนคนนี้
เขาเคยคิดว่าหลังจากปลุกพลังจิตแล้ว การฝึกฝนจะรวดเร็วขึ้นจนไล่ตามอัจฉริยะผู้นี้ทัน แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะก้าวหน้าเร็วปานสายฟ้าแลบ ผ่านไปแค่ครึ่งเดือน พอได้ยินข่าวอีกทีก็กลายเป็นนักสู้ระดับสูงไปเสียแล้ว
เรื่องนี้ทำเอาหลัวเฟิงใจหายวาบ ใช่ เขามีพรสวรรค์ด้านพลังจิต แต่พรสวรรค์ย่อมมีขีดจำกัด ขนาดมีพรสวรรค์ช่วยหนุน ความเร็วในการฝึกของเขาก็ยังช้ากว่าอีกฝ่ายอยู่ก้าวหนึ่ง
ต่อให้ผู้ใช้พลังจิตจะไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน แต่นั่นก็คือในระดับเดียวกัน ถ้าหนิงเจ๋อมีระดับพลังเหนือกว่าเขามากๆ แม้แต่พลังจิตก็อาจจะสู้ไม่ได้ แล้วจะไปหวังอะไรกับการใช้วิชานักสู้ไล่ตามอีกฝ่าย?
"ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเธอเป็นคนรุ่นใหม่เหมือนกัน แถมยังพักอยู่ที่เดียวกัน ปกติก็หาเวลาคุยกันเยอะๆ หน่อย" อูทงหัวเราะร่า
"ครับ ถ้ามีคู่ซ้อมการฝึกฝนก็น่าจะเร็วขึ้น" หนิงเจ๋อตอบรับด้วยรอยยิ้ม เขาโหยหาคู่ต่อสู้มาก เพราะนั่นจะช่วยเร่งสปีดการฝึกของเขาได้!
"ตอนนี้ผมยังไม่ใช่คู่มือของพี่หนิงหรอกครับ ไว้ผมฝึกเคล็ดวิชาสำเร็จเมื่อไหร่ จะไปขอคำชี้แนะนะครับ" ท่าทีของหลัวเฟิงดูถ่อมตน แม้พลังจิตจะเหนือกว่า แต่อีกฝ่ายก็ยอมรับในความอ่อนด้อยด้านวิชานักสู้ของตนอย่างตรงไปตรงมา
มีอูทงคอยคุมเชิง บรรยากาศการสนทนาจึงเป็นไปอย่างราบรื่น
ไม่นานนัก นักสู้แปดคนก็มาถึงห้องรับรอง
หนึ่งในนั้นรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ให้ความรู้สึกเหมือนสัตว์ร้ายระดับตำนาน เขาคือ จางเจ๋อหู่
ดวงตาพยัคฆ์ของเขากวาดมองไปรอบๆ พอเห็นหลัวเฟิง แววตาก็ฉายประกายอำมหิต แต่พอเบนมาเจอหนิงเจ๋อ เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แปลกใจที่มีเด็กหนุ่มอีกคนอยู่ด้วย จางเจ๋อหู่สงสัยว่าไอ้หนูนี่เป็นใคร
ส่วนหัวหน้ากลุ่มของฝั่งสำนักสายฟ้าเป็นชายร่างกำยำ เดินวางก้ามเข้ามาอย่างอวดเบ่ง ท่าทางยโสโอหังสุดๆ พอเห็นหนิงเจ๋อก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "แกเองเรอะ?" เขาหันไปหาอูทงแล้วถามอย่างไม่พอใจ "พวกสำนักขีดจำกัดหมายความว่ายังไง ถึงให้ไอ้เด็กนี่เข้ามาร่วมด้วย"
หนิงเจ๋อยิ้มบางๆ พยักหน้าให้ทีหนึ่งเป็นการทักทาย
ชายร่างยักษ์คนนี้คือคนที่โยนอาวุธให้เขาตอนประลองกับไจ๋เหยียนเคอ สามารถคุมสถานการณ์ในสำนักใหญ่ได้ และกล้ามายืนประจันหน้ากับอูทง หัวหน้าครูฝึกเขตหยางโจวโดยไม่เกรงกลัวบารมี
"ดาบคลั่ง นายอย่าเข้าใจผิด เสี่ยวเจ๋อก็พักอยู่ที่นี่ คนหนุ่มอยากรู้อยากเห็นก็เลยแวะมาดู ก็แค่นั้นแหละ" รอยยิ้มบนใบหน้าของอูทงกว้างขึ้น
นักสู้ร่างยักษ์แค่นเสียงฮึในลำคอ ไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนี้นัก ทีมหมาป่าพิษเพิ่งโดนกวาดล้างไปไม่กี่วัน ทีมอินทรีโลหิตก็เหลือแค่เฟยอิงหนีตายกลับมาคนเดียว การพาหนิงเจ๋อมาด้วยแบบนี้มันมีเจตนาข่มขวัญกันชัดๆ
"เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เรื่องของหลัวเฟิง หลานชายของไอ้เสือมันทำผิดจริง แต่มันก็แค่เด็กตัวกะเปี๊ยก อายุเท่าไหร่กันเชียว? ยังไม่ประสีประสา แถมยังเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่นักสู้ ไม่เห็นต้องจองล้างจองผลาญกันขนาดนั้น"
"ดาบคลั่ง คำพูดนายไม่มีน้ำหนักหรอก" อูทงส่ายหน้ายิ้มๆ "เรื่องมันชัดเจนอยู่แล้ว ที่พวกนายมาที่นี่ก็เพราะอยากจะยอมความ ใช่ไหมล่ะ? พยัคฆ์ทลายภูผา ไหนลองพูดมาซิ"
จางเจ๋อหู่ ในวงการนักสู้ได้รับฉายาว่า 'พยัคฆ์ทลายภูผา'
"ท่านเจ้าสำนักอู" จางเจ๋อหู่ยิ้มนิดๆ สายตาจับจ้องไปที่หลัวเฟิง "เรื่องนี้ ให้เจ้าหลัวเฟิงมันพูดเองดีกว่า หลัวเฟิง แกอยากจะให้จบยังไงถึงจะพอใจ หือ?"
"หึๆ"
เสียงหัวเราะขัดจังหวะดังขึ้น จางเจ๋อหู่ขมวดคิ้วหันขวับไปมอง พอเห็นว่าเป็นเสียงของไอ้เด็กหนุ่มคนนั้น แววตาเขาก็วาวโรจน์ด้วยความดุดัน ตวาดเสียงต่ำ "ไอ้หนู แกขำอะไร?"
อูทง อาข่ง และคนอื่นๆ ต่างพากันยิ้มอย่างนึกสนุก เจ้าพยัคฆ์ทลายภูผานี่กร่างใช้ได้เลย กล้าหาเรื่องหนิงเจ๋อซะด้วย
ดาบคลั่งหน้าเปลี่ยนสี รีบกระซิบบอกเสียงเครียด "ไอ้หนูนี่คือหนิงเจ๋อ แกเพิ่งกลับมาจากเขตทุรกันดารยังไม่รู้เรื่อง ตอนนี้มันมีพลังเกือบเทียบเท่าระดับขุนพลแล้ว"
เจิ้งเสวียนที่หนีรอดกลับมาบอกว่าไอ้เด็กนี่รับมือการโจมตีของเขาได้ พละกำลังเทียบชั้นระดับขุนพล แม้ทุกคนจะรู้สึกว่ามันเวอร์เกินจริงไปหน่อย แต่ก็ยอมรับในฝีมือของหนิงเจ๋อ
ล่วงเกินหลัวเฟิงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าล่วงเกินหนิงเจ๋อนี่สิสยองแน่ ที่เมื่อกี้เขาไม่พูดอะไรมาก เพราะครั้งนี้เขาแค่มาช่วย ไม่ได้มาสร้างศัตรู
ความดุร้ายในแววตาของจางเจ๋อหู่เลือนหายไปทันที สีหน้ากลายเป็นตื่นตะลึง เขาหันไปมองคนอื่นเพื่อจะเช็คว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า แต่กลับพบว่าทุกคนที่ตามมาต่างมีแววตาหวาดระแวง เขาเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
ไอ้หน้าอ่อนนี่เป็นตัวตึงสินะ!
หนิงเจ๋อทำหน้าเหยียดหยามพลางเอ่ยว่า "ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด หลานแกไม่มีปัญญามาขอโทษ แกถึงต้องเสนอหน้ามาแทน วันนี้แกมาเพื่อขอขมาลาโทษ ยังจะมีหน้ามาถามหลัวเฟิงอีกเหรอว่าจะเอายังไง? ตลกสิ้นดี! จะขอโทษก็หัดทำตัวให้มันนอบน้อมหน่อย! หรือเห็นว่าเป็นเด็กใหม่เลยนึกว่าจะรังแกยังไงก็ได้?"
จางเจ๋อหู่โกรธจนแก้มกระตุก จะให้เขามานั่งก้มหัวให้เด็กใหม่เนี่ยนะ?
"คุณจางเจ๋อหู่" หลัวเฟิงเอ่ยขึ้นบ้าง เขายิ้มบางๆ "เรื่องนี้ต้องรบกวนพี่ๆ หลายท่านออกหน้า ผมเองก็เกรงใจ จริงๆ แล้วความคิดของผม... หึ เรื่องที่จางฮ่าวไป๋จะหักแข้งหักขาผมมันเป็นเรื่องเล็ก แต่ที่มันกล้าทำร้ายพ่อผม นั่นเท่ากับรนหาที่ตาย!"
ดาบคลั่งขมวดคิ้วแต่ก็ไม่พูดอะไร ครอบครัวคือเส้นตายของนักสู้ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครก็คงทนไม่ได้เหมือนกัน
สีหน้าของจางเจ๋อหู่ย่ำแย่ถึงขีดสุด เขานึกออกแล้วว่าหนิงเจ๋อเป็นใคร เมื่อก่อนไอ้เด็กนี่เคยไปท้าประลองที่สำนักสายฟ้า ตอนนั้นก็ลือกันว่าฝีมือร้ายกาจ ผ่านไปแค่ครึ่งเดือนพลังฝีมือเกือบเทียบเท่าขุนพล นี่มันไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย
จางเจ๋อหู่ยังพอมีสติอยู่บ้าง อัจฉริยะระดับนี้เขาไม่กล้ามีเรื่องด้วยแน่
แต่แค่หลัวเฟิงคนเดียวยังกล้ามาเบ่งใส่เขา ไฟโทสะในใจมันก็พุ่งปรี๊ด "ฮึ หลัวเฟิง แกจะเอายังไง ว่ามา!"
"คำเดียว ห้าสิบล้านเหรียญฮวาเซี่ย ผมหลัวเฟิงเห็นแก่หน้าคุณ เรื่องนี้ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน" หลัวเฟิงยิ้ม
"แกนี่มันสิงโตอ้าปากชัดๆ ห้าสิบล้าน!!" จางเจ๋อหู่ตาถลน
ในการเจรจา จำนวนเงินค่าเสียหายคือเครื่องวัดศักดิ์ศรี
ดาบคลั่งกวาดสายตามองคนของสำนักขีดจำกัด หัวหน้าครูฝึกอูทงยังพอไหว แม้จะมีตำแหน่งแต่ไม่ค่อยออกนอกฐานที่มั่น แต่ข้างหลังนั่น 'ปืนใหญ่' เฉินกู่ กับ 'ดาบอินทรี' อาข่ง เป็นพวกออกล่าในเขตทุรกันดาร โดยเฉพาะอาข่งที่เป็นขุนพลรุ่นเก๋า ฝีมือไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย
ไหนจะหนิงเจ๋อ อัจฉริยะชื่อก้องโลกที่กำลังมาแรง อัจฉริยะย่อมดึงดูดอัจฉริยะ สองคนนี้พักหมู่บ้านเดียวกัน อนาคตอาจกลายเป็นเพื่อนซี้ปึ้ก ครั้งนี้ไม่ใช่แค่จะมีเรื่องกับหลัวเฟิง เผลอๆ จะได้หนิงเจ๋อเป็นศัตรูเพิ่มอีกคน
เขาจึงพูดเสียงขรึมว่า "ไอ้เสือ จ่ายๆ ไปเถอะ ยังไงก็ดีกว่าบริจาคให้รัฐร้อยล้าน แถมยังต้องผิดใจกับคนอื่นอีก ไม่คุ้มหรอก"
นักสู้คือชนชั้นอภิสิทธิ์ คนธรรมดามีเรื่องกับนักสู้ หน่วยงานรัฐจะเข้ามาจัดการลงโทษทันที ยกเว้นว่าจะกลายเป็นพลเมืองระดับดาว ซึ่งก็คือต้องมีแต้มความดีความชอบหนึ่งดาว คนธรรมดาฆ่าสัตว์ประหลาดไม่ได้ก็ต้องใช้เงินบริจาคสถานเดียว!
หน้าของจางเจ๋อหู่สลับสีเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเขียว การที่ดาบคลั่งพูดแบบนี้ แสดงว่าลึกๆ แล้วก็เกรงใจฝั่งตรงข้ามอยู่ แต่จะให้เขาก้มหัวให้เด็กใหม่ มันช่างน่าอัปยศอดสูเหลือเกิน
เขาคิดทบทวนผลได้ผลเสียอย่างละเอียด แล้วหันไปมองหนิงเจ๋อ สิ่งที่เห็นคือดวงตาคู่หนึ่งที่มองมาอย่างเย็นชา ความเฉยเมยนั้นทำให้เขาได้กลิ่นอายของความตาย จนอดขนลุกซู่ไม่ได้
"ก็ได้!" จางเจ๋อหู่เอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก "ครั้งนี้เจ้าไป๋ทำผิดจริง เห็นแก่หน้าทุกท่าน ห้าสิบล้านฉันจ่ายให้!" พูดจบเขาก็รู้สึกอับอายขายขี้หน้าจนแทบทนไม่ไหว สะบัดหน้าเดินหนีออกไปทันที
"เดี๋ยวโอนเงินไปให้ทีหลัง" ดาบคลั่งทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วเดินตามออกไป
นักสู้สำนักสายฟ้าอีกหกคนพยักหน้าให้พวกอาข่ง สายตาหยุดอยู่ที่หนิงเจ๋อครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามกันออกไป
หลัวเฟิงเผยสีหน้ายินดี ได้เงินเพิ่มมาตั้งห้าสิบล้าน ก็หาซื้ออุปกรณ์ดีๆ ได้สบาย!
ท่าทางของจางเจ๋อหู่เมื่อครู่ทุกคนเห็นกันหมด อูทงเอ่ยแซวว่า "ไอ้หนู ดูท่าบารมีเธอจะน่ากลัวกว่าตาเฒ่าข่งอีกนะ ขนาดจางเจ๋อหู่ที่ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ร้าย ยังต้องยอมก้มหัวให้เธอ"
"อาอู อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ ฝีมือผมยังห่างชั้นกับอาข่งเยอะ" หนิงเจ๋อยิ้มถ่อมตัว พยักหน้าให้อาข่งที่นั่งข้างๆ
หลัวเฟิงแอบอิจฉาในใจ นี่สินะพลังของพรสวรรค์และชื่อเสียงที่ทำให้คนเกรงกลัว เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ครั้งนี้ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากนะครับ" ขณะพูดก็หันไปทางหนิงเจ๋อด้วย
หนิงเจ๋อยิ้มและพยักหน้ารับ
[จบแล้ว]