เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - ขโมยในบ้าน... ลวี่ลวี่!

บทที่ 20 - ขโมยในบ้าน... ลวี่ลวี่!

บทที่ 20 - ขโมยในบ้าน... ลวี่ลวี่!


บทที่ 20 - ขโมยในบ้าน... ลวี่ลวี่!

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

เจ้าตัวเล็กพวกนี้ ในที่สุดก็ตกมาถึงมือ

อวิ๋นหยางตรวจสอบตามตำรา 'สารานุกรมสัตว์อสูรบรรพกาล' ของพี่แปดจอมราชันย์วายุอย่างละเอียด ทั้งดึงหู ดูพุง ปลิ้นตา แคะรูจมูก ส่องคอ ส่งลมปราณเข้าไปตรวจสอบ... ผ่านการพิสูจน์นับสิบวิธี ทุกอย่างตรงตามตำราเป๊ะ!

ยืนยันได้แล้วว่า นี่คือลูกของสัตว์อสูรระดับเก้าขั้นต้น 'เสือดาวกลืนสวรรค์' อย่างแน่นอน!

เสือดาวกลืนสวรรค์ เคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งสายลม เชี่ยวชาญการพรางตัว สังหารเหยื่อฉับไว ได้รับฉายาว่า "นักฆ่าแห่งเผ่าพันธุ์สัตว์อสูร" เมื่อโตเต็มวัย สามารถกลืนกินทองคำและหยกเป็นอาหาร ผิวหนังกายาเหล็ก คงกระพันฟันแทงไม่เข้า

อวิ๋นหยางดีใจจนแทบคลั่ง

แต่ในใจก็เกิดความสงสัยขึ้นมาข้อหนึ่ง พี่แปดจอมราชันย์วายุ ตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใครกันแน่?

คนของตระกูลซีเหมิน หนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ บวกกับสหายของซีเหมินหว่านไต้ ก็คงเป็นคุณชายที่มีฐานะใกล้เคียงกัน แถมผู้ติดตามก็ล้วนเป็นยอดฝีมือ

คนพวกนั้นกลับไม่มีความสงสัยระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย แต่ตัวเขาแค่อาศัยหนังสือเล่มเดียว ก็สามารถระบุชนิดและตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย!

แปดตระกูลใหญ่แต่ละตระกูลมีรากฐานยาวนานนับพันปี แต่ความรู้ความเห็นของพวกเขา กลับเทียบไม่ได้กับหนังสือเล่มเดียวที่พี่แปดวางทิ้งไว้หัวเตียงงั้นรึ!?

ต่อให้บอกว่าวิชาชีพมีเฉพาะทาง แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว

อวิ๋นหยางเก็บความสงสัยนี้กดลึกไว้ในใจ

ตัวตนของพี่แปด เขาต้องสืบให้รู้ให้ได้ เรื่องราวทุกอย่างที่พี่แปดทำไม่สำเร็จ เขาจะรับช่วงต่อและทำให้สำเร็จอย่างไม่มีตกหล่น!

แต่เงื่อนไขสำคัญคือ... เขาต้องรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดี แล้วฟื้นฟูระดับพลังยุทธ์ขึ้นมา เพื่อรับมือกับศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาอย่างไม่จบไม่สิ้น!

"คุณชาย นี่ท่าน..." ลุงเหมยตาค้าง

เมื่อวานซืน คุณชายออกไปข้างนอก พอกลับมา ก็มีลิงตัวหนึ่งตามมาด้วย เอ่อ แล้วก็มีผู้หญิงที่กระโดดโลดเต้นตามมาอีกคน

วันนี้ คุณชายออกไปข้างนอกอีก พอกลับมา ก็พาแมวมาห้าตัว! เอ้อ แล้วก็มีผู้ชายใกล้ตายอีกคน

ลุงเหมยเริ่มสงสัย คุณชายออกไปคราวหน้า จะพาฝูงหมาป่าเป็นร้อยเป็นพันกลับมาไหมเนี่ย? หรือจะพาฝูงผู้ชายผู้หญิงโขยงใหญ่กลับมา?

"อื้ม ไม่มีอะไร แค่สัตว์เลี้ยงไม่กี่ตัว" อวิ๋นหยางกล่าว "ลุงช่วยแจ้งพวกคุณชายม้ากับคุณชายฉินหน่อย ให้มาที่จวนอวิ๋นคืนนี้ บอกพวกเขาว่าคราวนี้มีเรื่องดีๆ รออยู่"

ลุงเหมยหน้าขึ้นสีดำจางๆ

ยังจะไปแจ้งพวกเขาอีก?

พวกเขายังจะกล้ามาอีกเหรอ?

ไอ้สองคนนั้นน่าจะมีปมในใจไปแล้วมั้ง?

"ไม่เป็นไร ครั้งนี้พวกเขารับรองต้องมาแน่" อวิ๋นหยางยืนยันหนักแน่น

"..." ลุงเหมยงุนงง กำลังจะถอยออกไป อวิ๋นหยางก็ล้วงเอาถุงใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้ "นี่เป็นทรัพยากรการฝึกฝนเล็กน้อย ลุงเอาไปใช้ฝึกเถอะ ถ้าทะลวงผ่านขุนเขาลูกที่หกได้เร็ววันก็ยิ่งดี"

ลุงเหมยรับถุงมา เดินงงๆ ออกไป

พอลับสายตาอวิ๋นหยาง เปิดถุงดู ถึงกับต้องร้องอุทานออกมา

มือไม้สั่น แทบทำถุงร่วงพื้น

เห็นเพียงแสงสว่างเจิดจ้า ไอพลังงานเข้มข้นอบอวล ข้างในคือหินปราณห้าสิบก้อน และผลึกปราณอีกสิบก้อน!

นี่คือสมบัติล้ำค่าสำหรับการช่วยฝึกตนที่ประเมินค่าไม่ได้!

"คุณชายไปเอามาจากไหนมากมายขนาดนี้?" ลุงเหมยคิดไปคิดมา ในใจก็เกิดกระแสความอบอุ่นไหลผ่าน เขาติดอยู่ที่คอขวดของขุนเขาลูกที่ห้ามาสี่ห้าปีแล้ว

ตอนนี้มีของพวกนี้ ต้องทะลวงผ่านขุนเขาลูกที่หกได้แน่!

การฝึกฝนของนักบู๊ หากต้องการก้าวเข้าสู่ทำเนียบยอดฝีมือที่แท้จริง ต้องมีเงื่อนไขเบื้องต้นก่อน คือ 'หกจุดเปิดมิใช่เรื่องแปลก ก้าวข้ามประตูสู่ทำเนียบปราณพิภพ ฟ้าลิขิตสามส่วนดวงชะตา ตนลิขิตเจ็ดส่วนรากฐานหมื่นปี'

หมายความว่า ต้องเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เปิดจุดชีพจรได้หกจุดขึ้นไป จึงจะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ระดับปราณพิภพ และการเปิดหกจุดชีพจร เป็นเพียงพรสวรรค์ที่สวรรค์มอบให้ หากไม่พากเพียรก็ว่างเปล่า

จากนั้นถึงจะเป็น... ระดับพลังยุทธ์สิบสองขุนเขา หนึ่งขุนเขาคือหนึ่งชั้นฟ้า!

ปราชญ์โบราณกล่าวไว้ การฝึกยุทธ์เปรียบเสมือนการแบกน้ำหนักปีนเขา ต้องปีนขึ้นไปยืนบนยอดเขาหนึ่ง ถึงจะมองเห็นว่ายอดเขาต่อไปอยู่ที่ไหน

เบื้องหน้าของคนเรา มักมีภูเขาที่สูงที่สุดขวางอยู่เสมอ ก่อนที่จะปีนขึ้นไปบนยอดเขาลูกแรกนั้น เจ้าจะไม่มีวันรู้เลยว่า ในโลกนี้ยังมีภูเขาที่สูงกว่าลูกที่อยู่ตรงหน้าเจ้าอีก

ความไม่รู้นี้ เรียกว่า อวิชชา

ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่า หากปรารถนาจะปีนป่ายสู่สวรรค์ ต้องปีนข้ามขุนเขาหนึ่งลูก หนึ่งขุนเขาผ่านพ้น คือหนึ่งชั้นฟ้า

ความหมายคือ มีเพียงการพิชิตภูเขาลูกนี้ เจ้าถึงจะมองเห็นโลกใบใหม่

ดังนั้นจึงเรียกว่า พลังยุทธ์สิบสองขุนเขา หนึ่งขุนเขาคือหนึ่งชั้นฟ้า ข้ามผ่านสิบสองขุนเขา ค่อยมาว่ากันเรื่องเก้าชั้นฟ้า!

ฟังดูเรียบง่ายเข้าใจง่าย และอาจจะดูตลกๆ ไปบ้าง แต่นี่คือมรรคาแห่งการก้าวเดินไปตามลำดับขั้นที่ยิ่งใหญ่!

...

"ข้ากลับมาแล้ว!" จี้หลิงแบกสัตว์ตัวน้อยสีเงินขาวที่ดูขี้ขลาดตาขาวไว้บนบ่า วิ่งหน้าตั้งเข้ามาอย่างตื่นเต้น

"ดูสิ หมาป่าสวรรค์จันทร์เงิน ข้าซื้อกลับมาแล้ว เป็นไง? เจ้าดูซิใช่เจ้าตัวเล็กนี่หรือเปล่า?"

อวิ๋นหยางเดินเข้าไปดู พยักหน้าหงึกๆ "ถูกต้องๆ คือมันนี่แหละ! แม่นางดวงดีจริงๆ ผ่านไปตั้งนานป่านนี้ยังไม่มีคนซื้อตัดหน้าไปอีก"

จี้หลิงตาหยีเป็นสระอิ ปากก็พูดว่า "ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ ตอนนี้ทั้งตลาดมีแต่คนพูดเรื่องการเดิมพันสะท้านฟ้าของเจ้า ใครจะมีกะจิตกะใจมาค้าขาย..."

"ฮ่าๆ..." อวิ๋นหยางหัวเราะร่า "พรุ่งนี้เริ่มฝึกสัตว์เลี้ยงให้เจ้านะ"

"งั้นวันนี้..."

จี้หลิงพูดยังไม่ทันจบ ก็โดนอวิ๋นหยางไล่ตะเพิดอย่างไม่เกรงใจ

"วันนี้ข้ามีธุระ ไม่เห็นเหรอว่ามีคนเจ็บหนักอยู่?"

"ไอ้คนสารเลวนี่ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย! ปฏิบัติต่อสาวงามได้หยาบคายและไม่ยอมอ่อนข้อให้สักนิด!" จี้หลิงบ่นพึมพำ กระทืบเท้าด้วยความโกรธ แล้วเดินปากยื่นปากยาวออกไป

ประโยคนี้เสียงไม่เบา อวิ๋นหยางย่อมได้ยินชัดเจน มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มหยัน

ความเป็นสุภาพบุรุษคืออะไร? กินได้ไหม? ทำไมเจอสาวสวยต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ? ต้องยอมให้? ถ้าสาวสวยคนนั้นจะมาเป็นเมีย ก็พอยอมๆ ให้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะได้เป็นเมียข้านี่หว่า?

งั้นข้าจะยอมให้เจ้าทำไม?

แค่เพราะเจ้าเป็นผู้หญิง?

นั่นมันเรียกว่าหน้าหม้อ ไม่ได้เรียกว่าความเป็นสุภาพบุรุษ!

ความในใจนี้อวิ๋นหยางไม่ได้พูดออกไป แน่นอนถ้าลุงเหมยรู้ความคิดนี้ของอวิ๋นหยาง คงต้องตีอกชกหัวแน่ๆ คุณชาย ท่านอายุสิบเก้าแล้วยังโสด มันมีเหตุผลจริงๆ ด้วย...

...

อวิ๋นหยางเดินกลับเข้าเรือนพัก

ระหว่างเดินเข้าไป เขารู้สึกรางๆ ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ แต่ก็นึกไม่ออก จนกระทั่งเดินมาถึงเตียงคนไข้ใกล้ตาย เขาถึงนึกขึ้นได้

เอ๊ะ...

ทำไมในอกเสื้อข้าถึงมีผงอะไร่วงกราวลงมาตลอดเวลา?

มือคว้าเข้าไปในอกเสื้อโดยสัญชาตญาณ

ทันใดนั้นก็สูดปาก "ซี้ด" แล้วกระชากห่อผ้าใบใหญ่ออกมาจากอก

เพียงแต่... ห่อผ้าที่เคยใหญ่โต บัดนี้หดเล็กลงไปกว่าครึ่ง

ดวงตาของอวิ๋นหยางเบิกกว้างเท่าระฆังทองแดง นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น?

เปิดห่อผ้าดู ไม่มีอะไรผิดปกติ ข้างในคือหินปราณ ผลึกปราณ และแก่นอสูร ที่เพิ่งชนะเดิมพันมาสดๆ ร้อนๆ วันนี้

แก่นอสูรยังอยู่ดี สองเม็ด ไม่ผิด

แต่ว่า... หินปราณล่ะ? ทำไมหายไปสองร้อยก้อน? ที่เหลืออยู่ทำไมดูหดเล็กลง?

ผลึกปราณล่ะ? ทั้งหมดสามสิบก้อน ให้ลุงเหมยไปห้าก้อน ควรจะเหลือยี่สิบห้าก้อนสิ ตอนนี้ทำไมเหลือแค่... สิบสามก้อน?

อีกสิบสองก้อนหายไปไหน?

นอกจากนี้ ในห่อผ้ายังมีผงละเอียดๆ เต็มไปหมด...

อวิ๋นหยางมองดูแล้วหน้ามืดตาลาย

หินปราณกับผลึกปราณที่หายไป... อย่าบอกนะว่ากลายเป็นผงแป้งพวกนี้หมดแล้ว?

หรือว่าซีเหมินหว่านไต้ให้ของปลอมมา? แต่ข้าตรวจสอบดีแล้วนี่นา ต่อให้ตาถั่วแค่ไหนก็ไม่น่าจะดูพลาด

หรือว่าจะเป็น...

อวิ๋นหยางรีบร้อนดำดิ่งเข้าสู่ห้วงจิตวิญญาณ ทันใดนั้นก็เห็นใบอ่อนสีเขียวสดของบงกชทองคำแห่งการสรรค์สร้างกำลังสั่นไหว ดูท่าทางมีความสุขสุดขีด

แม้ใบบัวใบที่สองจะยังไม่โตขึ้น แต่เห็นได้ชัดว่าสีของใบเข้มขึ้น และลำต้นก็อวบใหญ่ขึ้นด้วยตาเปล่า...

ที่รากของบงกชทองคำแห่งการสรรค์สร้าง มีหมอกที่เป็นผลึกแข็งจับตัวอยู่ อวิ๋นหยางมองดูแล้วใจหายวาบ

นี่... นี่มันคือลมปราณบริสุทธิ์ที่สุดที่สะสมอยู่ในผลึกปราณและหินปราณไม่ใช่เหรอ?

มิน่าล่ะถึงกลายเป็นผงแป้งหมด... ที่แท้... โดนขโมยมากินนี่เอง!

"ไอ้ขโมยตัวแสบ!" อวิ๋นหยางจ้องมองต้นกล้าอ่อนต้นนี้ แทบจะคลั่ง

อุตส่าห์ไปล่วงเกินตระกูลซีเหมินเพื่อหาทรัพยากรมาฝึกฝน เพิ่งได้มาแป๊บเดียว โดนบงกชทองคำแห่งการสรรค์สร้างเขมือบไปครึ่งหนึ่ง!

ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความโกรธของอวิ๋นหยาง ต้นกล้าอ่อนสั่นไหวเบาๆ ม้วนใบเข้าหากันอย่างรู้สึกผิด ราวกับ... กำลังเขินอาย

เหมือนเด็กน้อยที่ทำผิดแล้วมาออดอ้อนขอโทษ 'โอ๋ๆๆ เค้าผิดไปแล้วง่า...'

อวิ๋นหยางโดนลูกอ้อนนี้เข้าไป ความโกรธเต็มท้องหายวับไปกับตา

"หลายวันก่อน หยกเย็นที่คอข้า ที่แขนข้า ใต้หมอนข้า ในห้องหนังสือข้า... ที่เอาไว้สงบจิตใจ ก็โดนเจ้าขโมยไปใช่ไหม?"

ต้นกล้าอ่อนม้วนใบแน่นขึ้นจนเกือบเป็นแท่งยาว ส่ายไปมาเบาๆ

อวิ๋นหยางทั้งโกรธทั้งขำ ในที่สุดก็เข้าใจ

ดูท่าเจ้าตัวเล็กนี่ ไม่ได้ต้องการแค่ลมปราณแห่งความไม่ยุติธรรมเพื่อเติบโตเท่านั้น พลังฟ้าดินและพลังจากของวิเศษ มันก็ต้องการเหมือนกัน

เพียงแต่ข้อแตกต่างคือ ลมปราณแห่งความไม่ยุติธรรมทำให้มันงอกใบใหม่ เร่งระดับการวิวัฒนาการ ส่วนพลังฟ้าดินและพลังจากหยกวิเศษ ทำให้มันแข็งแรงขึ้น

"อื้ม ก็เหมือนเด็ก ต้องทั้งตัวสูงและตัวใหญ่..." อวิ๋นหยางเข้าใจแล้ว "เอาล่ะ วันหลังไม่ต้องแอบๆ ซ่อนๆ อยากได้ก็หยิบไปอย่างเปิดเผย แต่ถ้าอันไหนข้าจำเป็นต้องใช้ ห้ามแตะต้องนะ ไม่งั้นวันหลังจะอดกินให้หมด!"

พรึ่บ! ใบไม้คลี่ออกทันที เถาวัลย์อ่อนๆ ส่ายไหวอย่างร่าเริง ราวกับกำลังเต้นระบำฉลอง

อวิ๋นหยางสัมผัสได้ถึงความดีใจที่ส่งมาจากต้นกล้าอ่อน อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

อื้ม ดอกบัว... ที่ฟังภาษาคนรู้เรื่อง?

คิดไปคิดมา อวิ๋นหยางก็อดขำไม่ได้

พูดไปใครจะเชื่อ?

ดูเหมือนจะเป็นรางวัลตอบแทน อวิ๋นหยางเห็นเถาวัลย์สั่นไหว แสงสีเขียวจุดหนึ่งลอยออกมา พุ่งเข้าไปในเส้นชีพจรของอวิ๋นหยาง

อวิ๋นหยางรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว พลังชีวิตอันเปี่ยมล้นไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจร อาการบาดเจ็บจากการรับฝ่ามือของซีเหมินหว่านไต้เมื่อครู่ หายวับไปไร้ร่องรอย

พร้อมกันนั้น จิตวิญญาณก็กระปรี้กระเปร่า สมองแจ่มใสปลอดโปร่งอย่างที่สุด

อื้ม เจ้านี่ช่วยรักษาข้าได้? อวิ๋นหยางดีใจ รีบถาม "ทำให้พลังยุทธ์ของข้าฟื้นคืนกลับไปเหมือนเมื่อปีก่อนเร็วๆ ได้ไหม?"

สำหรับความแข็งแกร่ง อวิ๋นหยางโหยหามานานเหลือเกิน!

ไม่มีพลัง ก็ทำอะไรไม่ได้เลย

ต้นกล้าอ่อนส่ายไปมาเบาๆ เหมือนจะส่ายหน้า และเหมือนจะดูแคลน...

อวิ๋นหยางถามอยู่นาน กว่าจะเข้าใจความหมาย

พลังพวกนั้น คงกู้กลับมาไม่ได้แล้ว...

เม็ดบัวหลอมรวมเข้ากับสายเลือดของเขา แล้วกลืนกินพลังยุทธ์ทั้งหมดของเขาไป เพื่อใช้ในการงอกเงย รอคอยลมปราณแห่งความไม่ยุติธรรม เพื่อเติบโตตามธรรมชาติ...

และต้นกล้าอ่อนยังมีความหมายอีกอย่างแฝงมา: พลังเดิมของเจ้า มันขยะเกินไป... ทิ้งไปซะยังดีกว่า...

อวิ๋นหยางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

เอาเถอะ เริ่มต้นใหม่ก็ได้

"เรียกเจ้าว่าต้นกล้า หรือบงกชสรรค์สร้าง มันเรียกยากไปหน่อย ข้าตั้งชื่อใหม่ให้เจ้าดีกว่า" อวิ๋นหยางปรึกษา "รูปร่างเถาวัลย์ของเจ้า มีดอกมีใบ เรียก เถิงเถิง (เถาวัลย์)? ม่านม่าน (เลื้อย)? ฮวาฮวา (ดอกไม้)? เย่เย่ (ใบไม้)? เหลียนเหลียน (บัว)? ลวี่ลวี่ (เขียว)?"

ต้นกล้าอ่อนส่ายไปมาไม่ยอมรับ

แต่พอถึงชื่อสุดท้าย "ลวี่ลวี่" (เขียวเขียว) มันกลับหยุดส่าย ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ผงกยอดอ่อนลง

ยอมรับชื่อนี้เฉยเลย?

อวิ๋นหยางปวดฟันตุบๆ

ชื่อตั้งเยอะแยะ เขาคิดว่าชื่อที่เห่ยที่สุด น่าเกลียดที่สุด ก็คือ ลวี่ลวี่

เลยเอาไปไว้หลังสุด

นึกไม่ถึงว่าไอ้ชื่อที่ตัวเองคิดว่าน่าเกลียดที่สุด กลับได้รับการยอมรับ

ลวี่ลวี่...

"เอ่อ... สวรรค์ช่วย... ลวี่ลวี่..." อวิ๋นหยางตบหน้าผากตัวเอง พูดไม่ออก "ข้าตั้งชื่อได้น่าขยะแขยงชะมัด..."

ในห้วงจิต ลวี่ลวี่เต้นระบำอย่างมีความสุข เถาวัลย์เส้นเล็กๆ ม้วนเป็นรูปร่างต่างๆ เพื่อฉลองที่ตัวเองมีชื่อแล้ว

"ลวี่ลวี่!" อวิ๋นหยางแทบสติแตก "เจ้าต้องหาวิธีช่วยให้คนในห้องข้ารอดตายนะ"

ลวี่ลวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเถาวัลย์ก็ส่ายไหวรัวๆ

"ไม่มีปัญหา!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 20 - ขโมยในบ้าน... ลวี่ลวี่!

คัดลอกลิงก์แล้ว