- หน้าแรก
- ตั้งใจจะกลับบ้านมาเซอร์ไพรส์พ่อ แต่ระบบดันให้สกิลเทพจนพ่อเซอร์ไพรส์กลับ
- บทที่ 16 - กฎแห่งเขตทุรกันดาร
บทที่ 16 - กฎแห่งเขตทุรกันดาร
บทที่ 16 - กฎแห่งเขตทุรกันดาร
บทที่ 16 - กฎแห่งเขตทุรกันดาร
หนิงเจ๋อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก เหยื่อที่ทีมตัวเองหมายตาไว้กลับกลายเป็นเป้าหมายของคนอื่นด้วย!
เขาหันไปมองหยางเชา อีกฝ่ายพยักพเยิดหน้าไปทางจั่วสิงหยวน ราวกับจะบอกว่าให้ดูท่าทีของหัวหน้าทีม!
สวีเหลียงและจางเฉินก็มองจั่วสิงหยวนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หม่าอวี่ก้มหน้าไม่พูดอะไร ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ หรือไม่ว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไรเขาก็พร้อมจะทำตาม
สุดท้าย
จั่วสิงหยวนก็หันมามองหนิงเจ๋อ
สายตานั้นทำให้หนิงเจ๋อรู้สึกถึงแรงกดดันชนิดพิเศษ
"เสี่ยวเจ๋อ เธอเปลี่ยนตำแหน่งเล็งเป้าไปกับเหล่าหยาง คนอื่นค่อยๆ ย่องตามฉันไป"
"เหยื่อจะถูกแย่งไปเฉยๆ ไม่ได้ ไม่มีกฎแบบนั้น หากร่วมมือกันได้เราก็พอรับได้ ยังไงก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์เหมือนกัน การร่วมมือฆ่าสัตว์ประหลาดเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ากล้ามาปล้นกันดื้อๆ ทีมเพลิงสงครามของเราก็ไม่ใช่หมูในอวย!"
จั่วสิงหยวนออกคำสั่งทีละข้อ ท่าทางห้าวหาญดุดัน
"ไม่มีปัญหา!"
"เอาตามนี้!"
"ได้!"
หนิงเจ๋อฟังถึงตรงนี้ก็เข้าใจทันที ในเขตทุรกันดารเมื่อเจอทีมผู้ฝึกยุทธ์อื่น ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ การพบกันก็คือศัตรู!
ต่อให้คุณไม่มองเขาเป็นศัตรู เขาก็จะมองคุณเป็นศัตรู
เมื่อผลประโยชน์อยู่ตรงหน้า หากพลาดพลั้งนิดเดียว การนองเลือดก็เลี่ยงไม่ได้ ไม่มีทางป้องกันหากอีกฝ่ายมีเจตนาร้าย!
สถานการณ์เช่นนี้ เขาจะถอยได้ยังไง?
หนิงเจ๋อสีหน้าเย็นชา พูดอย่างหนักแน่นว่า "ผมไปด้วย! ผมอยู่กับอาหยางก็ไม่มีประโยชน์อะไร"
คนอื่นนิ่งเงียบ จั่วสิงหยวนแววตาฉายแววดุร้าย จ้องตากันสามวินาทีเห็นหนิงเจ๋อไม่ถอย มุมปากเขาก็ยกยิ้ม พูดเสียงดังว่า "ดี!"
"เธอฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะ อยากไปก็ไปดัวยกัน! ยังไงเรื่องพวกนี้ช้าเร็วก็ต้องเจอ"
"คู่ต่อสู้ที่ปรากฏตัวในเมืองนี้น่าจะไม่เก่งมาก แต่พวกเราก็ประมาทไม่ได้"
"เริ่มปฏิบัติการ! ออกเดินทาง!"
สิ้นเสียงสั่ง
หยางเชาเคลื่อนไหวลงตึกก่อนใคร ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง "ฉันไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ระวังการซุ่มยิงจากมุมสูงอื่นด้วย!"
จั่วสิงหยวนก็โบกมือ ลงจากตึกอีกทาง พร้อมกำชับว่า "เดี๋ยวพอเริ่มสู้ เสี่ยวเจ๋อจำไว้ว่าต้องเปลี่ยนตำแหน่งแบบไร้รูปแบบ"
"หนึ่งวินาทีต้องเคลื่อนย้ายแบบไร้รูปแบบสองครั้ง อย่างน้อยต้องให้ตำแหน่งคาดเคลื่อนหนึ่งช่วงตัว ขอแค่พวกเราเคลื่อนไหว โอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามจะยิงโดนก็จะลดลงฮวบฮาบ"
"เขามีโอกาสแค่ครั้งเดียว ทันทีที่ยิงพลาด มือปืนก็จะเผยตำแหน่ง"
"ครั้งนี้น่าจะไม่ถึงขั้นยิงกัน แต่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้!"
...
หนิงเจ๋อระวังตัวเดินตามหลัง ซึมซับประสบการณ์การเอาตัวรอดในป่า เรียนรู้กฎแห่งเขตทุรกันดารนี้อย่างตั้งใจ
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงบริเวณที่กระทิงคลั่งทมิฬตาย
กระทิงคลั่งทมิฬนับไม่ถ้วนวิ่งพล่านอยู่บนถนน พื้นดินราวกับสั่นสะเทือน เสียงคำรามของสัตว์ร้ายบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยว พวกมันดูเหมือนกำลังตามหาศัตรูที่ฆ่าจ่าฝูง
ทีมเพลิงสงครามซ่อนตัวอยู่ในร้านค้าชั้นสอง ฝุ่นผงร่วงกราวลงมา จั่วสิงหยวนกับหม่าอวี่จับตาดูฝูงสัตว์ประหลาดที่อยู่ไกลออกไป
หนิงเจ๋อนั่งยองๆ อยู่หลังขอบหน้าต่าง สายตาคมกริบกวาดหาศัตรู ใบหน้าและชุดคอมแบทเปรอะเปื้อนฝุ่นสีเหลืองขาว กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
บรรยากาศค่อยๆ ตึงเครียดขึ้น
และที่ชั้นสองของตึกอีกฝั่งถนน มีทีมสี่คนซ่อนตัวอยู่
"ลูกพี่ เซวียนจื่อหาตัวศัตรูไม่เจอ" ชายร่างกำยำคนหนึ่งเอ่ยขึ้น สายตามองไปที่กลางห้อง
ตรงนั้น ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงยืนนิ่งไม่ไหวติง เขาเหลือบดูนาฬิกาสื่อสารเป็นระยะ แต่ไม่มีการตอบรับ
"นี่น่าจะเป็นทีมที่มีประสบการณ์โชกโชน บอกเซวียนจื่อ ให้เขาซ่อนตัวดีๆ อย่าผลีผลาม"
"กล้าล่าฝูงกระทิงคลั่งทมิฬกลุ่มนี้ ฝีมือคงไม่ธรรมดา ครั้งนี้คงต้องแบ่งส่วนแบ่งออกไปครึ่งหนึ่งแล้ว"
"ครับ ลูกพี่ ผมจะบอกพวกเขาเดี๋ยวนี้"
ทันใดนั้น ชายหน้าตาโหดเหี้ยมที่ริมหน้าต่างก็พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ "ลูกพี่ พวกเราเฝ้ามาตั้งสามวันกว่าจะเจอกระทิงคลั่งทมิฬระดับขุนพลขั้นสูง แถมยังเป็นตัวที่ราคาดี ขายได้อย่างน้อย 80 ล้านดอลลาร์ฮัวเซี่ย จะยอมยกให้คนอื่นง่ายๆ เหรอ?"
หัวหน้าทีมร่างผอมสูงแววตาดูมืดมน เขาดูนาฬิกาสื่อสารอีกครั้ง แล้วพูดว่า "ดูที่มาของอีกฝ่ายก่อน เราแค่ระวังหน่อย มือปืนก็ทำอะไรไม่ได้"
"แต่ถ้าฝีมือแข็งแกร่งเกินไป ก็คงทำได้แค่แบ่งครึ่งกับฝ่ายนั้น จะให้พี่น้องมาทิ้งชีวิตที่นี่ไม่ได้"
ได้ยินดังนั้น ภายในห้องก็เงียบกริบ
ได้เงินน่ะดี แต่ก็ต้องมีชีวิตไว้ใช้เงิน
ในกรณีที่ฝีมือสูสีกัน ก็ทำได้แค่ถอยคนละก้าว
ชายหน้าโหดแววตาฉายแววฆ่าฟัน พูดเป่าหูว่า "มาที่นี่ได้ฝีมือคงไม่เท่าไหร่หรอก ขอแค่ระวังหน่อย ผมเองก็ต้านขุนพลขั้นต้นได้สักคน เผลอๆ ในทีมมันอาจจะมีขุนพลแค่คนเดียว ถึงตอนนั้นลูกพี่จัดการนักรบขั้นสูงสักคนก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ!"
หัวหน้าทีมไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่พยักหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง สังเกตความเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาด และคอยดูนาฬิกาสื่อสารเป็นระยะ
อีกด้านหนึ่งในร้านค้าชั้นสอง
ที่นี่ดูเงียบขรึมเล็กน้อย
ผ่านไปครู่หนึ่ง จั่วสิงหยวนก็เอ่ยขึ้น "เดี๋ยวฉันจะออกไปก่อน"
หนิงเจ๋อรูม่านตาหดเกร็ง ไม่ได้พูดอะไร รอฟังต่อ
"วิถีกระสุนแหวกอากาศสังเกตได้ชัดเจน ฉันมีฝีมือระดับขุนพลขั้นกลาง ขอแค่ระวังตัว ปืนซุ่มยิงนั่นทำอะไรฉันไม่ได้หรอก"
"ฉันออกไปแล้วจะปรับตำแหน่ง แล้วเปิดสัญญาณระบุตำแหน่ง พวกมันถ้ายังไม่ไปก็จะออกมา ถ้าอีกฝ่ายยอมออกมา แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกัน ทุกคนค่อยทยอยตามออกมา"
"ถ้าฉันออกไปแล้วสองนาทีอีกฝ่ายยังไม่มีปฏิกิริยา ฉันจะปิดสัญญาณแล้วซ่อนตัวเตรียมรับมือการต่อสู้"
"เหล่าหม่า ฉันไปแล้วทางนี้ฝากนายสั่งการ"
"ได้!" หม่าอวี่พยักหน้าหนักแน่น
จั่วสิงหยวนยิ้มบางๆ ให้หนิงเจ๋อ แล้วหันหลังเดินออกไปข้างนอกอย่างมาดมั่น แผ่นหลังนั้นดูองอาจและบ้าบิ่น ดาบใหญ่ในมือยิ่งเสริมความน่าเกรงขาม
หนิงเจ๋อกระชับกระบี่วิหคเหินในมือ เลือดในกายสูบฉีด หัวใจเต็มไปด้วยความกระหายการต่อสู้
ห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
แต่ภายนอก จั่วสิงหยวนกลายเป็นเครื่องจักรสังหาร ไล่ฟันฝูงกระทิงคลั่งทมิฬอย่างบ้าคลั่ง พลังระดับขุนพลขั้นกลางไร้ผู้ต่อต้านในฝูงสัตว์ประหลาด ทุกดาบพรากชีวิตสัตว์ประหลาดได้อย่างง่ายดาย
เวลาผ่านไปทีละวินาที หม่าอวี่ดูนาฬิกาสื่อสารเป็นระยะ
ตอนที่จั่วสิงหยวนเปิดสัญญาณได้เกือบสองนาที นอกจากจุดสีเขียวที่แทนตัวจั่วสิงหยวนแล้ว ก็ปรากฏจุดสีแดงขึ้นมาอีกสองจุด
หม่าอวี่ยิ้มบางๆ พูดว่า "หัวหน้าส่งสัญญาณมาแล้ว ตกลงร่วมมือกัน แม้ส่วนแบ่งจะหายไปครึ่งหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ไม่เสี่ยงอันตราย"
"เหล่าสวี เหล่าจาง พวกนายสองคนออกไป"
"ได้!"
สวีเหลียง จางเฉิน สองคนรับคำ แล้วออกไปช่วยจั่วสิงหยวนทันที
เมื่ออีกฝ่ายแสดงเจตจำนงร่วมมือ บรรยากาศก็ผ่อนคลายลงมาก
ไม่นาน ในนาฬิกาสื่อสารก็มีสัญญาณสีแดงเพิ่มขึ้นมาอีกสองจุด
หม่าอวี่พูดเสียงขรึม "ไปเถอะ พวกเราออกไปพร้อมกัน มือปืนของพวกมันคงไม่โผล่หัวออกมา ระวังไว้ก่อนดีกว่า อย่าลืมเคลื่อนไหวไร้รูปแบบ ถึงพวกมันจะไม่เล็งนาย แต่กันไว้ดีกว่าแก้ต้องตื่นตัวไว้"
"ครับ!"
หนิงเจ๋อรับคำ เดินตามหลังไปเงียบๆ
ในช่วงเวลาสั้นๆ ทีมผู้ฝึกยุทธ์สองทีมได้ปะทะคารมกันแบบไร้เสียง
เมื่อมาถึงสนามรบ หนิงเจ๋อติดตามอยู่ข้างกายหม่าอวี่ ไล่ฆ่ากระทิงคลั่งทมิฬรอบๆ อย่างต่อเนื่อง ส่วนหัวหน้าทีมทั้งสองเริ่มจัดการสัตว์ประหลาดระดับขุนพลสองตัวนั้นแล้ว
เดิมทีทีมเดียวก็กล้าล่าฝูงกระทิงคลั่งทมิฬกลุ่มนี้ ตอนนี้สองทีมลงมือพร้อมกัน แม้จะขาดการยิงสกัดจากมือปืน แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร
แทบจะในเวลาเดียวกัน สัตว์ประหลาดระดับขุนพลสองตัวสิ้นใจ กระทิงคลั่งทมิฬที่ไร้จ่าฝูงเริ่มแตกตื่นหนีตาย
มองดูกระทิงคลั่งทมิฬที่วิ่งหนีผ่านข้างตัว หนิงเจ๋อสายตาดุจสายฟ้า แทงกระบี่ออกไปราวกับแมลงปอแตะน้ำ จมลึกสามนิ้วแล้วชักกลับทันที กระทิงคลั่งทมิฬขาอ่อนแรงล้มฟุบไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย
"แปะ แปะ แปะ!"
เสียงปรบมือดังขึ้น
หนิงเจ๋อหันไปมอง ผู้ฝึกยุทธ์ร่างผอมสูงคนหนึ่งมองเขาด้วยรอยยิ้ม
"ดาบคลั่ง ไอ้หนูนี่ใคร? เด็กใหม่ของพวกนายเหรอ?"
"เฟยอิง (อินทรีเหิน) อย่ามาเฉไฉ นายตาดีจริงนะ มาแย่งเหยื่อพวกเรา! จะเอายังไง!"
"ของพวกนาย? ผายลม! พวกเราเฝ้ามาตั้งสามวัน กว่าไอ้วัวโง่นี่จะหลับ" ผู้ฝึกยุทธ์หน้าโหดคนนั้นเปิดปากด่าทันที
จั่วสิงหยวนหน้าเย็นชา แค่นเสียงว่า "ไม่มีมารยาท นายเป็นใครวะ? ตรงนี้มีที่ให้นายพูดเหรอ? ทำไม หรือว่าทีมอินทรีโลหิตของพวกนายอยากจะวัดกับพวกเรา? กินดีหมีหัวใจเสือมารึไง!"
ผู้ฝึกยุทธ์หน้าโหดคนนั้นโกรธจัด กำลังจะพูดอะไร หัวหน้าทีมชื่อเฟยอิงก็ยกมือห้ามคนข้างหลังไม่ให้พูด
เขาแววตาอำมหิต เอ่ยปากว่า "ดาบคลั่ง ปากดีหน่อย!"
"ในเมื่อเปิดสัญญาณให้ทุกคนออกมา งั้นเราก็ทำตามกฎ กระทิงคลั่งทมิฬระดับขุนพลขั้นสูงตัวนี้คนละครึ่ง ที่เหลือใครฆ่าใครได้"
จั่วสิงหยวนบ่นอุบอิบ "แม่งเอ้ย เสียไปครึ่งหนึ่งฟรีๆ ขายหน้าต่อหน้าหลานเจ๋อชะมัด" แล้วตะโกนตอบ "ได้ เราทำตามกฎ ถ้าไม่ใช่เพราะเหล่าหยางมีธุระไม่ได้มาคราวนี้ พูดอะไรฉันก็ต้องวัดกับนายสักตั้ง ให้พวกนายครึ่งหนึ่งถือว่าถูกไปแล้ว"
เฟยอิงหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาหยุดอยู่ที่หนิงเจ๋อแวบหนึ่ง แล้วโบกมือให้คนข้างหลัง
"จัดการเหยื่อของตัวเอง"
อีกสองคนเริ่มจัดการเหยื่อ มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์หน้าโหดที่ยืนอยู่ข้างกาย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา เหมือนจะถามว่ายอมแค่นี้เหรอ? เขาโดนด่านะ!
เฟยอิงขมวดคิ้ว ส่งสายตาเตือน ผู้ฝึกยุทธ์หน้าโหดถึงยอมรามือ ก้มหน้าไปจัดการเหยื่อเมื่อครู่
หม่าอวี่ก็ลากหนิงเจ๋อไปจัดการซากสัตว์ประหลาด
มีเพียงหัวหน้าทีมสองคนที่ยืนเว้นระยะห่างปลอดภัยประจันหน้ากัน ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรอีก สายตาจ้องมองฝ่ายตรงข้ามอย่างระแวดระวัง พร้อมกับระวังรอบด้านป้องกันการลอบยิงจากมือปืน
ผ่านไปยี่สิบนาที เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ถึงจะเก็บรวบรวมชิ้นส่วนเสร็จ
เฟยอิงเอ่ยปากอีกครั้ง "กระทิงคลั่งทมิฬระดับขุนพลขั้นสูง มูลค่า 80 ล้านดอลลาร์ฮัวเซี่ย ทางฉันขอชิ้นส่วน เดี๋ยวเสร็จเรื่องโอนให้ 40 ล้าน ตกลงไหม?"
จั่วสิงหยวนแค่นเสียง พูดอย่างดูถูกว่า "นายบอก 80 ล้านก็ 80 ล้านเหรอ? ตอนนี้ราคาชิ้นส่วนโปร่งใสจะตาย ราคาเสนอต่ำสุดคือ 80 ล้าน แถมยังเป็นตัวที่เพิ่งเข้าสู่ระดับขุนพลขั้นสูง"
"ตัวนี้ดูจากขนาดก็ไม่ใช่เพิ่งเข้าสู่ระดับขุนพลขั้นสูง ขายให้สมาพันธ์ใต้ดินยังไงก็ต้องได้ 90 ล้าน นายมาเล่นแง่กับฉันตรงนี้? ลงบัญชีให้ฉัน 45 ล้านดอลลาร์ฮัวเซี่ย ชิ้นส่วนสัตว์ประหลาดตัวนี้ให้นายจัดการ"
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดกล้องบันทึกภาพ ผู้ฝึกยุทธ์ถือเรื่องหน้าตา เรื่องแบบนี้ตกลงกันแล้วจะไม่เบี้ยวเงิน
เฟยอิงครุ่นคิด แล้วก็ตอบตกลงทันที "ได้! พวกนายรอพวกเราจัดการเสร็จค่อยไป!"
"ฉันยังไม่สิ้นคิดขนาดลอบกัดหรอก ตามใจนาย" จั่วสิงหยวนท่าทางดูถูกเหยียดหยาม
ผ่านไปอีกห้านาที ชิ้นส่วนจัดการเรียบร้อย ทั้งสองทีมต่างถอยร่นไปทางทิศที่มือปืนของตนซ่อนอยู่
พอไม่เห็นอีกฝ่ายแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ที่อัดอั้นตันใจมานานก็เอ่ยปากทันที
"ลูกพี่ มือปืนทีมมันไม่อยู่ ทำไมต้องทนพวกมันด้วย?"
เฟยอิงแค่นหัวเราะ พูดว่า "มันหลอกพวกเรา กระทิงคลั่งทมิฬระดับขุนพลขั้นสูง ฉันไม่เชื่อว่านอกจาก หยางเชาฉายาฝนเพลิงแล้ว ทีมพวกเขาจะมีใครกล้ายิง!"
"เจ้านั่นฉายาดาบคลั่ง แต่ความจริงเจ้าเล่ห์เหมือนหมีไฟทองคำ พวกมันละเอียดรอบคอบจะตาย จงใจล่อให้พวกเราลงมือ"
"พวกมันห้าคน พวกเราสี่คน หม่าอวี่ฉายามีดทมิฬ ถึงจะใช้ยาพันธุกรรม แต่ก็วิชากายาขั้นละเอียด แถมยังเป็นขุนพลรุ่นเก๋า ฝีมือด้อยกว่าดาบคลั่งแค่นิดหน่อย"
"บวกกับเด็กใหม่นั่น อย่างน้อยก็มีฝีมือระดับนักรบขั้นสูง เผลอๆ ดูจากท่าทางลงมือสบายๆ นั่น ก็คงมีของดีอยู่บ้าง"
"ถ้าลงมือกันจริงๆ ต่อให้แค่ลองเชิงกันหน่อย พวกเราก็ต้องเสียเงินขอโทษ ถึงตอนนั้นจะขาดทุนยับ"
"ซวยชะมัด!" ผู้ฝึกยุทธ์หน้าโหดหงุดหงิดมาก "เหยื่อดีๆ ต้องแบ่งไปครึ่งหนึ่ง ไม่งั้นรอบนี้รอบเดียวเท่ากับรายได้รวมของพวกเราครึ่งหนึ่งเลยนะ!"
เฟยอิงยิ้มเจ้าเล่ห์พูดว่า "ใครบอกว่าเหยื่อแบ่งไปครึ่งหนึ่ง? เหยื่อไม่ได้อยู่ในมือพวกเราเหรอ?"
ได้ยินดังนั้น ผู้ฝึกยุทธ์ร่างกำยำในทีมก็อดพูดไม่ได้ "ลูกพี่ เรื่องนี้เราเบี้ยวไม่ได้นะ พวกมันอัดคลิปไว้แน่ ถ้าทำสำนักสายฟ้าเสียหน้า นั่นไม่ใช่แค่ไม่กี่สิบล้านจะเคลียร์ได้นะ"
"ใครบอกว่าฉันจะเบี้ยว?" เฟยอิงย้อนถาม แล้วพูดเสียงเย็นว่า "ถ้าพวกมันกลับไปไม่ได้ล่ะ?"
ผู้ฝึกยุทธ์หน้าโหดดีใจมาก พูดอย่างตื่นเต้นว่า "ลูกพี่? เราจะลงมือเหรอ?"
"ลงมือ? ต้าจ้วง นายใช้สมองหน่อย ต่อให้ลอบกัดดาบคลั่งได้ แต่ยังมีมีดทมิฬอีกคน เราก็ไม่ได้ได้เปรียบเท่าไหร่"
น้ำเสียงของเฟยอิงดูระอาใจ เพื่อนร่วมทีมแบบนี้กล้าลุยกล้าเสี่ยงแถมเชื่อฟัง เสียแต่หัวทึบไปหน่อย อารมณ์ก็ร้อน
ต้าจ้วงเกาหัวแก้เก้อ ถามว่า "งั้นเราจะทำยังไง?"
เฟยอิงแค่นหัวเราะ "จำเป็นต้องให้พวกเราลงมือเหรอ?" แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์วิเคราะห์ว่า "ทีมผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมีห้าคน"
"ตามกฎของพวกเราผู้ฝึกยุทธ์ คนออกแรงเยอะเอาส่วนมากคือหกส่วน สมาชิกคนอื่นเอาสี่ส่วน คนละหนึ่งส่วน ถ้าไม่ใช่ทีมที่สนิทกันจริงๆ ก็ใช้กฎนี้มาตลอด น้อยมากที่จะมีข้อยกเว้น"
"ในเมื่อมีกฎแบบนี้ ก็ย่อมมีเหตุผล ทั้งความสมดุลทางจิตใจเรื่องแบ่งเงิน การกระจายหน้าที่รับผิดชอบของสมาชิก ทำมากได้มาก ถือเป็นมาตรฐานที่ยุติธรรม"
"ฉันกล้าฟันธงว่า หยางเชาฝนเพลิง ต้องอยู่แน่! แปลว่าทีมพวกเขามีเรื่องผิดปกติ กลายเป็นหกคน"
"งั้นเด็กใหม่คนนี้ต้องเป็นคนกันเองที่ไว้ใจได้ แม้หน้าจะเปื้อนฝุ่นมองอายุกไม่ออก แต่ดูจากทรงผมน่าจะยังหนุ่ม"
"ไว้ใจได้ และยังหนุ่ม บังเอิญสองวันก่อนฉันได้รับข่าวจากทางสำนัก ว่าลูกชายของหมีไฟทองคำประลองในสำนัก ชนะอัจฉริยะสัญญาระดับ S ถ้างั้นตัวตนของเด็กใหม่คนนี้ก็ไม่ต้องเดาแล้ว ไม่ใช่ภารกิจพาเด็กใหม่ที่สำนักจัดให้แน่ พวกเขาคงไม่ถึงขั้นไม่พาลูกชายอดีตหัวหน้ามา แล้วไปพาคนอื่นมาหรอก"
"พวกเราโดนแย่งเหยื่อก็ต้องโกรธ แต่ฉันเชื่อว่า มีคนพอได้ยินว่าลูกชายหมีไฟทองคำชนะอัจฉริยะสัญญาระดับ S คงกลัวจนนอนไม่หลับแน่"
"ขอแค่ปล่อยข่าวนี้ออกไป ย่อมมีคนมาจัดการพวกเขา ถึงตอนนั้นไม่เพียงจะได้เหยื่อคืนมา เผลอๆ อาจจะได้ค่าตอบแทนงามๆ อีกก้อน"
"ลูกพี่ ผมเชื่อพี่! ขอแค่ได้แก้แค้นก็พอ!" ต้าจ้วงยิ้มซื่อๆ หันหน้าไปแววตาก็เต็มไปด้วยความอำมหิต
เฟยอิงหันไปมองอีกสองคน
พวกเขามองตากัน แล้วรีบพูดว่า "ลูกพี่ ว่าไงว่าตามกัน!"
"ลูกพี่ พี่ตัดสินใจเลย!"
เฟยอิงเชิดหน้ายิ้มอย่างได้ใจ พูดว่า "หาที่เงียบๆ โทรศัพท์ รอรับเงิน ทุกคนว่าไง?"
[จบแล้ว]