เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 - คลื่นหนูที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน

บทที่ 17 - คลื่นหนูที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน

บทที่ 17 - คลื่นหนูที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน


บทที่ 17 - คลื่นหนูที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน

"ตู้ด... ตู้ด... ตู้ด..."

สายยังไม่ว่าง

สีหน้าของเฟยอิงเริ่มไม่ค่อยดี นี่โทรไปรอบที่สามแล้ว

"ลูกพี่ เขาไม่รับสายเหรอ?" ต้าจ้วงถามเสียงเบา

"ชื่อเสียงลูกชายหมีไฟทองคำแพร่ไปได้สักพักแล้ว พวกมันคงกำลังหาโอกาสอยู่ รอหน่อย ฉันฝากข้อความไว้แล้ว เดี๋ยวคงติดต่อกลับมา"

เฟยอิงในใจก็ร้อนรน เขาขมวดคิ้วพูดอีกว่า "ส่งข้อความบอกเซวียนจื่อ ให้เขาเฝ้าดูสมาชิกทีมเพลิงสงครามจากจุดสูง อย่าให้พวกมันหนีไปได้ แต่ต้องระวังซ่อนตัวให้ดี ดาบคลั่งเป็นขุนพลขั้นกลาง ประสาทสัมผัสไวมาก"

"ครับ ลูกพี่!"

อีกด้านหนึ่ง

ทีมเพลิงสงครามกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกับทีมอินทรีโลหิต

"พวกมันจะลอบกัดเราอีกเหรอ?" หนิงเจ๋อขมวดคิ้วถาม

จั่วสิงหยวนแค่นเสียง พูดว่า "พวกมันต้องลอบกัดแน่ กระทิงคลั่งทมิฬระดับขุนพลขั้นสูงตัวนั้นความจริงราคาไม่ได้สูงขนาดนั้น ถ้าบอกว่า 85 ล้านดอลลาร์ฮัวเซี่ยยังพอว่า แต่ถ้าบอกว่า 90 ล้าน..."

"พวกสมาพันธ์ใต้ดินฉลาดจะตาย ปกติไม่ให้ราคาสูงสุดหรอก พวกมันก็ต้องเอากำไร นอกจากจะเอาของดีอะไรไปขายด้วย กระทิงคลั่งทมิฬถึงจะเป็นแค่ตัวแถมแล้วให้ราคานี้ได้"

หนิงเจ๋อพยักหน้า เรื่องราคาเขาเคยเช็คข้อมูลมาก่อน

แต่เขาคิดไม่ถึงว่า ราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด ยังมีความนัยแบบนี้

"งั้นตอนนี้เราจะทำยังไง?"

จั่วสิงหยวนพูดต่อ "เจ้าเฟยอิงนั่นทำเรื่องโหดเหี้ยมมาก เคยรอดมาได้เพราะขายเพื่อนร่วมทีม ในเมื่อยอมถอย ในใจมันต้องมีแผนชั่วแน่"

"แต่พวกเราเก่งกว่ามันไม่ต้องกลัว อีกอย่างข้างนอกยังมีหัวหน้าหนิงคอยดูอยู่ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ลำพังพวกมันยังไม่คู่ควร!"

"พ่อผม?" หนิงเจ๋อแปลกใจมาก พวกเขาเข้าเขตทุรกันดารแล้ว หนิงหัวยังอยู่ฐานที่มั่น เกี่ยวอะไรกับพ่อเขา?

จั่วสิงหยวนมองเขาอย่างแปลกใจ แล้วสบตากับหม่าอวี่แวบหนึ่ง เขาเข้าใจทันที 'เจ้าเด็กนี่ยังไม่รู้'

เขาฉีกยิ้มกว้าง ถามอย่างมีเลศนัยว่า "แกรู้ไหมว่าในเขตทุรกันดารกลยุทธ์ที่เจ๋งที่สุดคือท่าไหน?"

หนิงเจ๋อครุ่นคิด ลองตอบดูว่า "ขอกำลังเสริม?"

จั่วสิงหยวนหัวเราะลั่น พูดว่า "ขอกำลังเสริมอะไร? นั่นเขาเรียกว่าเรียกพวก!"

"ต่อให้มันเจ้าเล่ห์เพทุบาย ทางเราเรียกทีมผู้ฝึกยุทธ์มาสักสองสามทีมรออยู่ พวกมันก็หนีไม่พ้น!"

หนิงเจ๋อพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง หมาหมู่รุมหนึ่ง จะแพ้ได้ไง?

"ภารกิจหลักรอบนี้คือพาแกมาหาประสบการณ์ฝึกฝน ถ้าบังเอิญเจอตัวเป้งๆ เราก็ล่า ถ้าไม่มี แกก็ไปสู้กับสัตว์ประหลาด"

"ที่นี่ก็แค่เมืองระดับอำเภอเล็กๆ สัตว์ประหลาดระดับขุนพลมีไม่เยอะ รอให้พวกเราประเมินว่าแกพอได้แล้ว จะพาไปล่าสัตว์ประหลาดที่เมืองที่อันตรายกว่านี้" จั่วสิงหยวนพูด

นี่คือการพาลูกหลานตัวเองมาฝึก ย่อมทุ่มเทเต็มที่

ถ้าพาเด็กใหม่ของสำนักยุทธ์ ตามไม่ทันก็เขี่ยทิ้ง ตามไม่ทันก็ส่งกลับ ไม่กลับก็ตาย ไม่มีทางยอมเสียเวลาหาเงินมาพาเด็กใหม่ฝึกหรอก จะยอมให้เด็กใหม่เป็นตัวถ่วงได้ยังไง

"ผมจะพยายามครับ! จะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังแน่นอน"

หนิงเจ๋อตื่นเต้นมาก การต่อสู้เมื่อครู่แม้จะสั้นแค่ยี่สิบนาที แต่ยังไงก็อยู่ในฝูงสัตว์ประหลาด

ตอนนั้นความชำนาญพุ่งพรวด ความชำนาญของ [ย่างก้าวสายลม] เพิ่มขึ้น 45 แต้ม ความชำนาญของ [เพลงดาบวายุสบั้น] ก็เพิ่มขึ้น 40 แต้ม เท่ากับเขาฝึกอยู่ที่บ้านสี่ชั่วโมง

แถมพละกำลังยังเพิ่มขึ้น 10kg นี่ขนาดยังไม่ถือว่าอันตราย ถ้ายิ่งวิกฤตกระตุ้นศักยภาพชีวิต พละกำลังเขาคงเพิ่มขึ้นมากกว่านี้

ถ้าสู้ได้ตลอด ความเร็วในการฝึกคงเร็วกว่าที่บ้านหลายเท่า เสียดาย แรงมีจำกัด เขาไม่มีทางสู้ได้ตลอดเวลา

จั่วสิงหยวนแววตาเป็นประกาย หันกลับไปมองแวบหนึ่งแล้วพูดว่า "ส่วนเรื่องลอบกัดแกไม่ต้องห่วง ตอนแกสู้พวกเราจะคอยคุมเชิงให้ จับตาดูจุดซุ่มยิงพวกนั้น"

"ขอแค่ตื่นตัว รอบข้างมีที่กำบัง ปืนซุ่มยิงก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ถ้าฉันถึงระดับขุนพลขั้นสูง กระสุนอะไรฉันก็ฟันร่วงได้หมด!"

"ฉันไม่เชื่อว่าพวกมันจะกล้าแลกชีวิตกับพวกเรา ขอแค่พวกมันไม่เรียกพวก จะรั้งพวกมันไว้ที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก"

คำพูดนี้ช่างห้าวหาญ หนิงเจ๋อเชื่อใจคุณอาเหล่านี้มาก

"หัวหน้า งั้นเราจะเริ่มเมื่อไหร่ครับ?"

แววตาหนิงเจ๋อเต็มไปด้วยความกระหายการต่อสู้ มาเขตทุรกันดารก็เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้เขายังอ่อนแอ หม่าอวี่กับจั่วสิงหยวนเป็นระดับขุนพล เก่งกว่าเขาแน่ ถือว่าฝึกฝนภายใต้การคุ้มครอง ยามจำเป็นยังช่วยชีวิตได้ สัตว์ประหลาดที่ฝีมือสูสีก็เยอะ สร้างความรู้สึกวิกฤตให้เขาได้

พอเขาเก่งขึ้น คุณอาทั้งสองก็คุมสถานการณ์ไม่อยู่แล้ว โอกาสที่จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงสั้นๆ มีแค่ครั้งนี้ ต่อไปต้องพึ่งตัวเองแล้ว!

เปลี่ยนเมืองที่อันตรายกว่า ก็ไม่มีเรื่องดีแบบนี้แล้ว ถึงตอนนั้นสัตว์ประหลาดระดับขุนพลหายาก ความถี่ในการต่อสู้ลดลง ความเร็วในการพัฒนาของเขาก็จะช้าลงบ้าง

จั่วสิงหยวนตบกบาลหนิงเจ๋อไปทีหนึ่ง ด่ากลั้วหัวเราะว่า "ไอ้เด็กบ้า! ไม่รักตัวกลัวตายรึไง? พวกเราไปหลบก่อน รอให้เหล่าหยางดูพื้นที่เสร็จ แกค่อยลุย"

"สัตว์ประหลาดระดับขุนพลหายาก สัตว์ประหลาดระดับ F มีถมเถ เดี๋ยวให้อาจางกับอาสวีของแกลากมาให้สักฝูง อย่าถึงตอนนั้นแล้วไม่กล้าสู้ล่ะ"

หนิงเจ๋อยิ้มบางๆ พูดอย่างไม่ยี่หระ "ผมรออยู่ครับ!"

"เอ๊ะ!"

จั่วสิงหยวนตาโตหันไปถาม "เหล่าหม่า ไอ้เด็กนี่มันท้าทายฉันรึเปล่า?"

"นายคิดแบบนั้น ก็ใช่แล้วล่ะ" หม่าอวี่มุมปากอมยิ้มตอบ

เมื่อกี้หนิงเจ๋อตามหลังเขา เขาพอรูัฝีมือหนิงเจ๋อ

สัตว์ประหลาดเยอะหน่อยไม่เป็นไร เพราะเรื่องขนาดตัว อย่างมากก็เผชิญหน้าสามสี่ตัว แถมยังไม่ได้โจมตีพร้อมกัน หนิงเจ๋อวิชากายาขั้นละเอียดรับมือไหว

จั่วสิงหยวนตาถลนจ้องหนิงเจ๋อ "ไอ้หนู เมื่อกี้แกท้าทายฉันใช่ไหม?"

หนิงเจ๋อทำหน้าจริงจังตอบเสียงเบา "ถ้าเป็นไปได้ ผมขอสัตว์ประหลาดตัวเล็กหน่อยนะครับ"

"จุ๊ๆ!"

"จิ๊!"

เสียงล้อเลียนดังขึ้นรอบทิศ

สวีเหลียงแซวว่า "หัวหน้า เสี่ยวเจ๋อไม่ได้มีเจตนาอื่น แค่กลัวว่าสัตว์ประหลาดที่หัวหน้าจัดให้จะไม่โหดพอ"

"ฮึ!"

"แกได้!"

"คอยดู!"

"ถึงตอนนั้นอย่ามาร้องขอชีวิต!"

จั่วสิงหยวนโกรธจัด รู้สึกว่าสถานะของตัวเองสั่นคลอน

หนิงเจ๋อมองไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัว พูดเรียบๆ ว่า "ขอชีวิต? หัวหน้าวางใจเถอะครับ ผมจะไม่ขอชีวิต"

เขาตั้งแต่หกขวบก็รู้แล้วว่า การร้องขอชีวิตไม่มีประโยชน์อะไรเลย

"ไป! รีบไป!"

"ฉันจะไปหาฝูงสัตว์ประหลาดให้มันเดี๋ยวนี้!"

"ไอ้หนู เร่งฝีเท้า อย่าให้หลุดขบวน!"

จั่วสิงหยวนจะยอมให้เด็กถอนหงอกได้ยังไง เร่งความเร็วทีมขึ้นเรื่อยๆ กะจะรีบจัดหนักให้หนิงเจ๋อ

หนิงเจ๋อแววตายิ้มแย้ม ทักษะการส่งแรงที่เขาคิดค้นเอง ไม่ได้เรียนตามตำรา ไม่มีกรอบความคิดว่าการส่งแรงใช้ได้แค่ตอนโจมตี

การส่งแรงของเขาไม่เพียงใช้โจมตีได้ วันแรกเขาก็ลองใช้กับขาเพื่อเพิ่มความเร็วแล้ว

ไม่อย่างนั้น หลายวันมานี้เขาคงทนการลงมือเต็มกำลังของหนิงหัวไม่ได้

ตอนนี้พละกำลังร่างกายเขาเกิน 3300kg ส่งแรงแล้วต่างกับจางเฉิน สวีเหลียง ไม่ถึง 1000kg

เพราะเขาเป็นคนที่อ่อนที่สุดในทีม แบกแค่สัมภาระตัวเอง กระสุนก็ไม่มี ถ้าวิ่งแข่งกันจริงๆ เขาได้ที่สามชัวร์!

ตลอดทาง หยางเชาตามสัญญาณมาทัน

ทุกคนหยุดที่ KTV ร้างแห่งหนึ่ง ที่นี่เป็นถนนคนเดินกว้างไม่ถึงสิบเมตร ทำเลค่อนข้างลับตาตาคน สามารถคุมจุดซุ่มยิงได้ดี

จั่วสิงหยวนพูดน้อยลงเยอะ เขาพบว่าหลานชายคนนี้มีกระดูกคนละเบอร์! (ดื้อรั้น/ขบถ)

พูดไม่กี่คำ ท้าทายสถานะเขาตลอด!

ถ้าไม่ใช่เพราะพลังต่างกันเยอะ เขาว่าหนิงเจ๋อคงลงไม้ลงมือกับเขาไปแล้ว!

"เหล่าหยาง ดูเป็นไงบ้าง? เคลียร์พื้นที่รึยัง?"

เหล่าหยางยืนอยู่ที่ประตู KTV มองไปทางตะวันออก หันกลับมามองตะวันตก สังเกตละเอียดแล้วพูดว่า "ไม่มีปัญหา ทิศตะวันออกและตะวันตกไม่มีตึกสูง ปากทางสองฝั่งยังมีตึกอื่นบัง ขอแค่ล่อสัตว์ประหลาดมา ก็สู้ได้สบายใจ"

จั่วสิงหยวนพยักหน้า ออกคำสั่งทันที "เหล่าจาง นายขึ้นไปบนดาดฟ้าหาดูว่ามีตัวเป้งๆ ไหม เหล่าหม่ากับฉันคอยระวัง เหล่าหยางไปชั้นสองใช้ปืนกลคุ้มกัน เหล่าสวีแกไปทำเสียงดังล่อสัตว์ประหลาดมา! เลือกตัวเล็กๆ เร็วๆ มา ฉันจะคอยดูว่าไอ้เด็กนี่ปากจะยังแข็งอยู่อีกไหม"

สวีเหลียงหัวเราะร่า "เดี๋ยวฉันไปลากตัวเล็กๆ มาให้"

ทุกคนแยกย้ายกันทำหน้าที่

หนิงเจ๋อถือกระบี่มือเดียวยืนกลางถนนคนเดิน ตอนนี้ตัวเขายังคงเปรอะเปื้อนฝุ่น มีเพียงกระบี่วิหคเหินที่ขาวสะอาดไร้มลทิน และดวงตาคู่หนึ่งที่สว่างสดใส

ทันใดนั้น พื้นดินก็สั่นสะเทือนเป็นจังหวะ ร้านค้าที่เดิมทีก็ทรุดโทรมอยู่แล้วเริ่มพังทลาย ฝุ่นตลบอบอวลปิดบังวิสัยทัศน์สองฝั่งถนน

ใน KTV จั่วสิงหยวนมุมปากกระตุก "เหล่าสวีมันล่อตัวบ้าอะไรมาวะ? เสียงดังขนาดนี้?" ตามด้วยตะโกนลั่น "เตรียมต่อสู้!"

หม่าอวี่ไม่พูด ขมวดคิ้วเอียงหูฟัง เหมือนเสียงม้าหมื่นตัววิ่งควบ ไม่เหมือนสัตว์ประหลาดตัวเดียว เหมือนมาเป็นฝูง

พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนแผ่นดินไหว หนิงเจ๋อรู้สึกเหมือนฟ้าถล่ม พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม การยุบตัวต่อเนื่องทำให้ถนนเกิดร่องลึก

ไม่นาน

ทางทิศตะวันออกของถนน สวีเหลียงเอียงตัวเบรกตัวโก่งพุ่งเข้ามาในถนนคนเดิน เขาวิ่งสุดชีวิต ใบหน้าที่มีไขมันสั่นกระเพื่อมไม่หยุด

ตามมาด้วยฝูงสัตว์ประหลาด ร่างสีดำนับไม่ถ้วนราวกับน้ำป่าไหลหลากทะลักเข้ามาในถนนคนเดิน ถมถนนจนเต็มไปหมด

จั่วสิงหยวนเพิ่งจะมองชัดว่ามันคือตัวอะไร สวีเหลียงก็หน้าตาบิดเบี้ยวตะโกนว่า "หนีไป!"

จั่วสิงหยวนหน้าบิดเบี้ยว ตะโกนใส่บนดาดฟ้า "เหล่าจาง!"

หนิงเจ๋อสีหน้าเหม่อลอยไปชั่วขณะ

สีดำมืดฟ้ามัวดินนั่นคือหนูทั้งหมด เหมือนคลื่นยักษ์ในมหาสมุทร

หนูแต่ละตัวไม่ใหญ่มากยาวแค่ครึ่งเมตร แต่หนูจำนวนนับไม่ถ้วนกองทับถมกันกลับสูงกว่าตึกสองฝั่งถนนคนเดิน!

ตึกถูกชนพัง ร่องลึกบนพื้นถูกหนูถมเต็ม ผืนแผ่นดินกำลังร้องเพลงเต้นรำเพื่อพวกมัน!

"จี๊ด!"

"จี๊ด!"

"จี๊ด!"

เสียงถี่รัวและหนาแน่นบาดหู หนิงเจ๋อขนลุกซู่ไปทั้งตัว

"ตูม!"

จังหวะนั้น เงาร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากดาดฟ้า คือจางเฉินที่ขึ้นไปหาสัตว์ประหลาดเมื่อครู่

"ตามฉันมา! นี่เป็นแค่กิ่งก้านเล็กๆ! พวกเรายังมีโอกาส!"

จั่วสิงหยวนก็รีบตะโกน "ตามไป!"

ปฏิกิริยามากมายเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที

หนิงเจ๋อตามพวกเขาสับตีนแตก แอบมองไปข้างหลังแวบหนึ่ง มองไม่ชัดเลยว่ามีหนูกี่ตัว เขารู้สึกแค่ตัวเย็นเฉียบ ใจสั่น ขนหัวลุก

จั่วสิงหยวนหันไปถามอย่างร้อนรน "เหล่าจาง เกิดอะไรขึ้น?" เมื่อกี้จางเฉินอยู่บนดาดฟ้าหาสัตว์ประหลาด

"มังกรดิน!"

"มังกรดินเกราะเหล็ก

"หนูพวกนั้นกำลังไล่ตามสัตว์ประหลาดระดับจ่าฝูง!"

จางเฉินหน้าซีดเผือด "ฉันกำลังหาสัตว์ประหลาดระดับขุนพล จู่ๆ พื้นดินก็แตกออก แล้วมังกรดินเกราะเหล็กตัวหนึ่งก็พุ่งออกมา ตามด้วยหนูมหาศาลผุดขึ้นมาจากใต้ดิน"

"ฉันคำนวณทิศทางที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นหนีแล้ว ทางนี้น่าจะปลอดภัย ทิศทางตรงข้ามกับมังกรดินเกราะเหล็กระดับจ่าฝูงตัวนั้น"

"ซวยชะมัด!"

จั่วสิงหยวนด่ากราด มองไปข้างหลังแวบหนึ่ง เงาดำยุบยั่บทำเอาใจสั่น "เชี่ยเอ้ย นี่มันมีเท่าไหร่เนี่ย?"

หม่าอวี่พูดเสียงเย็น "หนีก่อน ไม่ว่าจะรับมือได้ไหม อย่าไปดึงดูดความสนใจคลื่นหนู"

"ฉันรู้อยู่แล้วว่าต้องหนี ของพรรค์นี้จะไปฆ่าหมดได้ไง!" จั่วสิงหยวนอารมณ์ฉุนเฉียว หันไปมอง "ไอ้หนูวิ่งไม่ช้านี่หว่า ไหวไหม?"

ตอนนี้ความเร็วทุกคนเกิน 65m/s ความเร็วพื้นฐานของนักรบขั้นสูงคือ 60m/s

ความเร็วระดับนี้คือการดูแลหนิงเจ๋อ ไม่อย่างนั้นทั้งทีมยังวิ่งได้เร็วกว่านี้อีก!

หนิงเจ๋อพยักหน้า พูดจริงจังว่า "ผมยังเร็วได้อีก"

จั่วสิงหยวนหันกลับไปมอง คลื่นสีดำทิ้งระยะห่างออกไป มีแค่พื้นดินที่ดำมืด เห็นชัดว่าสัตว์ประหลาดหนูพวกนี้ฝีมือค่อนข้างแย่ มีแค่ส่วนน้อยที่เป็นระดับ F ถึงจะตามมาทัน

"ไม่ต้องแล้ว เร็วไปเปลืองแรง ยังไม่รู้ว่าพวกมันจะตามอีกนานแค่ไหน เราหนีให้พ้นสายตาพวกมันก่อน ที่นี่ห่างจากฐานที่มั่นไม่ไกลมาก พวกมันน่าจะไม่ตามมา ถ้ายังตามมาเราค่อยลดความเร็ว"

หนิงเจ๋อพยักหน้าเบาๆ ความเร็วสูงสุดของพวกเขา เร็วกว่าคลื่นหนูพวกนี้มาก

แต่ในเมื่อเป็นความเร็วสูงสุด ก็แปลว่ายืนระยะไม่ได้!

เหมือนมนุษย์ยุคก่อนต้าเนี่ยพาน วิ่งร้อยเมตรสิบวิ ถือว่าเป็นความเร็วสูงสุด

ร้อยเมตร ใช้เวลาสิบวิ

แต่หนึ่งพันเมตรล่ะ? 100 วิได้ไหม?

หนึ่งหมื่นเมตร? 1000 วิได้เหรอ? ความจริงยุคก่อนต้าเนี่ยพาน สถิติชายหนึ่งหมื่นเมตร อยู่ที่ประมาณ 1580 วินาที

ทีมเพลิงสงครามก็เหมือนกัน อย่างหัวหน้าทีมที่เก่งที่สุดสองคน ความเร็วสูงสุดชั่วพริบตาเกิน 150 เมตรต่อวินาที!

แต่ยืนระยะไม่ได้เลย ถ้าวิ่งสักชั่วโมง บวกกับน้ำหนักบรรทุกตอนนี้ พวกเขาอาจจะรักษาความเร็ว 50m/s ไว้ยังยาก

คนในทีมไม่พูดพร่ำทำเพลงเปลืองแรง ล้วนก้มหน้าก้มตาวิ่งหนี มีแค่หม่าอวี่กับจั่วสิงหยวนที่คอยจัดการสัตว์ประหลาดที่ตามมาทันเป็นระยะ

หนิงเจ๋อคุมจังหวะการหายใจ เตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งระยะยาว

กล้ามเนื้อขาเริ่มเมื่อยล้า เขาพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ ปิดกั้นความรู้สึกทรมานนี้ ร่างกายวิ่งไปตามสัญชาตญาณเหมือนไร้ความรู้สึก

ความคิดของเขาค่อยๆ ช้าลง เลือนราง เขาเหมือนสัมผัสได้ถึงพลังงานจักรวาลที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง

พลังงานจักรวาลสายแล้วสายเล่าแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจากทุกทิศทาง แม้จะไม่เยอะเหมือนตอนฝึก แต่ก็ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและความปวดเมื่อยได้

ผ่านไปสิบนาที

จั่วสิงหยวนมองไปข้างหลังเห็นแต่ฝุ่นตลบ เหมือนดอกเห็ดสีเหลืองดินขนาดยักษ์ ส่วนคลื่นหนูสีดำบนพื้นมองไม่เห็นแล้ว

"ลดความเร็ว รักษาไว้ที่ 30m/s"

"เหล่าจาง หนีไปทางไหน?"

จางเฉินได้ยินก็ตอบทันที "เมือง 103 เราไปหลบภัยสัตว์ประหลาดก่อน แล้วถามฐานที่มั่นเรื่องการเคลื่อนไหวของคลื่นหนู"

หนิงเจ๋อลดความเร็วตาม เขาได้สติกลับมา ความรู้สึกมหัศจรรย์นั้นหายไป

"ได้ เราไปเมือง 103 ก่อน" จั่วสิงหยวนหันมา เผยรอยยิ้มโล่งอก "เสี่ยวเจ๋อไม่เลว รักษาความเร็วขนาดนี้ยังทนได้นานขนาดนี้"

"อาซ้าย ไม่ต้องห่วงผม ผมยังไหว"

หนิงเจ๋อครุ่นคิด เขาตอนนี้ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยมาก ความรู้สึกเมื่อกี้คล้ายกับการฝึก แต่ก็ต่างกัน เพราะพลังงานจักรวาลที่ดูดซับน้อยเกินไป ไม่พอจะเสริมสร้างร่างกาย แต่เติมพลังงานที่ร่างกายสูญเสียไปได้ รักษาสภาพเซลล์ไว้

เขารู้สึกว่านี่น่าจะเป็นผลจากระบบ ทำให้เขาอยากเข้าสู่สภาวะการฝึกฝนก็เข้าได้เลย

วิ่งแล้วดูดซับพลังงานได้น้อย เป็นเพราะท่าทางเหรอ? ต้องห้าจิตสู่ฟ้าถึงจะเร่งความเร็วการดูดซับได้?

จั่วสิงหยวนมองท่าทางครุ่นคิดของเขา มุมปากยกยิ้ม

กล้าสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ วิกฤตเป็นตายไม่เป็นตัวถ่วง สู้ขึ้นมาก็ไร้ที่ติ

ทุกอย่างผ่านเกณฑ์ดีเยี่ยม เขาพอใจในตัวหนิงเจ๋อมาก

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 17 - คลื่นหนูที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน

คัดลอกลิงก์แล้ว