- หน้าแรก
- ดาบเดียวสังหารเซียน
- บทที่ 26 - ปราณกระบี่เสียงสายฟ้า หลอมรวมขั่นหลี
บทที่ 26 - ปราณกระบี่เสียงสายฟ้า หลอมรวมขั่นหลี
บทที่ 26 - ปราณกระบี่เสียงสายฟ้า หลอมรวมขั่นหลี
บทที่ 26 - ปราณกระบี่เสียงสายฟ้า หลอมรวมขั่นหลี
เวลานี้ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าโดยสมบูรณ์ ภายในแดนสวรรค์มืดสลัวและเหลืองขุ่น กลับมีรุ้งสีแดงพันจ้างพาดผ่านท้องฟ้า ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โต
ปี้อวิ๋นใช้กระจกเทียนตุ้นส่องกลับไป เห็นเทพโรคระบาดทั้งสามกัดฟันไล่ตามมาอย่างดุเดือด แต่ก็ยังไม่อาจตามทันความเร็วของวิชาเหาะเหินด้วยกระบี่
เคราะห์ดีที่ไกลออกไปมีแสงเหาะสีเหลืองสายหนึ่งพุ่งมา รวดเร็วยิ่งนัก แทบจะทัดเทียมกับรุ้งแดงที่เกิดจากกระบี่แสงทองเพลิงกัลป์
"เจ้าพวกไร้ประโยชน์..."
เฉินเกิงมองร่างที่เชื่องช้าทั้งสามด้วยความโมโห คว้าคอเสื้อมาคนหนึ่งโดยไม่ดูว่าเป็นใคร แล้วเหวี่ยงออกไปนอกแดนสวรรค์ทันที
"เจ้าไปเฝ้าทางออกให้ดี อย่าให้เจ้าโจรนั่นฉวยโอกาสหนีไปได้!"
หยางเหวินฮุยรู้สึกตาลาย พอยืนทรงตัวได้ก็พบว่ากลับมาอยู่ที่ค่ายกลหน้าปากทางเข้าแดนสวรรค์ ได้ยินดังนั้นรีบพยักหน้ารับคำ
เฉินเกิงไล่ล่าต่อ เร่งพลังเหาะเหินถึงขีดสุด กัดติดหางรุ้งแดงนั้นไม่ปล่อย
ส่วนโจวซิ่นและหลี่ฉีที่เหลือมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้ว่าไล่ตามไม่ทันแน่ จึงเปลี่ยนความคิด มุ่งหน้าไปยังภูเขาไฟเพลิงแดงแทน
เฉินเกิงไล่ตามอยู่ร้อยลมหายใจ รู้สึกประหลาดใจในวิชาตัวเบาอันลึกล้ำของเด็กรับใช้ผู้นี้ นึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเหมือนจะมีวิชาแยกร่างหรือภาพลวงตา เกรงว่าจะหลงกล จึงเริ่มคิดถอย
ปี้อวิ๋นอาศัยกระจกเทียนตุ้นมองเห็นสีหน้าของนักพรตชุดเขียวเปลี่ยนไปมาได้อย่างชัดเจน จึงสะบัดมือซัดสายฟ้าเทพไท่อี่กลับหลังไปหนึ่งสาย
ตูม!
สายฟ้านี้เป็นสายฟ้าเทพของสำนักเต๋าขนานแท้ แม้จะใช้ออกด้วยตบะระดับเซียนกระบี่ ก็ยังมีผลในการทำลายปีศาจปราบมารอย่างมหัศจรรย์
เฉินเกิงเป็นคนระมัดระวัง เห็นแสงสายฟ้าอัดแน่น จึงตวัดกระบี่ไท่อาปัดป้อง ทำลายสายฟ้านั้น ประกายสายฟ้าที่หลงเหลือแล่นพล่านไปตามตัวกระบี่ จนข้อมือชาหนึบ
"เจ้าเด็กนี่มีลูกไม้เยอะนัก..."
เฉินเกิงตกใจในใจ แต่ก็มั่นใจแล้วว่าเป็นร่างจริง จึงโคจรพลังเวท เรียกตาข่ายเทพวารีปฐพี (อู้กุ่ย) ออกมา ขว้างใส่รุ้งแดงที่อยู่ห่างออกไปพันจ้าง
ตอนที่หลอมตาข่ายนี้ เขาคำนึงถึงจุดอ่อนของไอโรคระบาดที่แพ้ไฟ จึงใช้วิชาลับของสำนักปี้โหยวที่ไม่ได้ใช้มานานหลอมสร้าง ตาข่ายนี้จึงไม่มีไอชั่วร้ายแม้แต่น้อย ยามขว้างออกไป เปล่งแสงสีดำและเหลืองสลับกัน
ด้วยตบะระดับเซียนแท้ พลังเวทมหาศาลดั่งมหาสมุทร ตาข่ายเทพวารีปฐพีกางออกกลางอากาศ กลายเป็นเมฆดำขนาดหนึ่งไร่ ไล่ตามรุ้งแดงไปติดๆ ราวกับเงาตามตัว และค่อยๆ ห่อหุ้มเข้ามา
ปี้อวิ๋นรู้ว่าตาข่ายนั้นไม่ใช่อาวุธมาร ทั้งยังแฝงพลังเวทมหาศาลของเซียนแท้ ร้ายกาจกว่าตาข่ายโรคระบาดสวรรค์ที่พวกศิษย์เทพโรคระบาดใช้เป็นร้อยเท่าพันเท่า แต่เขาก็ไม่ตื่นตระหนก เร่งเคล็ดวิชากระบี่เส้าหยางขึ้นอีกสามส่วน ทิ้งเมฆดำนั้นไว้ข้างหลังลิบ แล้วเรียกสิบสองปราณเทพมารบุปผาออกมา รวบรวมไฟแท้สายหนึ่ง
ฟุ่บ!
เส้นไฟยาวเหยียด พุ่งเข้าถึงหน้านักพรตชุดเขียวในพริบตา
"ตบะเพียงหางอึ่ง กล้าคิดจะใช้ไฟมาข่มข้า?"
เฉินเกิงหัวเราะเยาะ สะบัดแขนเสื้อรวบไฟนั้นไว้ กำลังจะสลายมัน ทว่าภายในกลับซ่อนเข็มเทพสุริยันขนาดเท่าเส้นผมสามสิบหกเล่ม พุ่งทะลวงออกมา เล็งใส่ท่อนแขน
ฉึก ฉึก...
เฉินเกิงรู้สึกถึงความผิดปกติ รีบสะบัดแขนเสื้อ แต่ก็ช้าไปชั่วขณะ ปลายแขนเสื้อถูกเจาะเป็นรูดำเจ็ดแปดรู เคราะห์ดีที่กายเนื้อผ่านการขัดเกลามา จึงมีเพียงจุดแดงๆ ปรากฏขึ้น ทว่าเส้นไฟนั้นกลับลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง ไอไฟกระจายตัว เผาเสื้อคลุมเต๋าชุดเขียวจนเป็นรูพรุน มองไกลๆ ราวกับเสื้อผ้าขอทาน
ปี้อวิ๋นหรี่ตาลง ร่ายเวทเรียกเข็มเทพสุริยันกลับ แล้วขี่รุ้งแดงมุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไป
การลงเขาครั้งนี้ เขาเผชิญศัตรูแกร่งครั้งแล้วครั้งเล่า โชคดีที่เข้าใจหลักการแพ้ทางชนะทาง รู้จักยืมแรงต้านแรง บวกกับวิชาของสู่ซานอันลึกล้ำ จึงรอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้
ปี้อวิ๋นรู้ดีว่าตบะของตนกับศัตรูห่างชั้นกันมาก ลูกไม้ซ่อนเข็มในไฟเมื่อครู่ หากเป็นระดับเซียนอิสระใช้ อย่างน้อยก็ต้องทำให้นักพรตชุดเขียวบาดเจ็บสาหัส แต่ด้วยระดับเซียนกระบี่ ยังถือว่าขาดพลังไปบ้าง
ตูม
รุ้งแดงเร่งความเร็วฉับพลัน ปราณกระบี่ระเบิดเสียงสายฟ้า
เฉินเกิงเสียท่าเล็กน้อย ความโกรธพุ่งพล่าน เห็นศัตรูหนีไปไกล ก็กัดฟันไล่ตาม
ทั้งสองไล่กวดกันเช่นนี้ ไม่รู้ตัวก็มาถึงสุดเขตแดนทางเหนือของแดนสวรรค์ ปี้อวิ๋นถูกจับจ้องตลอดเวลา ไม่อาจใช้แพรควันแยกเงา และไม่อยากเปิดเผยกระบี่ควันเขียว จึงเปลี่ยนทิศทาง มุ่งหน้าตะวันตกเฉียงใต้ ตรงไปยังภูเขาไฟเพลิงแดง
การกระทำนี้กลับเปิดโอกาสให้เฉินเกิงเข้าใกล้ อาศัยจังหวะที่รุ้งแดงเปลี่ยนทิศ รีบเรียกกระบี่ไท่อา แปลงเป็นประกายแสงเย็นเยียบพุ่งเข้าใส่
ใครจะคิดว่าจู่ๆ ปี้อวิ๋นก็ฮึดสู้ โคจรเคล็ดวิชากระบี่เส้าหยางเต็มกำลัง จุดชีพจรลมปราณหยางทั้งสามที่มือระเบิดคมกล้า ห่อหุ้มส่วนหน้าของรุ้งแดง ระเบิดเสียงสายฟ้าสนั่นหวั่นไหว
ตูม!
ปี้อวิ๋นใช้กระบี่แสงทองเพลิงกัลป์เหาะหนีไปไกลกว่าสิบลี้ในพริบตา สลัดหลุดจากเฉินเกิง แล้วเปลี่ยนมาใช้กระบี่ควันเขียวที่รวดเร็วยิ่งกว่า เพียงหนึ่งก้านธูปก็ถึงเขตภูเขาไฟเพลิงแดง
เขาจากไปอย่างสง่างาม แต่กลับปั่นหัวเซียนแท้สำนักเต๋าจนทุลักทุเล ไล่ตามอย่างไรก็ไม่ทันแม้แต่หางรุ้งแดง
เฉินเกิงมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในใจเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี
"เจ้าโจรนั่นวิชาตัวเบารวดเร็วปานนี้ ไฉนจึงยื้อยุดกับข้าอยู่นานสองนาน... หรือว่า..."
เฉินเกิงเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็น ได้สติขึ้นมาทันที รีบใช้วิชาเหาะมุ่งหน้าไปยังภูเขาไฟเพลิงแดง
...
ภูเขาไฟเพลิงแดงแสงไฟท่วมฟ้า โจวซิ่นและหลี่ฉี สองยักษ์ใหญ่อัปลักษณ์ลอยตัวอยู่กลางอากาศ โยกย้ายซ้ายขวา กำกระบี่ไท่อา ฟันใส่ปากปล่องภูเขาไฟอย่างต่อเนื่อง
ศิษย์สำนักเจี๋ยเจี้ยวแทบทุกคนจะมีกระบี่ไท่อาคนละเล่ม มีวิชากระบี่เฉพาะตัว ปราณกระบี่ที่ฟันลงมาจึงมีอานุภาพไม่เบา
เวลานี้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันมากว่าครึ่งชั่วยาม จากการหยั่งเชิงในตอนแรก ค่อยๆ กลายเป็นการต่อสู้แลกชีวิต เกาหลานอิงอยู่ในค่ายกล ทำท่ามุทราและร่ายคาถา ควบคุมไอไฟ จางขุยถือธงค่ายกล ใช้วิชาดำดินเคลื่อนที่ไปมา แก่นแท้ปิ่งหลิงยิ่งแสดงอานุภาพมหัศจรรย์ ดั่งปลาได้น้ำในค่ายกล งูไฟกลายเป็นมังกรสมุทรเพลิง กางกรงเล็บแยกเขี้ยวพุ่งใส่ปราณกระบี่ แม้จะถูกฟันจนเป็นแผลทั่วตัว แต่มีไอไฟคอยหล่อเลี้ยง จึงไม่สูญเสียจิตวิญญาณ
...
ฟุ่บ
ควันเขียวลอยละล่อง มาจากทิศเหนือ อ้อมผ่านสองเทพมาร เคลื่อนไหวไปตามรอยแยกและละอองน้ำอย่างเงียบเชียบ มาถึงปากปล่องภูเขาไฟ แล้วกระจายตัวเป็นแสงกระบี่ ข้ามผ่านเขตอาคม เข้าไปคว้าธงค่ายกลเพลิงกัลป์ตูเทียน
ธิดามังกรมองร่างที่คุ้นเคยแต่ก็แปลกตาตรงหน้า สีหน้าซับซ้อน
"ท่านไม่ใช่ทายาทสายตรงของสำนักชานเจี้ยว"
อ๋าวหลีน้ำเสียงมั่นใจมาก
"อืม"
ปี้อวิ๋นพยักหน้า
"ข้าก็ยังยินดีจะช่วยท่าน"
อ๋าวหลีพูดจบก็เสียใจ หันหน้าหนี นั่งงอนอยู่คนเดียว
...
"ข้าก็ว่าแล้วว่าเจ้านั่นต้องมีผู้ช่วย ตอนนั้นที่หลุมโรคระบาดถูกทำลาย ข้าเห็นร่างคุ้นตาร่างหนึ่งในค่ายกล ยังสงสัยว่าข้ามผ่านเขตอาคมมาได้อย่างไร ที่แท้คนผู้นี้สำเร็จวิชาดำดินอันน่าอัศจรรย์นี่เอง"
โจวซิ่นเบิกเนตรทิพย์ มองดูรูปแบบค่ายกลที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องในภูเขา รู้ว่ามีคนย้ายธงค่ายกลในเวลาสั้นๆ ก็มีเพียงวิชาดำดินที่เคลื่อนที่ในหินผาได้อย่างอิสระ จึงเดาความลับออกได้ไม่ยาก
"แต่แปลกนัก สองวันก่อนที่มาถึง ค่ายกลไฟนั่นมีอานุภาพน่าตกใจ แต่วันนี้แม้รูปแบบจะเปลี่ยนแปลงหลากหลาย กลับดูเหมือนแหนไร้ราก ไม่มีพลังอันยิ่งใหญ่นั้น..."
หลี่ฉีขมวดคิ้ว สีหน้าสงสัย
"จะมีอะไรแปลก เจ้าโจรนั่นถูกท่านอาจารย์อาไล่ล่าเหมือนหมาจรจัด ขาดคนคุมค่ายกลหลัก ค่ายกลจะมีอานุภาพสักกี่ส่วนเชียว?
ต่อให้มันสลัดหลุดจากการไล่ล่า ก็ต้องกลับมาที่นี่ ถึงตอนนั้นค่ายกลถูกทำลาย ต่อให้วิชามันลึกล้ำเพียงใด ก็ต้องจบเห่!"
โจวซิ่นแค่นเสียงหัวเราะ ตวัดกระบี่ฟันใส่มังกรสมุทรเพลิงที่ตัวหดเล็กลงและกำลังมุดลงรอยแยก
กระบี่นี้ยังไม่ทันฟันลงไป เขาก็รู้สึกใจคอไม่ดี ทันใดนั้นสัมผัสได้ว่าภายในภูเขาระเบิดไอไฟมหาศาลออกมา อาศัยสัญชาตญาณ เรียกแสงเหาะหนีทันที
ตูม!
ค่ายกลเพลิงกัลป์ตูเทียนทำงาน ลาวาในภูเขาพุ่งออกจากรอยแยกทุกทิศทาง กลายเป็นกรงขังในพริบตา ครอบสองเทพมารไว้ภายใน รุ้งแดงพาดผ่านท้องฟ้า มังกรไฟติดตาม โจมตีใส่ร่างทั้งสองพร้อมกัน ไฟแท้และแสงกระบี่เปล่งประกายเจิดจ้า
ฟุ่บ
ปี้อวิ๋นเรียกน้ำเต้า เก็บอ๋าวหลี จางขุย และเกาหลานอิงเข้าไป ผสานกายกับกระบี่ ควันเขียวรวมตัวและกระจายตัวอย่างเลือนราง ประมาณสองเค่อ (ครึ่งชั่วโมง) ก็มาถึงวังวนทรายเหลือง อาศัยการเปลี่ยนแปลงของแพรควันห้าสีไท่อี่ แปลงร่างเป็นชายร่างยักษ์สูงสามจ้าง ผมแดงหน้าเขียว แสร้งทำหน้าตื่นตระหนก วิ่งหนีออกมาข้างนอก
"ศิษย์พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้..."
หยางเหวินฮุยคลายเขตอาคมโดยไม่ระวังตัว เดินเข้ามาหา กลับเห็นมุกสีแดงเม็ดหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ จู่ๆ ก็ระเบิดเปลวเพลิงไร้ที่สิ้นสุด กลืนกินทุกสิ่งเข้าไป
(จบแล้ว)