- หน้าแรก
- หลังเลิกงาน มีนักศึกษาสาวสะกดรอยตามผม
- บทที่ 4: ฉันจะจีบเขา
บทที่ 4: ฉันจะจีบเขา
บทที่ 4: ฉันจะจีบเขา
"โอเค ไม่ล้อเล่นแล้วค่ะ"
สวีชิงหนิงวิ่งเหยาะๆ ถอยกลับไปสองสามก้าว ชี้ไปที่ทางเดินแล้วถาม "ตกลงห้องพี่ห้องไหนคะ?"
เจียงจื่อโม่เดินไปเปิดประตูพลางถาม "ที่บ้านรู้ไหมเนี่ยว่ามานอนบ้านฉัน?"
สวีชิงหนิงส่ายหน้า
เจียงจื่อโม่: "เดี๋ยวต้องโทรบอกพ่อแม่เธอนะ"
พอเปิดประตู ทั้งสองก็เดินตามกันเข้าไป
เจียงจื่อโม่พักอยู่อพาร์ตเมนต์ ปกติอยู่คนเดียว
สวีชิงหนิงเดินเข้าไปกวาดตามองรอบๆ แล้วถามเสียงอ่อนหวาน "พี่จื่อโม่ อยู่คนเดียวเหรอคะ?"
เจียงจื่อโม่: "อืม"
สวีชิงหนิง: "ไม่มีแฟนเหรอ?"
เจียงจื่อโม่: "ถ้ามีแฟน ฉันคงไม่ให้เธอเข้ามาหรอก"
เขาเหลือบมองสวีชิงหนิงอย่างระอาใจ
สวีชิงหนิง: "ทำไมถึงยังไม่หาแฟนล่ะคะ?"
เธอพินิจพิเคราะห์เจียงจื่อโม่
ตอนเป็นวัยรุ่น เจียงจื่อโม่ก็หล่อมากอยู่แล้ว หล่อจนสวีชิงหนิงแอบปลื้มตั้งแต่แรกเห็น
ผ่านไปหลายปี เจียงจื่อโม่ในตอนนี้ยิ่งหล่อเหลาคมคายขึ้นไปอีก รูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกดีเยี่ยม
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตร ทุกสัดส่วนบนใบหน้ากระแทกใจสวีชิงหนิงอย่างจัง
พูดง่ายๆ คือ ตอนนี้สวีชิงหนิงกำลังหลงเจียงจื่อโม่จนโงหัวไม่ขึ้น!
เจียงจื่อโม่รู้สึกอึดอัดที่โดนจ้องมอง จึงขมวดคิ้วมุ่น "ดึกแล้ว รีบไปนอนเถอะ จะจ้องอะไรนักหนา?"
สวีชิงหนิง: "ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ก็ต้องมองให้หายคิดถึงสิคะ หลายปีมานี้พี่ไม่เคยถามถึงฉันบ้างเลยเหรอ?"
เจียงจื่อโม่: "...ทำไมฉันต้องถามถึงเธอด้วย?"
ยัยนี่พูดเรื่องอะไร?
ถ้าวันนี้ไม่เจอเธอ เขาคงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยช่วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไว้
สวีชิงหนิง: "อ้อ ก็จริง ปกติคนถูกช่วยต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามไถ่ ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยแอบถามเรื่องพี่จากแม่เหมือนกัน"
"ถามอะไร?" เจียงจื่อโม่รินน้ำสองแก้ววางบนโต๊ะรับแขก เป็นการต้อนรับตามมารยาท
สวีชิงหนิง: "ก็ถามเรื่องทั่วไปแหละค่ะ ว่าพี่อยู่ที่ไหน ทำงานอะไร แต่เรื่องอื่นเจาะลึกไม่ได้ อย่างเช่น... เรื่องนั้น"
เจียงจื่อโม่: "?"
สวีชิงหนิงทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเอง ทิ้งตัวลงนั่งข้างเจียงจื่อโม่ จังหวะที่นั่งลง ไหล่ของเธอชนกับเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ เจียงจื่อโม่ขยับหนีตามสัญชาตญาณ
สวีชิงหนิงมองเจียงจื่อโม่ที่ขยับไปนั่งซะไกลอย่างอึดอัดใจ "ตัวฉันมีหนามเหรอคะ? ทำไมต้องหนีไปนั่งไกลขนาดนั้น?"
เจียงจื่อโม่: "..."
เขาไม่ตอบ ได้แต่จ้องไปข้างหน้าแล้วยกน้ำขึ้นดื่มเงียบๆ
ในมุมมองของเจียงจื่อโม่ เขาแค่รักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับเด็กสาวรุ่นน้องเท่านั้น
สวีชิงหนิงใช้สองมือประคองแก้วน้ำ เป่าเบาๆ "หลายปีมานี้ฉันซาบซึ้งใจพี่มากนะ ไม่เคยลืมพี่ชายที่ช่วยชีวิตฉันไว้เลย ไม่นึกว่าพี่จะมาอยู่จินหลิง"
เจียงจื่อโม่: "ฉันสอบติดมหาวิทยาลัยที่นี่ จบตรีแล้วก็ต่อโท ตอนนี้ทำงานได้สองปีแล้ว"
สวีชิงหนิง: "อ้อ~"
พูดจบไม่ถึงสามวินาที เธอก็ขยับตัวพร้อมแก้วน้ำเข้าไปใกล้เจียงจื่อโม่
เจียงจื่อโม่มองเธอด้วยสายตาเอือมระอา
สวีชิงหนิงบังเอิญสบตาเขาเข้าพอดี รีบตีหน้าเศร้าทันที
แม้ว่า 80% จะเป็นการแสดงก็เถอะ... "ทำไมมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นล่ะคะ?"
"ฉันอุตส่าห์รักษาระยะห่างฉันมิตรแล้วนะ แต่เธอก็ยังพยายามขยับเข้ามาใกล้"
"ก็ฉันไม่อยากเป็นแค่เพื่อนกับพี่นี่คะ"
"หือ?"
"ฉันไม่อยากเป็นแค่เพื่อนกับพี่"
สวีชิงหนิงย้ำคำเดิมด้วยสีหน้าจริงจัง
เจียงจื่อโม่: "แล้วจะให้เป็นอะไร? ถ้าไม่ใช่เพื่อน เธอจะทำอะไร?"
เจียงจื่อโม่จนปัญญา ไม่ค่อยเข้าใจความคิดเด็กสมัยนี้เท่าไหร่
สวีชิงหนิงวางแก้วน้ำลง หันหน้าหาเจียงจื่อโม่ แล้วค่อยๆ คลี่ยิ้ม "ฉันบอกแล้วไงคะ ว่าฉันซาบซึ้งใจพี่มาตลอด จำพี่ได้ตั้งแต่เด็กๆ ไม่ได้โกหกนะ"
แม้เธอจะพูดด้วยความจริงใจ แต่เจียงจื่อโม่ก็ยังไม่ค่อยเชื่อ
ถ้าจำได้ตลอด ทำไมถึงไม่เคยติดต่อกันเลย?
เจียงจื่อโม่ดื่มน้ำจนหมดแก้ว มองสวีชิงหนิงด้วยความง่วงงุน "จำฉันได้..."
สวีชิงหนิง: "จริงๆ นะคะ ฉันจำเรื่องตอนเด็กได้แม่น ถึงจะเห็นพี่แค่ตอนนั้น และจำได้แค่หน้าตาตอนนั้น..."
เธอเว้นจังหวะ แล้วชี้ไปที่เจียงจื่อโม่ "แต่ดูจากตอนนี้ พี่ก็ไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ ยังหล่อเหมือนเดิม เป็นคนที่พึ่งพาได้เหมือนเดิม"
เจียงจื่อโม่: "..."
เขานั่งมองรอยยิ้มของสวีชิงหนิงเงียบๆ รอยยิ้มของเธอเหมือนปุยเมฆนุ่มนวล อ่อนโยนและอบอุ่น
สวีชิงหนิงพูดทีเล่นทีจริง "เขาว่ากันว่า บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ ถ้าช่วยชีวิตไว้ ก็ต้องยอมพลีกายตอบแทน"
ได้ยินดังนั้น เจียงจื่อโม่ก็คิดว่าเด็กก็คือเด็ก พูดจาเพ้อเจ้อไปเรื่อย
เขาแค่นหัวเราะแล้วพูดต่อ "นี่มันยุคไหนแล้ว อีกอย่างฉันก็แค่ทำตามหน้าที่พลเมืองดี"
พูดจบเขาก็รินน้ำอีกแก้ว
"งั้น พี่จื่อโม่คะ ช่วยฉันอีกสักเรื่องได้ไหม?"
"ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ก็จะช่วย" เจียงจื่อโม่ตอบเสียงเรียบ
"พรุ่งนี้ไปเดตกับฉันหน่อยสิคะ"
"พรู๊ดดด"
ความตกใจทำให้เจียงจื่อโม่พ่นน้ำออกมา
"ห๊ะ?" เขาเช็ดปากพลางมองสวีชิงหนิงอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง "เมื่อกี้เธอว่าไงนะ?"
สีหน้าของสวีชิงหนิงยังคงนิ่งสงบและอ่อนโยน "พรุ่งนี้ไปเดตกับฉันหน่อยค่ะ"
เจียงจื่อโม่ตามความคิดของสวีชิงหนิงไม่ทันจริงๆ
"สมองเธอคิดอะไรอยู่เนี่ย????"
"ไม่ได้คิดอะไรค่ะ เอาจริง ฉันไม่เคยเดตมาก่อน เลยอยากลองดูสักครั้ง"
"ฉันว่าสมองเธอมีปัญหาแล้วล่ะ ควรพักผ่อนทำจิตใจให้สงบนะ"
เจียงจื่อโต้วางแก้วน้ำ ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นทิพย์ตามตัว "พูดจาไร้สาระอะไรของเธอ?"
เขาไม่มีความรู้สึกใดๆ กับคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นพอเธอพูดแบบนั้น เจียงจื่อโม่จึงคิดว่าเธอเป็นบ้า
ผู้ชายคนนี้ไม่มีความคิดเรื่องความรักอยู่ในหัวเลยสักนิด
"คืนนี้เธอนอนห้องนั้น พรุ่งนี้เช้าฉันไปทำงาน เธอค่อยออกไปพร้อมฉัน"
สั่งเสร็จ เจียงจื่อโม่ก็เดินกลับเข้าห้องนอน ทิ้งให้สวีชิงหนิงนั่งอยู่กลางห้องรับแขกเพียงลำพัง
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนออก
"เขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกับฉันเลยแฮะ"
"เพิ่งเคยเจอคนแบบนี้เป็นครั้งแรก"
สวีชิงหนิงเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัย เคยติดอันดับหนึ่งในการโหวตสาวงามแห่งมหาวิทยาลัยจินหลิงมาหลายสมัย
เธอสวย รวย ชาติตระกูลดี มาตรฐานการเลือกคู่ครองจึงสูงลิบลิ่ว
เพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอจึงไม่เคยคบใคร
แม้บางครั้งจะอิจฉาคู่รักคนอื่นบ้าง แต่เธอก็ไม่คิดจะคบใครมั่วซั่วแก้เหงา
คติประจำใจ "ไม่มีดีกว่ามีแล้วแย่" นี่แหละตัวเธอเลย
แต่ก็เป็นไปได้ว่า ลึกๆ แล้วเธออาจจะรอเจียงจื่อโม่มาตลอด
เธอรู้สึกว่า ถ้าไม่เจอคนดีมีคุณธรรมเหมือนเจียงจื่อโม่ เธอก็คงไม่คบใคร
ไม่นึกเลยว่าพอได้กลับมาเจอเจียงจื่อโม่ในอีกหลายปีให้หลัง หน้าตาเขาก็ดันตรงสเปกเธอเป๊ะ!
เอาล่ะ ความอยากมีแฟนของเธอพุ่งทะลุปรอทแล้ว!
ถึงจะแก่กว่าห้าปี แถมยังเย็นชาไปหน่อยก็เถอะ
ตราบใดที่เธอลงมือจีบ ไม่มีใครที่เธอคว้ามาไม่ได้หรอก!