เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 - ตระหนักรู้ทักษะการระเบิดพลัง

บทที่ 5 - ตระหนักรู้ทักษะการระเบิดพลัง

บทที่ 5 - ตระหนักรู้ทักษะการระเบิดพลัง


บทที่ 5 - ตระหนักรู้ทักษะการระเบิดพลัง

หนิงเจ๋ออดรนทนไม่ไหวที่จะทดลองแล้ว

เขาค่อยๆ หลับตาลง แล้วลืมตาโพลงขึ้นทันที นัยน์ตาฉายประกายแวววาว ปากตะโกนก้อง "วายุ!"

ร่างพริ้วไหวดั่งสายลม เงากระบี่พาดผ่านห้วงอากาศ

"เยี่ยมมากไอ้ลูกชาย!"

หนิงหัวยิ้มกว้าง ความเร็วระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนเพิ่งแตะระดับนักรบขั้นกลางจะทำได้

เขาถือดาบขวางหน้า รอรับกระบี่ที่ฟันเข้ามา

"เคร้ง!"

ดาบและกระบี่ปะทะกัน เสียงโลหะกระทบดังกังวานใส

สัมผัสถึงแรงที่ส่งมา หนิงหัวเบิกตากว้าง อุทานเสียงหลง "นักรบขั้นสูง?"

ลูกชายเขาเพิ่งผ่านการทดสอบผู้ฝึกยุทธ์มาได้แค่อาทิตย์กว่า ตอนนี้กลายเป็นนักรบขั้นสูงแล้วเหรอ?

"ถึงนักรบขั้นสูงเลยเหรอ?"

หนิงเจ๋อครุ่นคิดเล็กน้อย เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น พลังที่เพิ่มขึ้นมากะทันหันนี้คือการระเบิดพลัง หรือการส่งแรงนั่นเอง ก่อนหน้านี้ตอนเพลงกระบี่ทะลวงสู่ขั้นเชี่ยวชาญ เขาเผลอใช้มันไปกับความเร็วโดยไม่รู้ตัว

หนิงหัวกลับไม่สามารถสงบจิตใจได้อีกต่อไป เขาก้าวเข้ามา มือสองข้างจับไหล่หนิงเจ๋อแน่น ตาถลนเหมือนตาวัย ตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า "ลูก นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมตอนนี้แกถึงเป็นนักรบขั้นสูงแล้ว? ครึ่งเดือนเป็นนักรบขั้นสูง? นี่มัน..."

พละกำลังของแต่ละระดับจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์คือ 900 กิโลกรัมขึ้นไป ใช้ท่าห้าจิตสู่ฟ้าดูดซับพลังงานจักรวาลครั้งแรก คนทั่วไปเพิ่มประมาณ 600 กิโลกรัม เพิ่ม 1,000 กิโลกรัมคือหัวกะทิ เพิ่ม 2,000 กิโลกรัมขึ้นไปคืออัจฉริยะ

หนิงเจ๋อดูดซับพลังงานจักรวาลครั้งแรกเพิ่มมา 1,200 กิโลกรัม พละกำลังร่างกายประมาณ 2,100 กว่าๆ ถือว่าเป็นแค่หัวกะทิ หลังจากนั้นเข้าร่วมการทดสอบภาคปฏิบัติอีกหนึ่งเดือน เขาเพิ่มมาอีกร้อยกว่ากิโลกรัม ตอนนี้เกือบแตะระดับนักรบขั้นสูงที่ 4,000 กิโลกรัม แปลว่าต้องเพิ่มมาอีกกว่า 1,700 กิโลกรัม

ถ้ามีความเร็วในการพัฒนาที่น่ากลัวขนาดนี้จริง เดือนกว่าๆ ก็เป็นขุนพลขั้นต้น สามเดือนกว่าก็ขุนพลขั้นกลาง หนึ่งปีเป็นขุนพลขั้นสูง สองปีเป็นเทพสงคราม!

อย่าว่าแต่หัวกะทิเลย นี่มันน่ากลัวกว่าอัจฉริยะระดับปีศาจซะอีก เป็นปีศาจในหมู่ปีศาจ

เผชิญหน้ากับพ่อที่ตื่นเต้นสุดขีด หนิงเจ๋อไม่รู้จะอธิบายยังไง เขาพูดอย่างลังเลว่า "พ่อครับ ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่สมรรถภาพร่างกาย แต่ผมเหมือนจะเข้าใจ... ทักษะการส่งแรง?"

"ทักษะการส่งแรง?"

ดวงตาทั้งสองของหนิงหัวเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม ข้างในมีเส้นเลือดฝอยแดงฉาน เขาตื่นเต้นจนตัวสั่น และหวาดกลัวจนตัวสั่น

"ลูกเอ้ย~"

" 'เคล็ดวิชากระบี่วายุ' เล่มต้นไม่มีสอนทักษะการส่งแรงนะ แกคงไม่ได้ไปแอบขโมยฝึกเคล็ดวิชามาหรอกใช่มั้ย?"

คัมภีร์เคล็ดวิชา คือเกียรติยศและผลงานของผู้คิดค้น การนำออกมาให้คนอื่นเรียนรู้ถือเป็นความใจกว้างและความเมตตา ดังนั้นเงินจำนวนมากที่ผู้ซื้อจ่ายไปจึงเป็นค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้คิดค้น

หากมีใครกล้าแอบถ่ายทอดเคล็ดวิชา นี่คือการดูหมิ่นเกียรติยศและผลงานของผู้สร้าง และเป็นการท้าทายสำนักขีดจำกัด!

ผู้ลักลอบถ่ายทอด หากถูกจับได้ โทษคือตายสถานเดียว!

ถ้าหนิงเจ๋อแอบขโมยฝึกมาจริง หนิงหัวคงภาวนาให้ลูกชายฝึกไม่สำเร็จซะยังจะดีกว่า!

"พ่อครับ พ่อดูถูกผมเกินไปแล้ว ผมจะไปแอบฝึกมาจากไหน?"

หนิงเจ๋อยิ้มขื่น จากนั้นพูดอย่างลำบากใจว่า "นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ผมตระหนักรู้ได้เองมั้งครับ?"

ใช้ระบบช่วยอัปเกรดเป็นครั้งที่สอง แล้วยังโดนพ่อบังคับให้ยอมรับว่าคิดค้นเองอีก เขาเลยรู้สึกกระดากใจอยู่บ้าง

แต่เขาไม่ใช่คนหัวโบราณขนาดนั้น วิธีไหนที่เพิ่มความแข็งแกร่งได้ทำไมจะใช้ไม่ได้? มีกี่คนที่อยากได้แต่ไม่มีโอกาส เขาไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยสักนิด

ถึงยังไง บางคนก็มีพรสวรรค์ฟ้าประทาน เกิดมาก็รู้แจ้ง สติปัญญาล้ำเลิศ คิดค้นเพลงกระบี่ได้ง่ายๆ

เขาไม่ได้มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิด แต่ภายหลังมีหน้าต่างระบบโผล่มา ก็ถือซะว่าเป็นพรสวรรค์อีกรูปแบบหนึ่ง นี่คือโอกาสของเขา

เพียงแต่เพิ่งได้มา เลยยังไม่ค่อยชิน

หนิงหัวได้ยินแบบนั้นก็ร้อนรน "อะไรเรียกว่าน่าจะ? นี่ใช่เรื่องล้อเล่นเหรอ? นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายนะ!"

"ตกลงแกแอบฝึกวิชาอะไรมา? แพงๆ ซื้อไม่ไหว แต่ระดับแรกๆ พ่อยังพอซื้อไหวนะ!"

แววตาของหนิงเจ๋อค่อยๆ จริงจังขึ้น พูดเสียงขรึมว่า "พ่อครับ ผมตระหนักรู้ด้วยตัวเองจริงๆ!"

ความเข้าใจตอนที่เพลงกระบี่เลื่อนขั้นนั้นเขาได้รับมาครบถ้วน

คนอื่นอาศัยการบรรลุฉับพลัน เขาแค่ค่าประสบการณ์ถึงก็บรรลุได้ ความลึกล้ำของทุกท่วงท่าอยู่ในใจ เพียงแต่กระบวนการมันเหมือนไปปล้นเขามา

ในเมื่อความเข้าใจนั้นครบถ้วน เขาก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ลึกๆ แล้วยังชอบความรู้สึกแบบนี้ด้วยซ้ำ

หนิงหัวมึนตึ้บ อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก ตระหนักรู้ด้วยตัวเอง?

ของพรรค์นี้มันคิดเองกันได้ด้วยเหรอ?

ทักษะการส่งแรงไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ?

นั่นคือเทคนิคชั้นสูงที่เพิ่มพลังโจมตีเป็นเท่าตัว!

เพิ่มหนึ่งเท่า ก็เท่ากับข้ามไปหนึ่งขั้นย่อย

เพิ่มสามเท่า ก็คือสองขั้นย่อย

ถ้าคนที่มีฝีมือเพิ่งแตะระดับขุนพล สามารถระเบิดแรงได้สี่เท่า พละกำลังจะพุ่งไปแตะระดับขุนพลขั้นสูง ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของระดับขุนพล!

เทคนิคแบบนี้ ในหมู่ยอดฝีมือระดับขุนพลมีคนทำได้น้อยของน้อยของน้อย

เพราะถ้าเข้าใจเทคนิคนี้ ความเร็วในการฝึกฝนจะเพิ่มขึ้นทวีคูณ ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นหาเงินได้เร็วขึ้น ทรัพยากรมากขึ้น การกระตุ้นร่างกายก็จะดีขึ้น ถึงขั้นทะลุขีดจำกัดของอายุ คนที่ใช้แรงเป็นส่วนใหญ่ฝึกไปถึงระดับเทพสงครามกันแล้ว!

เรียกได้ว่ารู้แจ้งเพียงวันเดียว อนาคตสดใส

นี่ยังแค่เรียนนะ แต่นี่ให้คิดค้นเอง!

ใช่ เคล็ดวิชาปัจจุบันก็มาจากคนรุ่นก่อนคิดค้น แต่ยกเว้นเคล็ดวิชาของยอดฝีมือระดับท็อปจริงๆ

ส่วนใหญ่ เล่มต้นจะไม่มีเทคนิคการส่งแรง ต้องรอเล่มปลายถึงจะมี

นี่ไม่ใช่แค่คัมภีร์ แต่นี่คือเส้นทางการฝึกฝนของบรรพชน!

คนรุ่นก่อนก็ต้องรอให้ระดับถึงจุดหนึ่งก่อน ถึงจะเข้าใจการส่งแรงได้โดยอ้างอิงจากคัมภีร์โบราณ

นี่คือขีดจำกัดของมนุษย์ ต้องถึงระดับหนึ่งก่อนถึงจะเข้าใจการส่งแรง

และผู้เรียน... ถ้าพรสวรรค์ไม่ล้ำเลิศจริงๆ เริ่มต้นมาไม่มีทางเข้าใจการส่งแรงได้หรอก นี่มันหุบเหวชัดๆ!

ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ต้องมีพื้นฐานระดับหนึ่งก่อน

ส่วนการคิดค้นขึ้นมาเอง... ไร้สาระสิ้นดี

เด็กใหม่ที่เพิ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์คิดค้นเทคนิคการส่งแรง... นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องอัจฉริยะหรือไม่ แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

หนิงหัวรู้สึกหน้ามืด... มือเผลอบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาพบว่าพรสวรรค์ของลูกชายคนนี้เวอร์วังเกินไป

หนิงเจ๋อขมวดคิ้ว พละกำลังของพ่อมากกว่าเขาห้าเท่า!

ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนแขนจะหักแล้ว!

"พ่อ ปล่อยผมก่อน!"

หนิงหัวได้สติ แต่ยังไม่มีทีท่าจะปล่อย ถามอย่างร้อนรนว่า "ตอนนี้แรงแกเท่าไหร่?"

"ครั้งล่าสุดที่ทดสอบคือ 2,235 กิโลกรัมครับ" หนิงเจ๋อตอบตามความจริง

"2,235 กิโลกรัม ผ่านมาไม่กี่วัน การโจมตีเมื่อกี้ของแกเกิน 4,000 กิโลกรัมแน่นอน แปลว่าแรงที่ส่งออกมาเพิ่มขึ้นแปดสิบเปอร์เซ็นต์! หรืออาจจะเก้าสิบ! เกือบจะหนึ่งเท่าของแรงเดิม!"

หนิงหัวพึมพำเบาๆ พอเข้าใจถึงการพัฒนานี้ เขาก็ปล่อยมือที่จับแขนหนิงเจ๋อ ร่างกายเซถลาไปสองก้าว ต้องใช้ดาบศึกประกายทองยันไว้ เห็นได้ชัดว่าจิตใจของเขาได้รับความสะเทือนใจขนาดไหน

พอทรงตัวได้ หนิงหัวก็ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง "มา ฟันพ่อ!"

หนิงเจ๋อหนังตากระตุกรัวๆ แต่ก็พยักหน้าอย่างจริงจัง

ครั้งนี้เขาควบคุมความรู้สึกนั้นได้ดีขึ้นมาก

ร่างกายโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย เท้ายันพื้น เผลอใช้ทักษะการส่งแรงไปที่ขาโดยไม่รู้ตัว ร่างทั้งร่างพุ่งไปข้างหน้าราวกับลูกธนู ความเร็วเหนือกว่าเมื่อครู่!

วูบ! หนิงเจ๋อหยุดตัวนิ่ง ผมหน้าม้าไหวเบาๆ

แรงส่งจากพื้น ส่งผ่านกระดูกสันหลังมาสู่แขน เขาชักกระบี่ฟันออกไป ราวกับแสงจันทร์สีเงินตกลงมา!

"เคร้ง!"

เสียงกระบี่ใสกังวานดังก้องห้องฝึกซ้อม

หนิงหัวถูกแรงนี้ดันถอยหลังไปสองก้าว มือคลายออก ดาบศึกประกายทองร่วงลงพื้นเสียงดังเคร้ง

หนิงเจ๋อไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่วินาทีถัดมา เขาถึงกับผงะ

หนิงหัวหัวเราะลั่นแหงนหน้ามองฟ้าท่าทางเหมือนคนบ้า เสียงหัวเราะบ้าคลั่งทำเอาห้องฝึกซ้อมสั่นสะเทือน

หัวเราะได้สามวินาที เขาก็พุ่งมาตรงหน้าหนิงเจ๋อ คว้าตัวเข้ามากอดแล้วหัวเราะไม่หยุด

"ลูกพ่อ! ลูกพ่อ!"

"ฮ่าฮ่าฮ่า!"

หนิงเจ๋อรู้สึกเจ็บนิดหน่อย แต่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

เพราะเขาสัมผัสได้ถึงความปิติยินดีนั้น

พ่อทนทุกข์กับอาการบาดเจ็บมานานแล้ว!

ยอดฝีมือระดับขุนพล จู่ๆ กลายเป็นคนพิการขาเป๋ ถึงจะไม่เหมือนจอมยุทธ์ที่สูญเสียวรยุทธ์ไปทั้งหมด แต่ก็ใกล้เคียง

ผู้ฝึกยุทธ์ฝึกฝนร่างกาย ฝึกฝนวิวัฒนาการ

การที่ไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้ก็เจ็บปวดพอแล้ว สิ่งที่หายไปพร้อมกันคือเกียรติยศ!

ไปล่าสัตว์ประหลาดในเขตทุรกันดารไม่ได้ นั่นคือความเสียดาย

จากผู้พิทักษ์ฐานที่มั่นอันรุ่งโรจน์ กลายเป็นผู้ถูกปกป้อง ความรู้สึกสูญเสียนั้นยากจะบรรยาย

กายพิการ ใจก็ห่อเหี่ยว

หนิงหัวไม่ยอมแพ้ ขาเป๋ข้างหนึ่งแต่สามารถกู้ความแข็งแกร่งกลับมาถึงระดับขุนพลได้ สิ่งที่ต้องแลกมานั้นมากกว่าคนปกติไม่รู้กี่เท่า

เพื่อที่จะได้มีพลังปกป้องครอบครัวในยุคสมัยอันตรายนี้

และความปรารถนาสูงสุดของหนิงหัว ก็หนีไม่พ้น หนึ่งครอบครัวมีความสุข สองลูกชายได้ดี

พวกเขามีพลังถึงจะมีสิทธิ์ไขว่คว้าความสุข หนิงเจ๋อมีพลังถึงจะมีชีวิตรอดในเขตทุรกันดาร

สองความปรารถนา แท้จริงแล้วคือหนึ่งเดียว

ตอนนี้พบว่าหนิงเจ๋อมีพรสวรรค์ระดับนี้ การจะเป็นยอดฝีมือ ดูเหมือนจะอยู่แค่เอื้อม ย่อมมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ในอนาคตหากหนิงเจ๋อประสบความสำเร็จ ก็เพียงพอให้เขาภูมิใจ เกียรติยศของนักรบที่เคยมีจะหวนกลับมาครบถ้วน พ่อได้ดีเพราะลูก เขาจะยิ่งรู้สึกภูมิใจ

หนิงหัวตบหลังหนิงเจ๋อหลายที แล้วหันหลังลากเขาเดินออกไปข้างนอก รอยยิ้มบนหน้าดูเหมือนคนเสียสติไปแล้ว

'พ่อดีใจยิ่งกว่าตอนที่ผมค้นพบความสามารถของระบบซะอีก'

หนิงเจ๋อเดินตามหลังไปพร้อมรอยยิ้ม เขาเคยคิดว่าจะเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ เขาพยายามมาตลอด แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้

"ฮ่าฮ่าฮ่า!"

หนิงหัวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เดินส่ายอาดๆ เหมือนไม่เห็นหัวใคร

ชั้นหนึ่ง หลี่หว่านนั่งอยู่บนโซฟาทำหน้าแปลกๆ มุมปากกลั้นยิ้ม ยิ่งมองหนิงหัวสายตาก็ยิ่งรังเกียจ

"เป็นอะไร? ป่วยเหรอ?"

หนิงหัวโอบไหล่หนิงเจ๋อ ตะโกนทีละคำว่า "ลูกชายฉัน! อัจฉริยะเหนือโลก!"

หลี่หว่านกลอกตา ก่อนหน้านี้คนที่จะตีนลูกก็คือคุณ ตอนนี้คนที่ชมลูกก็คือคุณ ก่อนออกจากบ้านยังเต้นผางๆ อยู่เลย! ตอนนี้หัวเราะเป็นคนบ้า!

มองไปที่หนิงเจ๋อ เธอพูดด้วยความภูมิใจ "ลูกชายฉันต้องเป็นอัจฉริยะอยู่แล้ว!"

หนิงหัวแอบขำคนเดียว ส่ายหน้าพูดอย่างมีนัยว่า "คุณไม่เข้าใจหรอก!" พูดจบ ก็ปล่อยหนิงเจ๋อ เดินไปที่ครัวชั้นหนึ่ง เปิดตู้ไวน์หยิบวิสกี้มาสองขวด กระดกเข้าปากอึกๆ

"อ่า~"

"สะใจ!"

หนิงเจ๋อยืนยิ้มมองดู พูดตามตรง เขาไม่เคยเห็นพ่อดีใจขนาดนี้มาก่อน

อาจจะตอนที่น้องสาวเกิดพ่อคงดีใจแบบนี้ แต่เขาจำไม่ได้แล้ว

"ท่ามากจริง!"

หลี่หว่านชำเลืองมองคนบ้าตรงนั้น แล้วเดินเข้ามาจับมือลูกชายด้วยความรักใคร่ "พ่อแกเป็นอะไรไป?"

หนิงเจ๋อเลิกคิ้ว ยิ้มว่า "อาจเป็นเพราะผมเข้าใจทักษะการส่งแรงมั้งครับ?"

"เข้าใจทักษะการส่งแรง?"

หลี่หว่านเอียงคอทวนคำ แล้วดวงตากลมโตคู่สวยก็เบิกกว้าง กรี๊ดเสียงแหลม "เข้าใจทักษะการส่งแรง!"

"กรี๊ด!"

"ลูกชายฉันเป็นอัจฉริยะ!"

ตะโกนจบก็ดึงหนิงเจ๋อเข้ามากอด พูดจาไม่รู้เรื่อง ท้ายสุดเหมือนกำลังสวดมนต์

หนิงเจ๋อก้มหน้าเม้มปากแอบขำ แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้ม มองแม่ด้วยสายตาอ่อนโยน

หลี่หว่านไม่ค่อยเข้าใจตรรกะในวงการผู้ฝึกยุทธ์เท่าไหร่

เธอไม่รู้หรอกว่า ไม่ใช่ทุกเคล็ดวิชาจะแฝงเทคนิคการส่งแรง

รู้แค่ว่าเข้าใจการส่งแรงได้คืออัจฉริยะ ก็ระบายความดีใจออกมา

"อ้า!"

ซัดเหล้าขาวไปสองขวด

หนิงหัวพ่นลมหายใจหนักๆ ในที่สุดก็ได้ระบายอารมณ์ จิตใจที่ปั่นป่วนเริ่มสงบลง ร่างกายมึนๆ แต่สติเริ่มกลับมาบ้าง

"ลูก! ไป! พวกเราไปล็อกอินเครือข่ายบ้านแห่งขีดจำกัดกัน!"

บ้านแห่งขีดจำกัด คือเครือข่ายภายในของสำนักขีดจำกัด เฉพาะผู้ฝึกยุทธ์ในสังกัดสำนักขีดจำกัดเท่านั้นถึงจะล็อกอินได้

เว็บไซต์นี้มีฟังก์ชันเยอะมาก แบ่งเป็นหลายหมวด มีรับภารกิจ ประกาศภารกิจ มีแชทส่วนตัว มีหมวดการฝึกฝน มีระบบบริจาค

ที่ฮอตฮิตที่สุดคือสองหมวดใหญ่ 'บอร์ดผู้ฝึกยุทธ์' และ 'ร้านค้าออนไลน์'

ร้านค้าออนไลน์ มีสินค้าครอบจักรวาล ทักษะการนำทาง วิชากายา เคล็ดวิชาดาบ อาวุธร้อน อาวุธเย็น ยาพันธุกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย

ที่นี่รวบรวมทุกอย่างของผู้ฝึกยุทธ์ ไม่มีใครกล้าบอกว่ารวยในร้านค้านี้ แม้แต่ระดับเทพสงครามยังต้องการของมากมาย ส่วนใหญ่ได้แต่ดูตาละห้อย

ส่วนเว็บบอร์ดก็เป็นแหล่งรวมตัวของผู้ฝึกยุทธ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พูดคุยเรื่องการฝึกฝน หรือสืบข่าวสาร...

"พ่อ เราจะไปซื้อเคล็ดวิชาเหรอครับ?" หนิงเจ๋อถามด้วยความตื่นเต้น

"ใช่ ตอนนี้แกต้องหาอะไรมาบังหน้าหน่อย" หนิงหัวพูดจริงจัง

"บังหน้า?" หนิงเจ๋อชะงัก "สำนักไม่ได้ให้สิทธิพิเศษกับอัจฉริยะเหรอครับ?"

หนิงหัวถลึงตา ตวาดว่า "ไอ้โง่!"

"แกคิดว่าตัวเองแค่คิดค้นเทคนิคการส่งแรงเหรอ? ถ้าแกแค่เรียนรู้ได้ ต่อให้เรียนได้หลายขั้นก็ไม่เป็นไร ฉันก็แค่แนะนำไปตามกระบวนการปกติ"

"แต่กรณีของแกมันต่างออกไป ถึงยังไม่ได้ทดสอบละเอียด แต่ฉันรู้สึกว่าแรงส่งของแกเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่า! ขนาดเคล็ดวิชาของท่านเจ้าสำนักหงและท่านเทพสายฟ้า แรงส่งยังแค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ละขั้นเพิ่มเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ขั้นแรกแค่ 1.4 เท่า ขั้นสองถึงจะเป็น 2.1 เท่า ของแกตอนนี้ก็เกือบเท่าขั้นที่สองแล้ว!"

"ไม้สูงเกินป่ามักโดนลมโค่น ใครจะรู้ว่าลมที่พัดมาคือใคร? สองสำนักใหญ่แบ่งกันครองโลก แกคิดว่าข้างในสงบสุขนักเหรอ?"

"ในเมื่อแกตระหนักรู้ได้เอง การเรียนเคล็ดวิชาคนอื่นก็น่าจะง่ายมาก นอกจากบังหน้าแล้ว เผลอๆ อาจจะช่วยต่อยอดความรู้ได้ด้วย"

"แกยังอ่อนหัดนัก! ไป ขึ้นข้างบน เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟัง! กันไว้ดีกว่าแก้ เรื่องนี้ฉันต้องไปปรึกษาแบ็กอัปก่อน"

หนิงเจ๋อได้ยินดังนั้นก็ตาสว่าง ที่แท้พลังที่เขาเพิ่มขึ้นมันเยอะขนาดนี้!

สองสำนักใหญ่ของโลก สำนักขีดจำกัดและสำนักสายฟ้า มีการกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้ง

ถ้าอยู่ในฐานที่มั่นยังพอทน ทั้งสองฝ่ายยังยั้งมือกันบ้าง

แต่ถ้าออกจากฐานที่มั่น

ความขัดแย้งของผู้ฝึกยุทธ์ไม่ใช่แค่ต่อยตีกันธรรมดา ในเขตทุรกันดารเจอกันทีคือสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง

จอมยุทธ์มักแหกกฎด้วยกำลัง หากเทคนิคการส่งแรงที่เหนือสามัญสำนึกของเขาแพร่งพรายออกไป ไม่แน่อาจนำมาซึ่งปัญหา พวกเขารับมือไม่ไหว ก็ควรหาที่พึ่งพิงจริงๆ

"พ่อ ผมโตแล้วนะ เมื่อกี้ในห้องฝึกซ้อม ผมล้มพ่อได้แล้วนะ แรงที่พ่อใช้ตอนนั้นเยอะกว่าผมตั้งเยอะ!"

หนิงหัวหน้าแดงแปร๊ด นึกว่าไอ้ลูกชายมัวแต่ดีใจเรื่องเพลงกระบี่จนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ไหนได้ดันมาพูดกลางห้องรับแขก ทำเอาเขาเสียหน้าชะมัด

สายตาเหลือบมองไปข้างๆ อย่างระแวง

หลี่หว่านกอดบอกยิ้มกริ่ม ไม่พูดอะไร แต่สายตาเหมือนจะบอกว่า ลูกโตแล้วจริงๆ ล้มพ่อได้แล้ว!

หนิงหัวหน้าดำคร่ำเครียด พูดเสียงต่ำ "คลื่นลูกใหม่ไล่คลื่นลูกเก่า ลูกเก่งกว่าพ่อมันเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ? แกมีความทะเยอทะยานแค่นี้?"

"อีกอย่าง แกคิดว่าฉันสู้กับแกเต็มที่เหรอ? ถ้าฉันไม่ออมมือให้ แกรับไม่ได้ถึงสามกระบวนท่าหรอก!"

หนิงเจ๋อพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง สายตาครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า "ตอนนี้ใช้พ่อเป็นคู่ซ้อมคงไม่เหมาะแล้ว พ่อวางใจเถอะ ผมจะรีบแซงพ่อให้ได้!"

หนิงหัวตาถลน กำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปนที่แขน ก่อนจะด่ากลั้วหัวเราะ "ไอ้เด็กบ้า จะมาปีนเกลียวกับฉันแกยังเร็วไปร้อยปี!"

"รีบตามขึ้นมา ถ้ากล้าพูดมากอีก จะให้เห็นพลังที่แท้จริงของฉัน!"

หนิงเจ๋อเลิกคิ้ว เดินตามขึ้นไปอย่างว่านอนสอนง่าย ปิดปากเงียบกริบ ผู้รู้กาละเทศะคือยอดคน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 5 - ตระหนักรู้ทักษะการระเบิดพลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว