เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18: นิกายเทียนโหมว

บทที่ 18: นิกายเทียนโหมว

บทที่ 18: นิกายเทียนโหมว


“ไม่น่าจะใช่แฮะ!”

เจียงเหอปฏิเสธความคิดนี้และพึมพำว่า “ถึงมันจะมีคนที่ปลุกพลังฝึกสัตว์อสูรจนสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้  แต่พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องสังหารหมู่ตามจุดชมวิวหรือโจมตีหมู่บ้านป่าววะ?”

“มันต่างจากการรนหาที่ตายตรงไหน?

“แต่ร่างนั้นเห็นชัด ๆ ว่าเป็นคน… หรือมันจะเป็นลิงที่วิวัฒนาการแล้ว?”

เจียงเหอหยิบถั่วสองเม็ดออกมาถือไว้ขณะที่เขาเดินไปรอบ ๆ บนยอดเขา  แต่เขาไม่พบอะไรเลย และเดินลงจากภูเขาอย่างสบาย ๆ

ซูเจ๋อฟื้นคืนสติเมื่อกลับมายังหมู่บ้านไป๋ถูก่าง

เขาดูเศร้าโศก  จมูกของเขาหักและเบ้าตาของเขาช้ำ

เพียงแต่คราวนี้เขาสงบลงและถึงกับปล่อยเหงื่อเย็นเยียบเมื่อเขาจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้

เขาเปิดปากถามเสียงแหบออกมาว่า “หลี่เฟย  เจียงเหอฆ่าสัตว์อสูรแปดตัวเพียงคนเดียวเหรอ?”

"ถามแบบนี้หมายความว่าไงครับ?"

หลี่เฟยอารมณ์เสียโดยธรรมชาติ “เจียงเหอกับผมฆ่าสัตว์อสูรเลเวล 1 แปดตัวด้วยกัน  คุณกำลังพยายามที่จะขโมยผลงานเหรอครับท่านผบ.?

"ผม…"

ซูเจ๋อเองก็ไม่มีความสุขเช่นกัน  แต่เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ และพูดอย่างเงียบ ๆ ว่า “ใจเย็น  องค์กรมีระบบคุณธรรม  และความสำเร็จของคุณจะเป็นของคุณ  คุณเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนของเจียงเหอ  เป็นคนบ้านเดียวกันและมีความสัมพันธ์ที่ดี  คุณรู้จักเขามากแค่ไหน? พลังของเขาที่ตื่นขึ้นทำให้สัตว์เชื่องได้จริง ๆ หรือ?”

"แน่นอน!"

หลี่เฟยพยักหน้า “แต่ผมคิดว่าองค์กรทำงานพลาดเรื่องการประเมินระดับความแข็งแกร่งของเขา   ไม่มีทางที่เขาจะเป็นแค่คลาส C หรอก  เขาต้องเป็นคลาส B แล้วล่ะ!”

"อะไรนะ?!"

ซูเจ๋อ, หวางซืออวี่ และหลิวเสวี่ย  ต่างก็ตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน

ใบหน้าของซูเจ๋อหมองคล้ำลงไป  และอดไม่ได้ที่จะถาม "คุณรู้ได้ไง?"

“จากความสามารถในการฝึกสัตว์อสูรของเขาไง!”

หลี่เฟยตอบ  เนื่องจากนั่นคือสิ่งที่เจียงเหอเองกล่าวว่า: สัตว์ดุร้ายจะสามารถเชื่องได้  เมื่อเรากุมอำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้มันสามารถมีชีวิตอยู่ได้

มันเป็นเทคนิคง่าย ๆ ในการทำให้สัตว์ดุร้ายเชื่อง  ซึ่งช่วยฟื้นฟูกฎของระเบียบธรรมชาติและลึกซึ้งที่สุด พวกคลาส C มันจะไปเชี่ยวชาญได้อย่างไรเล่า?

“แต่มันก็สมเหตุสมผลถ้าเขาเป็นคลาส B”

ซูเจ๋อที่หมดสติไประหว่างเหตุการณ์นั้นไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนภูเขา  เมื่อพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้ว  เขาก็พูดขึ้นว่า “ถ้าเขาเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรคลาส B จริง ๆ ล่ะก็  ที่ซีเซี่ยจะมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งมาก ๆ เพิ่มขึ้น  คุณก็รู้ว่าหัวหน้าของเราก็ไม่ต่างจากผู้เหนือมนุษย์คลาส B เช่นกัน”

ต้วนเทียนเหอ  หัวหน้าทีมของสำนักจัดการคดีพิเศษแห่งชาติเขตซีเซี่ย  เป็นผู้ฝึกยุทธระดับ 6 ขั้นสุดยอดที่สามารถต่อสู้กับผู้เหนือมนุษย์คลาส B ได้  ถ้าเขาพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ  เขาจะกลายเป็นปรมาจารย์

ปรมาจารย์วิทยายุทธคือผู้มีพรสวรรค์แม้แต่ในการจัดอันดับทั่วประเทศ

และปรมาจารย์ก็เทียบเท่ากับผู้เหนือมนุษย์คลาส A… ถึงแม้ว่าพวกพวกเขาต่างก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน  แต่ก็ยังไม่มีผู้เหนือมนุษย์คลาส A ที่ถูกค้นพบในประเทศ

“แล้วเจียงเหอฆ่าสัตว์อสูรเลเวล 1 แปดตัวนั้นได้อย่างไร?” ซูเจ๋ออดไม่ไหวจริง ๆ จนต้องถามออกมา  ถึงจะรู้ว่าผู้ฝึกสัตว์อสูรคลาส B จะสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้โดยตรงและให้พวกมันฆ่ากันเอง  แต่ซูเจ๋อก็ยังคงอยากรู้อยู่ดี

"อืม…"

หลี่เฟยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบคำถาม “เจียงเหอบอกว่าเขาฆ่าสัตว์อสูรที่ไม่เชื่อฟัง  อย่างแรกเลยเขาต่อยแมวดำที่ยืนขวางทางเรา  จากนั้นต่อยสุนัขป่าอีกสองตัวและแมวป่าหนึ่งตัว  ก่อนที่จะเตะหัวสุนัขป่าอีกตัวหนึ่ง  ในท้ายที่สุดด้วยความช่วยเหลือของฉันเขาจัดการฆ่าสัตว์อสูรตัวอื่นจนตายทั้งหมด”

ซูเจ๋อ: “…”

หวางซืออวี่: “…”

แล้วการฝึกสัตว์อสูรล่ะอยู่ตรงไหนของเรื่องนี้วะ?

ขณะนั้นเอง  จู่ ๆ หลิวเสวี่ยก็หันไปทางมุมมืดและตะโกนว่า “เจียงเหอกลับมาแล้ว!”

ท่ามกลางความมืด  เจียงเหอกำลังเดินมาหาพวกเขาอย่างไม่เร่งรีบโดยถือแท่งโลหะอยู่ในมือ

“คุณเจียง!”

ซู่เจ๋อเป็นคนแรกที่ทักทาย

เขาดูน่าขันมาก  โดยเฉพาะตรงจมูกและเบ้าตาที่มีรอยฟกช้ำ  แต่เขาก็ยังปั้นหน้าจริงจังและพูดว่า “คุณเจียง  ผมขอโทษสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้  โปรดอภัยด้วยครับ”

"โอ้?"

เจียงเหอกระพริบตาปริบ ๆ

‘ไอ้หมอนี่ใช่ตัวจริงป่าววะ?’

‘การทุบตีนี่มันทำให้เชื่องได้จริง ๆ เหรอวะ?’

แล้วเจียงเหอก็โบกมือเบา ๆ

“ไม่เป็นไร” เขาพูดก่อนจะโยนแท่งโลหะผสมที่เขาถือไว้คืนให้กับหลี่เฟยอย่างคล่องแคล่วและใช้น้ำเสียงที่จริงจัง “ปัญหาบนภูเขายังไม่ได้รับการแก้ไข—สัตว์อสูรเลเวล 2 น่าจะเป็นสุนัขป่าที่วิวัฒนาการแล้ว  และดูเหมือนว่าจะถูกใครบางคนควบคุมอยู่…”

จากนั้นเขาก็บรรยายถึง 'ร่าง' ที่นั่งอยู่บนสุนัขป่า  และซูเจ๋อก็เคร่งเครียดยิ่งขึ้นไปอีก

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง  เขาก็อุทานออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง  โดยใส่น้ำหนักในทุกพยางค์ “นิกายเทียนโหมว!” (นิกายอสูรฟ้า)

“ดูเหมือนว่าพวกมันต้องการจะบุกเข้าไปที่ซีเป่ย  และตอนนี้ปัญหาก็คือเหล่าผู้แข็งแกร่งทั้งหลายต่างก็ไปรวมตัวกันที่ภูต้าตง  ถ้าสิ่งที่คุณเจียงพูดมาถูกต้อง  ไอ้คน ๆ นั้นจะต้องเป็นผู้เหนือมนุษย์ที่เข้าร่วมนิกายของพวกมันแน่ ๆ และมีความสามารถในการฝึกสัตว์อสูร… คุณเจียงเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรและได้พบพวกมัน  คุณมีคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับพลังของมันบ้างครับ?”

เอ๊ะ?

เจียงเหอเพียงแค่เกาหลังศีรษะของเขาเพียงแค่หัวเราะ “คิดว่า... ไม่มีอะไรพิเศษนะ”

'หมายความว่าไงที่ว่าตูก็เป็นนักฝึกสัตว์อสูรด้วย!?’

'แล้วตูจะไปรู้ความสามารถของไอ้บ้านักฝึกสัตว์นั่นได้ไงวะ?'

เจียงเหอสันนิษฐานว่าตัวตนของเขาในฐานะผู้ฝึกยุทธของตนจะถูกเปิดโปงหลังจากที่ฆ่าพวกสัตว์อสูรแปดตัวนั้นเสียอีก  แล้วทำไมไอ้เจ้าพวกนี้ถึงยังเชื่อว่าเขาเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูร?

ซูเจ๋อถอนหายใจยาว  แต่ปรากฏว่าเขารู้สึกผ่อนคลาย “เนื่องจากคุณเจียงเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรคลาส B ผู้ฝึกสัตว์อสูรตัวอื่นย่อมไม่สำคัญ” เขายิ้ม “ว่าแต่  คุณเคยฝึกวิทยายุธมาก่อนเหรอครับ”

การเปลี่ยนทัศนคติอย่างกะทันหันของเขามาเป็นความเคารพนับถือทำให้เจียงเหอรู้สึกอายเล็กน้อย  แต่เขาพยักหน้า “พึ่งฝึกฝนได้ไม่กี่วันน่ะ  เป็นพวกวิชาที่สืบทอดกันในตระกูล  ไม่ได้มีความพิเศษอะไร”

เรื่องนี้คงไม่มีอะไรต้องปิดบังกันหรอกเนอะ

การเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด  เช่นเดียวกับการเป็นผู้ฝึกยุทธระดับสามก็เป็นเพียงไพ่เบอร์เล็ก ๆ  เจียงเหอมีความรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่ข้อมูลสำคัญอะไร

หึหึ

ซู่เจ๋อยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ

ที่ว่านั่นก็ถ่อมตัวเกินไป!

ที่ถูกก็คือตัวเขานั้นเป็นผู้ฝึกยุทธระดับสองขั้นสูงสุดที่ผ่านการต่อสู้นับไม่ถ้วน  ไอ้การถูกทุบตีอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่มีปัญญาตอบโต้เนี่ยมันจะไม่มีอะไรพิเศษได้ยังไงเล่า

ทั้งหลี่เฟยและหวางซืออวี่ต่างก็มองเจียงเหออย่างสงสัยเช่นกัน

พวกเขาไม่เคยได้ยินว่าเจียงเหอมีเคล็ดวิชาอะไรที่สืบทอดกันในตระกูล  แต่ก็ไม่แน่หรอกเพราะว่ามรดกวิชาวิทยายุทธทั้งหลายมักจะถูกเก็บเป็นความลับ  อันที่จริงมีคนไม่มากที่ตระหนักถึงการมีอยู่ของวิทยายุทธก่อนการฟื้นคืนพลังวิญญาณ

"ใช่สิ!"

หลี่เฟยอุทานออกมาแล้วถามอย่างลังเลว่า “คุณซูเจ๋อ  มันคืออะไรเหรอ… ไอ้นิกายโหมว ๆ อะไรนั่นที่คุณพูดถึงก่อนหน้านี้น่ะ?”

ซูเจ๋อส่ายหัวและยิ้มอย่างขมขื่น “ผมก็ค่อยไม่รู้เรื่องของพวกมันเหมือนกัน  รู้แค่ว่าพวกมันโผล่มาเมื่อพลังวิญญาณเริ่มเกิดการฟื้นคืนครั้งแรก  พวกมันมีสมาชิกอยู่ทั่วทุกมุมโลกและพากกันลงมือก่อวินาศกรรมไปทั่วทุกหนแห่ง  ไอ้พวกนี้มันเป็นลัทธิปีศาจ  และผู้อาวุโสสำนักแปดทิศของเราคนหนึ่งเคยฆ่าหนึ่งในปรมาจารย์ยุทธของพวกมันตาย”

ซูเจ๋อหยุดชั่วคราวชี้ไปที่ท้องฟ้ายามค่ำคืนแล้วลดเสียงลง “ผมเคยได้ยินแต่ผู้อาวุโสในสำนักพูดถึงพวกมันอยู่  ว่าต้นกำเนิดของนิกายเทียนโหมวอาจจะสืบย้อนไปถึงอีกฟากฟ้า!”

“…โอ้ เอาจริงดิ!”

หลี่เฟยกระโดดพรวดขึ้นและอุทานออกมาว่า “มนุษย์ต่างดาว???”

จบบทที่ บทที่ 18: นิกายเทียนโหมว

คัดลอกลิงก์แล้ว