เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9: สะบัดปากกา, ปลูกต้นคัมภีร์วรยุทธ

บทที่ 9: สะบัดปากกา, ปลูกต้นคัมภีร์วรยุทธ

บทที่ 9: สะบัดปากกา, ปลูกต้นคัมภีร์วรยุทธ


“ผู้ฝึกยุทธแบ่งออกเป็นเก้าระดับ  เราเรียกผู้ที่ฝึกฝนจนถึงระดับเจ็ดว่าปรมาจารย์ยุทธ  แต่ฉันไม่รู้เรื่องของผู้ที่อยู่ระดับเก้าขึ้นไปหรอกนะ” หวางซืออวี่กล่าว

เจียงเหอเจ็บจี๊ดขึ้นมาเล็กน้อย

ในฐานะผู้ฝึกยุทธ  เขายังคงเป็นแค่ 'กึ่ง ๆ' อยู่เลย  ซึ่งหมายความว่ายังไม่ถูกนับรวมในสารบบด้วยซ้ำ

เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงถามขึ้นว่า “แล้วใครแข็งแกร่งกว่ากันระหว่างพวกเหนือมนุษย์กับผู้ฝึกยุทธ?”

“มันก็พูดยาก  และยากจะเปรียบเทียบด้วย”

หวางซืออวี่คุ้นเคยกับคำถามนี้มากเพราะเธอเองก็ได้ถามไป๋เฟยเฟยด้วยเช่นกัน  เธอจึงสามารถตอบได้ทันทีว่า “พลังงานดั้งเดิมนี้พึ่งฟื้นคืนได้แค่ประมาณ 10 ปี  แต่เมื่อไม่นานมานี้  พลังงานดั้งเดิมก็เกิดปะทุขึ้นมาอีกครั้งจนส่งผลให้มีจำนวนผู้ปลุกพลังเพิ่มขึ้นมาบ้างอีกเล็กน้อย  อย่างน้อย ๆ ก็สามถึงห้าจากแสนคน  และการใช้งานพลังพิเศษนั้นยังอยู่ระหว่าการพัฒนาอีกด้วย”

“ยิ่งไปกว่านั้น  มีความสามารถต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น การรักษาหรือการอ่านใจของฉันที่ไม่เหมาะกับการต่อสู้… จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าใครแข็งแกร่งกว่ากันระหว่างผู้เหนือมนุษย์และผู้ฝึกยุทธ”

“ตัวอย่างเช่น   ผู้ฝึกยุทธระดับ 1 ที่มีประสบการณ์การต่อสู้สูงจะสามารถบดขยี้พวกเหนือมนุษย์ที่มีพลังที่ไม่เหมาะกับการต่อสู้ได้สบาย ๆ”

“ในทำนองเดียวกัน  พวกเหนือมนุษย์ที่พิเศษบางคนมีความสามารถในการฆ่าผู้ฝึกยุทธปกติในทันทีก็มี”

***

การสนทนานี้ทำให้เจียงเหอมีความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเหนือมนุษย์และผู้ฝึกยุทธเพิ่มมากขึ้น

ระหว่างนั้นข้าวโพดก็หมดลงอย่างรวดเร็ว

หวางซืออวี่ลูบท้องด้วยความเขินอายเล็กน้อยและกล่าวว่า “ข้าวโพดนายอร่อยเกินไปแล้ว  ฉันอดใจไม่ไหวจนต้องกินให้หมด”

"ไม่มีปัญหา  ยังไงก็ปลูกเองอยู่แล้วไม่ได้ซื้อมา  เธอจะมากินด้วยกันเมื่อไหร่ก็ได้นะ” เจียงเหอตอบอย่างสุภาพ

"จริงเหรอ?"

หวางซืออวี่ตาเป็นประกายและกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มว่า “โอเค  วันหลังถ้าฉันมากินด้วยอีก  แล้วออกอาการตะกละล่ะก็นายห้ามผลักไสไล่ส่งฉันเด็ดขาดนะ…  อ้อใช่”

ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและพูดต่อ “เจียงเหอ  นายคงเดาออกสินะว่าหลังจากที่ฉันตื่นขึ้น  ฉันได้เข้าร่วมสำนักงานจัดการคดีพิเศษแห่งชาติ”

“องค์กรเรามีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้เหนือมนุษย์  ผู้ฝึกยุทธ  และรวมไปถึงสถานการพิเศษบางอย่างด้วย”

“ในฐานะตัวแทนขององค์กร  ฉันขอเชิญคุณเข้าร่วมกับเรา”

เธอใช้คำพูดอย่างเป็นทางการและยื่นมือเรียวยาวขาวผ่องออกมาอย่างจริงใจ

เจียงเหอก็คว้าหมับทันที  และสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่ม… หากมือนี้ช่วยเขาทำนั่นทำนี่ล่ะก็…

หวางซืออวี่หน้าแดงอีกครั้ง

เจียงเหอรู้สึกไม่พอใจและบ่นว่า "หวางซืออวี่  เธอหยุดอ่านความคิดของฉันสักที่ได้ไหม?  แค่ความคิดก็ขอให้มีความเป็นส่วนตัวสักหน่อยไม่ได้หรือไง?”

"นี่นาย!"

หวางซืออวี่โมโหจากนั้นก็กระทืบเท้าปึงปังด้วยความหงุดหงิด “เจียงเหอ  นายอย่าทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้สิ  ในหัวของนายมีแต่เรื่องสัปดนจริง ๆ เหรอ?”

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ไม่สามารถจะพูดคุยเจาะลึกหารายละเอียดได้

เจียงเหอจึงเปลี่ยนหัวข้อถามว่า “ถ้าฉันปฏิเสธที่จะเข้าร่วมองค์กรของเธอแล้วจะเป็นยังไง?”

“นายจะต้องลงนามในสัญญารักษาความลับ!”

หวางซืออวี่ตอบอย่างจริงจัง “ก่อนที่ประเทศจะประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผู้ปลุกพลังเหนือมนุษย์  การกลายพันธุ์ของพวกสัตว์อสูร  และผู้ฝึกยุทธ  นายจะไม่ได้รับอนุญาตให้พูดถึงเรื่องนี้กับคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม”

“โอเคเลย  ฉันจะเซ็นต์สัญญารักษาความลับ”

เจียงเหอพยักหน้านิ่ง  แต่ว่าในจิตใจของเขากำลังเต้นระบำด้วยความปีติยินดี

ก่อนที่ประเทศจะประกาศ...

‘ตามที่หวางซืออวี่พูด  ตอนนี้พลังงานดั้งเดิมกำลังปะทุแรงขึ้นคงใกล้จะถึงจุดพีคแล้ว  ซึ่งหมายความว่าคดีพิเศษกำลังเพิ่มขึ้นมาเป็นเงาตามตัว  และองค์กรคงแทบควบคุมปกปิดไม่ได้อีกต่อไป  แสดงว่าประเทศคงมีแผนที่จะเปิดเผยข้อมูลนี้ในเร็ว ๆ นี้สินะ’

ตู้ม!

เกิดเสียงดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วฟ้า  ตามมาด้วยการสั่นสะเทือนของแผ่นดินอย่างรุนแรง  บ้านของเจียงเหอก็สั่นไปด้วยเช่นกัน  จากนั้นได้มีฝุ่นทรายซัดกระหน่ำลงมาเต็มหลังคาบ้าน

“ไม่นะ  แผ่นดินไหว!”

เจียงเหอหน้าตึง  เขาคว้ามือหวางซืออวี่แล้ววิ่งออกจากบ้าน

เมื่อออกมาจากบ้านเขาพบว่าเอ้อเหลิงจื่อเห่าอย่างกระสับกระส่ายไปทางทิศตะวันออก  และเมื่อเจียงเหอมองตามไปที่นั่น  เขาก็เห็นแสงสีขาวที่ทำให้ตาพร่ามัวสาดไปทั่วท้องฟ้าทางทิศตะวันออกค่อย ๆ จางลง  โดยมีเมฆรูปเห็ดค่อย ๆ ลอยขึ้นไปบนฟ้า

ชาวบ้านอีกหลายคนวิ่งออกจากบ้านของพวกเขาด้วยใบหน้าตกตะลึงแตกตื่น

'ระเบิดนิวเคลียร์!'

ความคิดนั้นก็แวบเข้ามาในหัวของเจียงเหอทันที!

หวางซืออวี่ก็หน้าหมองลงเช่นกัน  เธอพึมพำออกมาว่า “มีปัญหา… เกิดเรื่องใหญ่ที่ภูต้าตง…”

ยังพูดไม่ทันจบเธอก็รีบวิ่งไปยังทิศทางของการระเบิด

ในขณะเดียวกัน  เจียงเหอได้ปีนขึ้นไปบนหลังคาอย่างรวดเร็วเพื่อดูเมฆเห็ดที่ยังไม่กระจายตัว  ในใจของเขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก!

“ภูต้าตง? ห่างจากที่นี่เกือบสี่ร้อยลี้… แรงระเบิดจะรุนแรงขนาดที่ไกลเพียงนี้ยังสัมผัสได้แถมยังมองเห็นฉากพวกนี้หลังการระเบิดอีก  ดูท่าจะเป็นการยิงนิวเคลียร์จริง ๆ สินะ”

“แม้แต่นิวเคลียร์ยังต้องงัดออกมาใช้  แสดงว่าสถานการตอนนี้มันเข้าขั้นวิกฤตแล้วงั้นเหรอวะ?”

หลังจากจ้องมองอยู่นาน  เจียงเหอก็กระโดดลงจากหลังคาในที่สุด  และดุเอ้อเหลิงจื่อที่ยังคงเห่าอย่างไม่ลดละก่อนที่จะครุ่นคิดต่อไป

“ต้องยิงระเบิดนิวเคลียร์เพื่อถล่มสัตว์อสูร”

เฮ้อ!

เจียงเหอถอนหายใจอย่างแรง!

ต้องเป็นตัวแบบไหนวะถึงต้องทำขนาดนี้?

และคำถามที่สำคัญที่สุดก็คือ  สัตว์อสูรนั้นมันตายหรือเปล่านี่สิ  ถ้ามันตายก็ดีไป  แต่ถ้ามันรอด… สยองว่ะ

"แข็งแกร่งขึ้น! ตูต้องแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด!”

“ตอนนี้ตูไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธด้วยซ้ำ—ถ้าต้องไปเจอไอ้พวกตัวแบบนั้นล่ะก็ตายแน่ ๆ ซี้แหงแก๋!”

เจียงเหอสะบัดมือควักเอาแตงกวาออกมา

เขาจ้องมองมันและเรอออกมาเพราะท้องมันอิ่มแล้ว

“เอ่อ… จะอ้วกว่ะ!”

'ก็กินข้าวโพดไปหมดหม้อแล้ว  ยังจะต้องยัดไอ้แตงกวายักษ์นี่ลงพุงอีกเหรอวะ?'

อย่างไรก็ตาม  เจียงเหอยังจำเป็นต้องฝึกฝนตัวเองเพื่อพัฒนาความสามารถ

เอ้อเหลิงจื่อครางหงิง ๆ เมื่อเห็นเจียงเหอหยิบแตงกวาออกมา  มันกลายเป็นภาพเบลอสีดำพุ่งเข้าหาเจียงเหอและหมอบอยู่ข้างหน้าเขา  กระดิกหางดิ๊ก ๆ และน้ำลายหยดแหมะเต็มพื้น

เจียงเหอใช้เวลาครึ่งชั่วโมงพยายามยัดแตงกวาทั้งลูก  แต่ก็กินได้เพียงสองในสามส่วน  และโยนส่วนที่เหลือให้เอ้อเหลิงจื่อ

'ช่วยไม่ได้ว่ะ'

'จะกินให้หมดลูกมันก็ไม่ไหวจริง ๆ ต่อให้รู้สึกว่าร่างกายมันจะแข็งแกร่งขึ้นก็เถอะ  แต่มันไม่เกี่ยวกับกินไหวหรือไม่ไหวนี่หว่า!'

"ไม่ได้การ!  เพิ่มพลังแบบนี้ยากเกินไปและช้าเกินไป!  ถ้าต้องกินแบบนี้ทุกวันตูได้อ้วกแตกตายจริง ๆ แน่…”

“ตูอาจกินเหลียงป้านหวงกวา (แตงกวาเย็น) เป็นมื้อเย็นจนพัฒนาไปถึงขั้นผู้ฝึกยุทธจริง ๆ ก็ได้… แต่นั่นเป็นเพียงด้านร่างกายเท่านั้น  ตูไม่เคยฝึกฝนวิชาอะไรมาก่อน  ต่อให้มีพละกำลังสูงส่งแต่ไม่รู้วิธีเอามาใช้ก็ไร้บอย”

“ฝึกวิชา…”

“ฝึกวิชา…”

“ต้องทำไงถึงจะฝึกฝนวิชาได้ละ?”

“หวางซืออวี่บอกว่าศิลปะการต่อสู้มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ  ซึ่งหมายความว่าสำนักงานจัดการคดีพิเศษแห่งชาติจะต้องมีวิธีการฝึกฝนอย่างอย่างแน่นอน  แต่ตูดันเป็นพวกชอบอิสระเนี่ยสิ… เออเว้ยใช่แล้ว!”

เจียงเหอลุกพรวดขึ้นทันทีจนเอ้อเหลิงจื่อตกใจเกือบจะสำลักแตงกวา

มันกลอกตาใส่เจียงเหอ

"ไอ้หมานี่! ไปกินที่อื่นดิ๊!”

เจียงเหอเตะตูดเอ้อเหลิงจื่อก่อนที่จะวิ่งกลับเข้าไปในห้อง  ค้นหาปากกาและกระดาษและเปิดโทรศัพท์มือถือ  แล้วเสิร์ชเว็บไป่ตู้หาเคล็ดวิชา

“ถ้าจำไม่ผิด  มีเคล็ดวิชาสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร  คัมภีร์เก้าเอี้ยง  คัมภีร์เก้าอิม  และเจ็ดสิบสองกระบวนท่าเส้าหลินอยู่ในเน็ต  ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องไร้สาระก็เถอะ…”

“แต่… ถ้าตูเอาเคล็ดวิชาพวกนี้มาปลูกได้จริง ๆ ล่ะมันจะเป็นยังไง?”

เจียงเหอเอากระดาษมาวางแล้วเริ่มเขียน :

มังกรผยองได้สำนึก  เคล็ดสำคัญของกระบวนท่านี้มิใช่อยู่ที่คำว่า "ผยอง" ซึ่งหมายถึงความแกร่งกร้าว  แต่อยู่ที่คำว่า "สำนึก" ท่านี้ตรงกับแผนภาพอี้จิงที่ระบุว่า "มังกรผยองได้สำนึก  เอ่อล้นพ้นไม่ยืนยาว"...

จบบทที่ บทที่ 9: สะบัดปากกา, ปลูกต้นคัมภีร์วรยุทธ

คัดลอกลิงก์แล้ว