- หน้าแรก
- หลังเลิกงาน มีนักศึกษาสาวสะกดรอยตามผม
- บทที่ 3: ขอค้างสักคืนเถอะนะ
บทที่ 3: ขอค้างสักคืนเถอะนะ
บทที่ 3: ขอค้างสักคืนเถอะนะ
"664 คะแนน หัวกะทิเหมือนกันนะเนี่ย"
"ไม่หรอกค่ะ ก็แค่ธรรมดา พี่น่าจะเก่งกว่าฉันใช่ไหมล่ะ?"
เจียงจื่อโม่ชะงักไปครู่หนึ่ง ปรายตามองเธออย่างเย็นชา แล้วพูดต่อ "ก็เก่งกว่านิดหน่อย ตอนนั้นฉันได้ 670 กว่าคะแนน"
ทำไมสองคนนี้ต้องมาคุยเรื่องคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันตรงนี้ด้วยนะ?
มันผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว... "อะแฮ่ม ในเมื่อเป็นนักศึกษา ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับหอ? ดึกป่านนี้..."
เจียงจื่อโม่เช็กเวลาในมือถือแล้วก็นึกอยากถอนคำพูดเมื่อกี้
"หอพักน่าจะปิดแล้วใช่ไหม?"
"ถูกต้องเลยค่ะ พี่พูดถูกเป๊ะ!"
สวีชิงหนิงดีดนิ้วเปาะตรงหน้าเขา ราวกับรอคำนี้อยู่แล้ว
เจียงจื่อโม่: "สรุปคือเธอไม่ได้กลับหอพักเพื่อมาเล่นพิเรนทร์แบบนี้เนี่ยนะ?"
สวีชิงหนิง: "..."
เจียงจื่อโม่รู้สึกกังวลใจแปลกๆ
"ช่วงนี้คลาสเรียนเหลือน้อย ฉันเลยกลับไปนอนบ้านทุกคืนค่ะ"
"อ้อ"
"แต่วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน แล้วฉันก็ลืมกุญแจซะด้วยสิ ดังนั้น... พี่จื่อโม่คะ~"
จู่ๆ ก็ทำเสียงอ้อนซะงั้น?!
เจียงจื่อโม่ในวัย 27 ปี รับมือกับลูกอ้อนแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ
มุมปากของเจียงจื่อโม่กระตุก เขาพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับคนตรงหน้า
เพิ่งจะเจอกันไม่ใช่เหรอ?
จะพูดให้ถูกคือ ไม่ใช่แค่ 'เจอกัน' แต่เป็นการ... กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังผ่านไปหลายปี?
ตอนนั้น เจียงจื่อโม่ก็แค่ทำความดีตามสัญชาตญาณ เพราะพวกค้ามนุษย์วิ่งผ่านหน้าเขาพอดี จะไม่ช่วยก็กระไรอยู่
เวลาล่วงเลยไปนานขนาดนี้ ตัวเจียงจื่อโม่เองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เขาไม่คิดเลยว่าสวีชิงหนิงจะจำได้แม่นขนาดนี้ แถมยังตั้งใจมาตามหาเขาโดยเฉพาะ!
ถึงแม้วิธีการตามหาจะดูแปลกประหลาดไปสักหน่อยก็เถอะ
แทนที่จะไปขอบคุณที่บริษัทดีๆ ดันสะกดรอยตามกลับบ้านเงียบๆ มาตั้งเจ็ดวัน เหมือนพวกโรคจิตไม่มีผิด!!!
นักศึกษาที่ไหนเขาตามพนักงานออฟฟิศกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ กัน?
"อย่าบอกนะว่าเธอคิดจะมาค้างที่ห้องฉัน?"
เจียงจื่อโม่หรี่ตาลง พลางนึกขึ้นได้ว่าเพิ่งดูคลิปทำนองนี้ไปเมื่อไม่นานมานี้
แถมตัวละครก็คล้ายกันเปี๊ยบ ผู้ชายแก่กว่าผู้หญิงหลายปี!
เฮ้ย ไม่สิ นี่ฉันคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย (┯_┯)
"เฮ้อ..."
สวีชิงหนิงแกล้งตีหน้าเศร้า "ใช่ค่ะ ถูกต้องเลย ก็มันช่วยไม่ได้นี่คะ ตอนนี้ดึกมากแล้ว พ่อแม่ก็ไม่อยู่ แล้วพี่ก็เป็นคนเดียวที่ฉันรู้จักในตอนนี้"
พูดจบ เธอก็คว้ามือเจียงจื่อโม่หมับ
เจียงจื่อโม่พยายามดึงมือออก แต่สวีชิงหนิงกลับใช้สองมือยึดมือใหญ่ของเขาไว้แน่น!
เจียงจื่อโม่: "เฮ้ย เธอ..."
"พี่จื่อโม่ พี่คงไม่ใจร้ายปล่อยให้ฉันตากลมหนาวอยู่ข้างนอกหรอกใช่ไหมคะ?"
"ไม่ใช่สิ ทำไมไม่ไปเปิดโรงแรมพักดูล่ะ?"
"พี่วางใจให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างฉันไปนอนโรงแรมคนเดียวจริงๆ เหรอคะ? เดี๋ยวนี้ข่าวอันตรายตามโรงแรมเยอะแยะไป บางทีพนักงานต้อนรับก็มั่วให้คีย์การ์ดคนอื่น ลองคิดดูสิคะ ถ้าฉันกำลังหลับสบายอยู่กลางดึก จู่ๆ มีใครก็ไม่รู้ไขประตูเข้ามา มันน่ากลัวขนาดไหน?"
"แล้วเธอวางใจที่จะอยู่ใต้ชายคาเดียวกับผู้ชายที่เพิ่งเจอกันเนี่ยนะ?!"
"พี่ไม่ใช่แค่ผู้ชายที่เพิ่งเจอกันนี่คะ"
สวีชิงหนิงปล่อยมือ กะพริบตาโตใส่เขาปริบๆ พร้อมส่งยิ้มหวาน "พี่เป็นผู้มีพระคุณของฉัน ตอนนี้พี่เป็นคนเดียวที่ฉันไว้ใจได้ค่ะ"
คิ้วที่ขมวดแน่นของเจียงจื่อโม่ค่อยๆ คลายออก เขามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างทำตัวไม่ถูก
หรือจะพูดให้ถูกคือ เขาไม่รู้จะพูดอะไรดี
ถ้าเป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาคงรับมือได้ตามปกติ
แต่นี่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เด็กกว่าเขาตั้งห้าปี
แถมระบบความคิดของเธอยังดูเพี้ยนๆ อีกต่างหาก
สงสัยสมองจะได้รับการกระทบกระเทือน ไม่เหมือนผู้หญิงปกติทั่วไป
เจียงจื่อโม่รู้ชะตากรรมแล้วว่า คืนนี้สวีชิงหนิงตั้งใจจะมานอนบ้านเขาให้ได้!
ผู้หญิงสมัยนี้ใจกล้าขนาดนี้เลยเหรอ?
สะกดรอยตามคนอื่นตอนดึกๆ แล้วยังมาเรียกร้องขอค้างกับผู้ชายที่แทบไม่รู้จัก?
ดูทรงแล้วถ้าไม่ยอมให้ค้าง บทสนทนานี้คงไม่จบง่ายๆ
พรุ่งนี้เขาต้องตื่นไปทำงาน ไม่อยากเสียเวลาเถียงกันอยู่ตรงนี้
หลังจากต่อสู้กับความคิดตัวเองอยู่ห้าวินาที เจียงจื่อโม่ก็ถอนหายใจอย่างจำยอม "เออๆ ก็ได้ ยังไงก็มีห้องว่างอยู่แล้ว"
พูดจบเขาก็หันหลังเดินนำไป สวีชิงหนิงรีบเดินตามไปติดๆ
หลังจากฝนตกติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดคืนนี้ท้องฟ้าก็แจ่มใส
พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนือหมู่เมฆ บางครั้งก็ซ่อนตัวหลังกลีบเมฆ บางครั้งก็โผล่พ้นออกมา แสงจันทร์นวลตา สาดส่องลงมาทาบทับเกิดเป็นเงาสลัวบนพื้นดิน
ทั้งสองเดินมาถึงหน้าตึกอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ก้าวเข้าลิฟต์ จู่ๆ สวีชิงหนิงก็เซถลาเข้าหาเจียงจื่อโม่
เหมือนคนเป็นลมเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ
เจียงจื่อโม่เหลือบเห็นหางตา จึงรีบยื่นมือไปประคองตามสัญชาตญาณ
สวีชิงหนิงฉวยโอกาสนี้ล้มตัวลงในอ้อมแขนของเจียงจื่อโม่
รู้สึกเหมือนจะมีหน้าต่างป๊อปอัปเด้งขึ้นมาเลยแฮะ
【ถ้าน่ารักขนาดนี้ จะเจ้าเล่ห์นิดหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรมั้ง?~】
เจียงจื่อโม่ก้มมองสวีชิงหนิงในอ้อมแขนแล้วถาม "เป็นอะไรหรือเปล่า?"
สวีชิงหนิงเอามือกุมขมับ "ไม่เป็นไรค่ะ แค่สุขภาพไม่ค่อยดี บางทีก็วูบไปเฉยๆ"
เจียงจื่อโม่: "วูบไปเฉยๆ?? อาการหนักนะเนี่ย ไม่ไปหาหมอเหรอ? เกิดเป็นเนื้องอกในสมองจะทำยังไง..."
"ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าอยู่ในอ้อมกอดพี่ได้ผลดียิ่งกว่าไปหาหมอซะอีก"
เจียงจื่อโม่รีบผละออกทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น สวีชิงหนิงเองก็ขยับตัวออกจากอ้อมแขนเขา เอามือไขว้หลังไว้
ใบหน้าของเจียงจื่อโม่เคร่งขรึมราวกับครูฝ่ายปกครองที่กำลังจะดุเด็กนักเรียนเรื่องชิงสุกก่อนห่าม "ฉันว่าฉันจำเป็นต้อง—"
ติ๊ง—!!!!
เสียงประตูลิฟต์เปิดขัดจังหวะคำพูดของเขา
สวีชิงหนิงไม่อยากฟังคำเทศนา จึงรีบกระโดดโลดเต้นออกจากลิฟต์ไป
"นี่ ทำไมต้องเจาะจงจะมานอนบ้านฉันให้ได้?"
เจียงจื่อโม่เดินตามออกมาพลางตะโกนถามไล่หลังสวีชิงหนิง
สวีชิงหนิงหยุดเดิน หันกลับมาพร้อมรอยยิ้มละมุน "ถ้าฉันบอกว่าฉันอยากจะขโมยของ พี่จะเชื่อมั้ยคะ?"
เจียงจื่อโม่: "ถ้าเธอยืนยันจะพูดแบบนั้น ฉันก็อาจจะเชื่อก็ได้นะ"
สวีชิงหนิง: "ถ้าขโมยหัวใจพี่ นับมั้ยคะ?"
เจียงจื่อโม่ชะงักกึก รูม่านตาขยายกว้างเพราะประโยคนั้น
นานมากแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกใจสั่นไหวแบบนี้
น่าจะสักสี่ปีได้แล้วมั้ง
"อ้าว? พูดไม่ออกเลยเหรอคะ?" สวีชิงหนิงชี้ไปที่หน้าเครียดๆ ของเจียงจื่อโม่แล้วหัวเราะคิกคัก
เจียงจื่อโม่ยังคงตั้งสติไม่ทันจากประโยคเมื่อครู่
เขากำลังสงสัยตัวเองว่าทำไมต้องมาเสียอาการกับคำพูดของเด็กกะโปโลคนหนึ่งด้วย
"อื้ม~"
สวีชิงหนิงขยับเข้าไปใกล้เจียงจื่อโม่ มือไขว้หลัง โน้มตัวลงเล็กน้อย เอียงคอจ้องมองหน้าเขาอย่างพิจารณา
ตอนนี้พวกเขาอยู่ใกล้กันมากจนเจียงจื่อโม่สัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วเบาที่รดใบหน้า!!
จะว่าไป ตัวเธอหอมจัง กลิ่นเหมือนดอกมะลิผสมผลไม้
"พี่ต่างจากที่ฉันจำได้จริงๆ ด้วย"
...
"รู้สึกว่าดูดีกว่าตอนเด็กๆ เยอะเลยแฮะ"
พูดจบ สวีชิงหนิงก็ยิ้มตาหยีจนตาโค้งเป็นรูปสระอิ
แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่เจียงจื่อโม่ก็สังเกตเห็นว่าเธอเป็นคนชอบยิ้ม
และรอยยิ้มของเธอก็สดใสบริสุทธิ์มาก
มันแปลกจริงๆ นั่นแหละ...