เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - กลับก่อนกำหนดและคำลวง

บทที่ 3 - กลับก่อนกำหนดและคำลวง

บทที่ 3 - กลับก่อนกำหนดและคำลวง


บทที่ 3 - กลับก่อนกำหนดและคำลวง

หนิงเจ๋อกำลังเก็บซากสัตว์ประหลาด

หยางเชาและคนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามา

จั่วสิงหยวนพูดด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวจี๊ดว่า "ไอ้หนู ร้ายไม่เบานี่หว่า จัดการได้ด้วย วิชากายาของนายแตะ 'ขั้นละเอียด' แล้วเหรอ?"

"เสียดายก็แต่ขนแมวนี่แหละ เดิมทีน่าจะขายได้ราคา ตอนนี้มีแต่รอยกระบี่ ราคาตกยิ่งกว่ากรงเล็บแมวซะอีก"

หนิงเจ๋อยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว ตอบกลับไปว่า "ต้องขอบคุณอาจั่วที่หาคู่ต่อสู้ตัวนี้มาให้ครับ เยี่ยมมากเลย เสียดายที่ช่วงหลังไม่ค่อยตึงมือเท่าไหร่ เลยได้ฝึกแค่แป๊บเดียว"

"ขนแมวนี่นุ่มดีครับ ผมกะว่าจะไม่ขาย ว่าจะให้คนเอาไปทำถุงมือให้น้องสาว ส่วนหนังม้าเขาโลหิตตัวนั้นจะเอาไปทำกระเป๋าให้แม่ครับ"

จั่วสิงหยวนยิงฟันพูดอย่างหมั่นไส้ "ถ้าเก่งกว่านี้อีกนิดนายจะรับมือไหวเรอะ?"

หนิงเจ๋อหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ

หยางเชายิ้มแก้มปริพูดว่า "เมื่อเช้าฉันเห็นสายตากระหายเลือดของนายก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดา ไม่คิดเลยว่านายจะเซอร์ไพรส์พวกเราขนาดนี้ อายุสิบเก้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ วิชากายา 'ขั้นละเอียด' ทั่วทั้งเขตเมืองหยางโจว พรสวรรค์ของนายนับว่าติดอันดับต้นๆ"

จางเฉินแววตาสดใสพูดเสียงขรึมว่า "วิชากายา 'ขั้นละเอียด' ล้ำค่ากว่าพรสวรรค์ทางร่างกายซะอีก!"

สวีเหลียงก็ยิ้มตาหยีเสริมว่า "ใช่ วิชากายาขั้นละเอียดคือพรสวรรค์ในการต่อสู้ นี่คืออัจฉริยะสายต่อสู้ เจ๋งกว่าพวกพรสวรรค์ร่างกายเพียวๆ เยอะ"

พูดพลางปรายตามองไปที่จั่วสิงหยวน สายตาเสียดายคู่นั้นเหมือนจะบอกว่า คนนี้เป็นถึงขุนพลขั้นกลาง เสียดายที่วิชากายายังไม่ถึง 'ขั้นละเอียด'

จั่วสิงหยวนหน้าเจื่อน กระแอมไอสองทีแล้วพูดว่า "เสี่ยวเจ๋อเก่งมากที่เข้าถึง 'ขั้นละเอียด' ได้ แต่อย่าได้ลำพองใจ ตอนนี้พละกำลังและความเร็วยังเป็นจุดอ่อน ต่อให้วิชากายาดีแค่ไหนก็ต้องมีพละกำลังและความเร็วคอยหนุน ยังต้องขยันฝึกฝนต่อไป อย่าโลภมากหวังสูงเกินตัว"

"เมื่อกี้ยังอยากให้มันเก่งกว่านี้อีก ถ้าเป็นแมวเงาทมิฬระดับ F ของจริง นายคงไม่มีโอกาสได้ใช้วิชากายา 'ขั้นละเอียด' หรอก"

หนิงเจ๋อใจหายวาบ ข่มความดีใจไว้ เมื่อกี้เขาอยากหาสัตว์ประหลาดที่เก่งกว่านี้มาสู้จริงๆ

แต่การจงใจพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เฉียดตายแบบนั้น ใครจะรับประกันได้ว่าจะรอดชีวิตตลอดไป?

ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่วิชากายาของเขาอยู่ตรงขอบเหวแห่งการเลื่อนระดับพอดี เกรงว่าคงดิ้นรนเปล่าประโยชน์ สุดท้ายต้องพึ่งอาหยางช่วย หากวันหน้าฝึกฝนเสี่ยงตายแล้วไม่มีคนช่วย มีแต่ทางตายสถานเดียว

เขาพยักหน้าอย่างจริงจัง "อาจั่ว ขอบคุณครับ ผมจะระวังตัว"

จั่วสิงหยวนกู้ความมั่นใจในฐานะผู้อาวุโสกลับมาได้อีกครั้ง "ในเมื่อวิชากายาของนายเข้าขั้นละเอียดแล้ว งั้นก็กลับไปปรับตัวสักหน่อยเถอะ"

หนิงเจ๋อปฏิเสธทันควัน "ผมรู้สึกว่าวิชากายาของตัวเองคล่องแคล่วดีแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องปรับตัวอะไร"

คำพูดนี้ทำเอาทุกคนหันขวับไปมองหม่าอวี่ด้วยสายตาแปลกๆ

ตอนนั้นหมอนี่ปรับตัวอยู่หนึ่งเดือน แล้วยังต้องทำความคุ้นเคยอีกสองเดือนถึงจะระเบิดพลังการต่อสู้ที่แท้จริงออกมาได้!

มุมปากหม่าอวี่กระตุกยิกๆ มันจะเหมือนกันได้ยังไงวะ?

ไอ้พวกบ้านี่ยังไม่เข้าขั้นละเอียด จะไปรู้อะไร!

จั่วสิงหยวนแก้ต่างให้ว่า "ก่อนหน้านี้หัวหน้าหนิงคงคาดไม่ถึงว่าพรสวรรค์ของนายจะยอดเยี่ยมขนาดนี้ 'ย่างก้าวร้อยวิถี' และ 'เคล็ดวิชากระบี่วายุ' ที่นายฝึก แม้จะใช้งานได้จริง แต่สำหรับพรสวรรค์ของนายแล้ว มันยังดีไม่พอ"

"ยังหนุ่มยังแน่นจะปล่อยให้พรสวรรค์เสียของไม่ได้ กลับไปคราวนี้ ภารกิจหลักของนายคือเปลี่ยนเคล็ดวิชาที่ดีกว่านี้"

พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของจั่วสิงหยวนฉายแววตื่นเต้น

หยางเชาและคนอื่นๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ หันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ทุกคนเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว

ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่เด็กใหม่กระจอกๆ ไม่คาดคิดเลยว่าลูกชายหัวหน้าหนิงจะเป็นอัจฉริยะ!

เข้าเขตทุรกันดารครั้งแรก วิชากายาก็แตะ 'ขั้นละเอียด' แล้ว นี่มันพรสวรรค์ระดับไหนกันเนี่ย?

ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายปี ความสัมพันธ์ของพวกเขาลึกซึ้งแค่ไหน เรียกได้ว่ามีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน คนเดียวได้ดี ไก่หมาก็พลอยขึ้นสวรรค์! (สำนวน: คนหนึ่งได้ดี พรรคพวกก็ได้ดีไปด้วย)

ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ หนิงเจ๋อจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหนนะ?

หนิงเจ๋อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเงียบลง

ผู้ฝึกยุทธ์ปกติ ใครบ้างไม่ฝึกเพลงกระบี่หรือวิชาตัวเบาแขนงหนึ่งจนสมบูรณ์ พอระดับตัวเองถึงแล้วค่อยฝึกเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งกว่า?

ถ้าเริ่มมาก็ฝึกเคล็ดวิชาเทพๆ เลย แข็งแกร่งก็จริง แต่นั่นมันเคล็ดวิชาแข็งแกร่ง คนใช้เรียนไม่รู้เรื่อง ดึงศักยภาพออกมาไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร?

คนเราต้องรู้จักประมาณตน ความเข้าใจในการฝึกยุทธ์ของเขาเมื่อก่อนถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าจะให้ฝึกเคล็ดวิชาระดับเดียวกับ 'มหาภัยพิบัติ', 'มีดสายฟ้าเก้าชั้น', 'เจ็ดกระบี่มายา' ถ้าไม่ตายซะก่อน ฝึกสักหลายปีอาจจะสำเร็จกระบวนท่าแรก พลาดช่วงเวลาทองของการฝึกฝนไปอย่างน่าเสียดาย

ถึงตอนนั้นอยากจะเสียใจ ก็ไม่มีโอกาสแล้ว

แต่ตอนนี้กลับกัน เคล็ดวิชาระดับต่ำกำลังจำกัดการพัฒนาของเขา

"ผมฟังพวกคุณอาครับ แต่ถ้ากลับไป วันนี้พวกเราเพิ่งออกมาเอง รบกวนพวกคุณอาแย่เลย"

จั่วสิงหยวนโบกมือ พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "รบกวนอะไรกัน? แค่เขตทุรกันดาร ถือว่าออกมาเดินเล่นแก้เซ็ง"

"ไป พวกเรากลับกันเลย ร้อนหน่อยก็ช่างมัน ดื่มน้ำเยอะๆ ก็พอ ยังไงก็จะกลับแล้ว เสบียงเรามีเหลือเฟือ"

หนิงเจ๋อยิ้มอย่างจนใจ ทุกคนอยากกลับ เขาเองก็ไม่อยากขัดศรัทธา

เดิมทีเขาอยากฝึกเพลงกระบี่ ตอนนี้ 'เคล็ดวิชากระบี่วายุ' พื้นฐานอยู่ที่ 985/1,000 ถึงจะเพิ่มไม่เร็วเท่าวิชาตัวเบา แต่ก็เพิ่มขึ้นมาบ้าง

เขาอยากลองสัมผัสดูว่า 'เคล็ดวิชากระบี่วายุ' ระดับเชี่ยวชาญจะมีอานุภาพขนาดไหน

แต่พอลองคิดดู กลับไปจะได้ฝึกสุดยอดเคล็ดวิชาในตำนานพวกนั้น ใจเขาก็เต้นแรงขึ้นมาทันที

นั่นคือสิ่งที่เขาเคยตัดใจไปแล้ว...

ขามาค่อยๆ มา ขากลับรีบจ้ำอ้าว

แม้จะติดตามคุณอาทีมผู้ฝึกยุทธ์มาเขตทุรกันดาร แต่หลายครั้งที่เผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดก็ทำเอาตัวเย็นเฉียบ ขนลุกซู่ ราวกับวินาทีถัดไปจะตาย ชีวิตช่างเปราะบาง

พอกลับมาถึงฐานที่มั่นอีกครั้ง มองดูกำแพงเมืองสูงตระหง่านหลายสิบเมตรตรงหน้า ในใจหนิงเจ๋อก็สงบลง

ประจวบเหมาะกับที่มีทีมผู้ฝึกยุทธ์ทีมหนึ่งเดินออกมาจากประตูเมือง ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงที่เป็นหัวหน้าทีมยิ้มทักทาย

"ดาบคลั่งกับมีดทมิฬ พวกนายเพิ่งออกไปเมื่อคืนไม่ใช่เหรอ หรือว่าเจ้าเด็กนี่กลัวจนไม่กล้าอยู่ในเขตทุรกันดารแล้ว?"

ดาบคลั่งหมายถึงจั่วสิงหยวน มีดทมิฬคือฉายาของหม่าอวี่ ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฉายาได้ต้องมีผลงานการต่อสู้ที่โดดเด่นมาก หรือไม่ก็ท่องยุทธภพมานานจนเป็นที่รู้จัก

ทีมเพลิงสงครามมียอดฝีมือระดับขุนพลถึงสองคน ความสามารถในการเอาตัวรอดสูงมาก เมื่อก่อนหม่าอวี่เป็นหัวหน้า นิสัยเขารอบคอบพอตัว

ท่องยุทธภพมาสิบกว่าปี เรียกได้ว่าชื่อเสียงโด่งดัง นอกจากหนิงเจ๋อแล้ว คนอื่นๆ ล้วนมีฉายากันหมด

จั่วสิงหยวนเห็นว่าเป็นคนกันเอง ก็ฉีกยิ้มพูดอย่างมีเลศนัยว่า "ประมาณนั้นแหละ ดาบนางแอ่นคู่ ครั้งนี้พวกนายจะไปไหนกัน?"

หม่าอวี่และคนอื่นๆ ก็เก็บอาการ ทีมตัวเองมีอัจฉริยะโผล่มา จะให้เรื่องนี้รั่วไหลออกไปได้ยังไง?

ต่อให้สนิทกันแค่ไหนก็ไม่ได้

เพราะอัจฉริยะที่ยังไม่เติบโต ก็เป็นได้แค่อัจฉริยะ

รอให้หนิงเจ๋อเก่งขึ้น ชื่อเสียงก็จะตามมาเอง ถึงตอนนั้นค่อยรู้จักก็ยังไม่สาย

ชายร่างผอมสูงฉายาดาบนางแอ่นคู่รู้สึกทะแม่งๆ เขาพูดส่งๆ ไปว่า "ที่เดิม แถวนั้นคุ้นเคยดี ปลอดภัยหน่อย"

จากนั้นเขาก็หรี่ตาลง ถามหยั่งเชิงว่า "เจ้าเด็กนี่ลูกชายหมีไฟทองคำเหรอ? เมื่อกี้ฉันเห็นเขาหน้าเครียดอยู่ที่จุดพักในเมือง"

การออกไปเขตทุรกันดารต้องใช้ขาเดิน บางคนนั่งรถไฟหรือเครื่องบินข้ามระยะทางไกลๆ ไปล่าสัตว์ประหลาดที่เมืองอื่น ตรงทางเข้าออกเมืองจะมีจุดพักคอยให้บริการ

"แค่กๆ!"

จั่วสิงหยวนไอโขลกสองที ก่อนจะแก้ว่า "หมีไฟทองคำอะไร หัวหน้าหนิงฉายาดาบประกายทองโว้ย!"

หนิงเจ๋อได้ยินดังนั้นก็ชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้าง

ดาบประกายทอง นั่นมันฉายาพ่อเขา!

ทำไมคนอื่นเรียกหมีไฟทองคำ?

ฉายาบ้าบออะไรเนี่ย?

ดาบนางแอ่นคู่ยิ้มตาหยีพูดว่า "ตอนนั้นดาบประกายทองขาเป๋ ไม่ใช่แกเมาแล้วตะโกนโหวกเหวกเหรอว่า 'ลูกพี่กลายเป็นหมีไปแล้ว ลูกพี่เป็นหมีแล้ว? ทีมเพลิงสงครามของเราจะทำยังไงดี?'" (คำว่า Xiong (หมี) ในภาษาจีนพ้องเสียงกับคำว่า ขี้ขลาด/หมดสภาพ ในบริบทนี้)

จั่วสิงหยวนรีบโบกมือ ตะโกนอย่างร้อนตัว "ไปๆๆ จะไปไหนก็รีบไป! เดินทางตอนกลางวันแสกๆ ไม่กลัวร้อนตายรึไง!"

พูดจบก็รีบจ้ำอ้าวเข้าเมืองไป

ดาบนางแอ่นคู่พูดอย่างได้ใจ "เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ตรงนั้นมีฐานทัพทหาร ข้างในมีจุดพัก"

หนิงเจ๋อเดินตามเข้าเมืองด้วยสีหน้าพิลึกกึกกือ เขารู้สึกว่าถ้าขาพ่อไม่เจ็บ คงได้ไล่ฟันหัวหน้าทีมตายแน่!

ดาบประกายทองดีๆ กลายเป็นหมีไฟทองคำ ผู้ฝึกยุทธ์เขาถือเรื่องชื่อเสียงหน้าตากันทั้งนั้น ความอัปยศนี้รุนแรงไม่แพ้ขาหักเลย

เหมือนกับภาพตรงหน้านี้ ทันทีที่พวกเขาเข้าเมือง ก็เห็นชายร่างสูงใหญ่ร้อยแปดสิบห้ายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น

เขาสวมเสื้อยืดกางเกงขายาว กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ราวกับมังกรขดแทบจะระเบิดเสื้อยืดออกมา ขาขวาท่อนล่างเป็นขาเทียมจักรกลสีทองอร่าม

ผมทรงสกินเฮดสีดำขลับดูห้าวหาญ แต่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยก้อนเนื้อเบียดกันทำให้ออกจะดูดุร้ายน่ากลัว ไม่เหมือนภาพลักษณ์เหล็กกล้าผดุงความยุติธรรมบนตราสัญลักษณ์ทีมเลยสักนิด

หนิงเจ๋อมองแวบเดียวก็รู้ พ่อโกรธแล้ว!

เขากระซิบถาม "อาจั่ว พวกอาบอกพ่อเหรอครับ? ทำไมพ่อถึงมาที่นี่?"

สวีเหลียงยิ้มตาหยีบอกว่า "ฉันบอกเอง"

หนิงเจ๋อพยักหน้า พูดเสียงเบาว่า "สงสัยจะโดนตีที่บ้านมาอีกแน่ๆ"

สวีเหลียงยิ้มอย่างมีความหมาย

"กลับมากันแล้วเหรอ?" หนิงหัวสีหน้าดูแย่ กล่าวด้วยความรู้สึกผิดว่า "เจ้าลูกคนนี้ทำทีมเพลิงสงครามเราขายหน้าแย่ เดี๋ยวกลับไปฉันจะอบรมสั่งสอนมันให้ดี รอให้ผ่านเกณฑ์เมื่อไหร่ ฉันค่อยให้เขาไปล่าสัตว์ประหลาดกับพวกนายอีกที"

ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้พูด หนิงหัวตะคอกเสียงดังลั่น "ไอ้ลูกหมา ยังไม่รีบไสหัวมานี่อีก! ออกไปไม่ถึงวันก็กลับมา คอยดูนะกลับบ้านไปฉันจะจัดการแกยังไง!"

"แค่กๆ"

"จริงๆ แล้วเสี่ยวเจ๋อก็ไม่เลวนะ"

จั่วสิงหยวนแก้ตัวให้ประโยคหนึ่ง ก่อนจะทำหน้าจริงจังพูดต่อ "แต่ว่า ตอนนี้เขาต้องได้รับการขัดเกลาอย่างหนักจริงๆ หัวหน้าหนิงถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกพวกเราได้"

สวีเหลียงก็รับลูกต่อ "ให้เสี่ยวเจ๋อฝึกอยู่ที่บ้านสักพักเถอะ รอให้ชินแล้วค่อยออกไปกับพวกเรา ช่วงนี้หัวหน้าหนิงต้องเหนื่อยหน่อยนะ"

หม่าอวี่พูดสั้นๆ ได้ใจความ "มีปัญหาบอกได้"

หยางเชายิ้มพูดว่า "ใช่ เสี่ยวเจ๋อพัฒนาการเร็วใช้ได้เลย"

แม้แต่จางเฉินผู้เงียบขรึมยังเสริมว่า "คราวหน้าค่อยพาเขาไป"

หนิงหัวทำหน้าละอายใจ รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ความหมายก็คือเจอกันคราวหน้า จะคืนหนิงเจ๋อคนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมให้แน่นอน

เสร็จธุระ หนิงหัวหันมาตวาด "ยืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่ขอบคุณพวกคุณอาอีก?"

หนิงเจ๋อขมวดคิ้ว เขารู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ

ก่อนหน้านี้คุยกันว่าจะกลับบ้านไปเซอร์ไพรส์พ่อ แต่ตอนนี้เขารู้สึกทะแม่งๆ

พ่อดูเหมือนจะคิดว่าเขาไม่ได้เรื่อง?

"ขอบคุณครับคุณอา กลับบ้านไปผมจะตั้งใจฝึกซ้อมครับ"

หนิงเจ๋อโดนเตะก้นไปหนึ่งที หนิงหัวสะบัดหน้าเดินปึงปังจากไป

หนิงเจ๋อเดินตามหลังไปเงียบๆ พอหันกลับไปมอง จั่วสิงหยวนและคนอื่นๆ ต่างพากันแอบขำ แววตามีความสะใจลึกๆ

ตาฝาดไปเหรอ?

พวกเขาบอกพ่อว่ายังไงกันแน่?

ช่างเถอะ เลิกคิด กลับบ้านไปตีกันสักยกเดี๋ยวก็รู้

มองดูสองคนเดินจากไปไกล จั่วสิงหยวนก็หัวเราะลั่นอย่างสะใจ "ฮ่าฮ่าฮ่า!"

คนอื่นๆ ก็พากันหัวเราะ

"เจ้าเด็กนี่ เข้าเขตทุรกันดารครั้งแรกวิชากายาก็แตะ 'ขั้นละเอียด' ฉันแทบจะคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตอย่างหมามาตลอดหลายปีนี้"

จั่วสิงหยวนพูดจบ แววตาเต็มไปด้วยความสะใจ

น่าอนาถแท้ เขาเป็นถึงขุนพลขั้นกลางวิชากายายังไม่ถึง 'ขั้นละเอียด' ดันโดนเด็กใหม่แซงหน้าไปซะได้

หม่าอวี่ยิ้มมุมปาก หันไปถาม "นายส่งอะไรไปให้หัวหน้าหนิง?"

สวีเหลียงรอยยิ้มบนหน้าเหลี่ยมค้างแข็ง ส่ายหน้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เฮ้อ!"

"ลูกพี่ วันนี้พวกเราจะกลับแล้ว พี่เอาเสี่ยวเจ๋อไปฝึกให้ดีๆ เถอะ ล่าสัตว์ประหลาดในเขตทุรกันดารสภาพนี้ ไม่ไหวจริงๆ!"

จากนั้นก็ทำท่า 'คัท' บอกว่าจบคลิป

เขาทำหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้ "คนเปรียบคนมีแต่ช้ำใจตาย มันกระแทกใจเกินไป! ให้เขาฝึกให้เก่งแล้วค่อยออกมา มีพรสวรรค์อะไรก็โชว์ออกมาให้หมดทีเดียว อย่ามาผลุบๆ โผล่ๆ ทรมานพวกเราแบบนี้ ถ้าต้องมาเห็นเขาเลื่อนระดับพรวดพราดต่อหน้าต่อตา ฉันรู้สึกว่าจิตใจแห่งวิถียุทธ์ของตัวเองคงสั่นคลอนแน่" พูดจบก็ปั้นหน้าขรึม "ท่อนหลังนี่ไม่ได้ส่งไปนะ ฉันกะว่าพรุ่งนี้ค่อยส่ง ให้เจ้าเด็กนี่โดนซ้อมให้น่วมไปก่อน"

ทุกคนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สวีเหลียงแสดงได้สมจริงเกินไป พอนึกถึงช่องว่างของพรสวรรค์ก็รู้สึกหนาวเหน็บหัวใจจริงๆ พวกเขาหวังว่าหนิงเจ๋อจะโดนสั่งสอนสักยก จะได้ไม่ให้เจ้าเด็กนี่ได้ใจเกินไป!

หยางเชาส่ายหน้า หันไปถาม "แล้วเราจะไปไหนต่อ?"

จั่วสิงหยวนกัดฟันพูด "ไป 012! แม่งเอ้ย ชายอกสามศอกกลุ่มเบ้อเริ่มโดนเด็กใหม่หยามหน้า ไม่พยายามมีหวังพามันไปไม่กี่ครั้งก็โดนแซงแล้ว"

"วันนี้พักผ่อน เติมเสบียง พรุ่งนี้เย็นออกเดินทาง"

หม่าอวี่เสนอแนะ "เอาชัวร์ดีกว่า 012 อันตรายเกินไปสำหรับพวกเรา แถวนั้นก็ไม่คุ้น เจ้าเด็กนี่ก็ไม่รู้จะฝึกเสร็จเมื่อไหร่ เดี๋ยวพอมันพักเสร็จ พวกเราดันสภาพไม่พร้อม"

จั่วสิงหยวนถอนหายใจ ยิ่งอายุมากการฝึกฝนยิ่งช้า การลุยดะไม่ใช่วิธีที่ฉลาด รอดมาได้ถึงจะมีความหวัง อยู่ที่ไหนก็ฆ่าสัตว์ประหลาดได้เหมือนกัน

"งั้นไป 022 ละกัน อันตรายหน่อยสำหรับพวกเรา แต่ก็พอกัดฟันไหว"

หม่าอวี่พยักหน้า "ที่นั่นได้อยู่"

จางเฉินพูดเสียงขรึม "สืบความเคลื่อนไหวของทีมหมาป่าพิษหน่อย จบงานนี้ สายข่าวชุดที่แล้วก็เปลี่ยนซะ"

หม่าอวี่หน้าขรึมลง "เรื่องนี้ฉันจัดการเอง สักวันต้องเล่นงานพวกมัน!"

จั่วสิงหยวนยิ้มเยาะ พูดว่า "ตอนนั้นกล้าวางแผนเล่นงานเรา จนขาหัวหน้าต้องพิการไปข้างหนึ่ง ถ้าพวกมันรู้พรสวรรค์ของหนิงเจ๋อคงได้นั่งไม่ติดแน่"

"ตอนนั้นถ้าไม่ใช่ผู้บริหารโรงยิมออกมาไกล่เกลี่ย เราคงล้างแค้นไปนานแล้ว รอเสี่ยวเจ๋อโตขึ้นแล้วค่อยล้างแค้นก็ไม่สาย!" สวีเหลียงหน้าตาเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันที

หม่าอวี่ขมวดคิ้วพูดว่า "เราประมาทไม่ได้ หมาป่าพิษได้ตัวตึงมาสองคน หลายปีมานี้ปล้นชิ้นส่วนจากผู้ฝึกยุทธ์โกยเงินสกปรกไปไม่น้อย ตอนนี้มีขุนพลสี่คน ถึงจะใช้ยาพันธุกรรมดันขึ้นมาสองคน แต่พลังต่อสู้ก็ประมาทไม่ได้"

"เอาล่ะ วันนี้วันดี ไม่คุยเรื่องพวกมัน พี่น้องเราไปดื่มกันให้เต็มคราบ นอนให้เต็มตื่น ปรับสภาพให้พร้อมแล้วพรุ่งนี้ลุยเขตทุรกันดาร" จั่วสิงหยวนตัดบท

คนของทีมเพลิงสงครามพากันไปดื่มฉลองอย่างเต็มที่

หนิงเจ๋อนั่งรถของฐานทัพกลับมาถึงบ้านในหมู่บ้านหมิงเยว่

ลงจากรถ หนิงหัวยังคงเหมือนตอนอยู่บนถนน เดินดุ่มๆ ไปข้างหน้าไม่พูดไม่จา

หนิงเจ๋อเลิกคิ้ว รู้สึกเหมือนความสงบก่อนพายุจะมา

ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว หญิงงามวัยกลางคนหน้าตาดีสวมเสื้อผ้าหรูหราก็รีบวิ่งออกมา ตะโกนถามด้วยความเป็นห่วง "เสี่ยวเจ๋อกลับมาแล้วเหรอ? บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าลูก?"

หนิงหัวเดินสวนผ่านเธอไป ไม่พูดอะไรสักคำ แผ่นหลังนั้นดูเดียวดายและอ้างว้างเหลือเกิน

หลี่หว่านขมวดคิ้ว รีบหันกลับไปมอง พอเห็นหนิงเจ๋ออวัยวะครบ 32 เธอก็โล่งอก เข้ามาถามไถ่ใกล้ๆ "ไม่ชินเหรอจ๊ะ?"

หนิงเจ๋อยิ้มน้อยๆ "แม่ครับ วางใจเถอะ ผมสบายดี! การกลับมาครั้งนี้สถานการณ์มันพิเศษหน่อยครับ" พูดพลางเหลือบมองไปที่ประตู

เขาได้ยินเสียงพื้นสั่นสะเทือนเบาๆ เหมือนมีคนกำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่ง

และแล้ว... ขณะที่หลี่หว่านกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง หนิงหัวก็ย้อนกลับมา ถีบประตูเปิดดังปัง! ในมือถือดาบหัวตัดเล่มโตสีทองอร่าม ตะคอกเสียงดังลั่นบ้านด้วยพลังอันเปี่ยมล้น "ไอ้ลูกหมา ดีกับผีน่ะสิ รู้จักแต่หลอกแม่ให้ดีใจ ออกไปก็รังแต่จะขายหน้า ไม่ถึงวันก็โดนส่งกลับมา วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกให้เข็ด! ตามฉันขึ้นมาข้างบน!"

แววตาของหลี่หว่านเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

ความรักที่มากเกินไป คือยาพิษเรื้อรัง

ตอนนี้โดนตีเจ็บตัวหน่อย กับการที่ลูกต้องไปตายข้างนอก หลี่หว่านยังแยกแยะได้

หนิงเจ๋อหรี่ตาลง พ่นลมหายใจตอบกลับไปคำหนึ่งหนักๆ "ได้!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3 - กลับก่อนกำหนดและคำลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว