- หน้าแรก
- เกิดใหม่พร้อมบงกชวิเศษ ยิ่งฆ่าคนเลวข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 2 - พี่น้องไม่พร่ำเพื่อ ลูกผู้ชายต้องชักดาบ
บทที่ 2 - พี่น้องไม่พร่ำเพื่อ ลูกผู้ชายต้องชักดาบ
บทที่ 2 - พี่น้องไม่พร่ำเพื่อ ลูกผู้ชายต้องชักดาบ
บทที่ 2 - พี่น้องไม่พร่ำเพื่อ ลูกผู้ชายต้องชักดาบ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ข้าชอบใช้สมอง ข้าชอบแก้ปัญหาด้วยปัญญา แต่เมื่อใดที่ข้าสามารถใช้กำลังแก้ปัญหาได้ ข้าก็ไม่เคยใช้สมองเลยสักนิด"
— วาทะอวิ๋นหยาง
........................................................................
"พี่น้องรักกันไม่ต้องปั้นน้ำคำร่ำสุรา ยามมีภัยลูกผู้ชายต้องชักดาบเข้าฟาดฟัน!"
อวิ๋นหยางเอื้อนเอ่ยวลีนี้ด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ พลางชูจอกเหล้าขึ้นคารวะฟ้า สุราสีแดงสดดุจโลหิตไหลลงสู่ลำคอ แววตาของเขาลึกล้ำและเย็นยะเยือก
เขาสวมชุดคลุมสีม่วงเข้ม นั่งทอดอารมณ์อย่างเกียจคร้านอยู่บนเก้าอี้ใต้ซุ้มดอกกล้วยไม้สวรรค์ในสวน สายตาของเขาดูเหมือนจะจับจ้องอยู่ที่ดอกไม้ซึ่งบานสะพรั่งปกคลุมไปครึ่งสวน แต่ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนจะมองทะลุห้วงมิติของโลกใบนี้ ไปตกอยู่ที่ภพภูมิอื่น
เครื่องหน้าของเขาราวกับหยกแกะสลักอันประณีต คิ้วโก่งได้รูปสวยงาม ดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำราวกับบึงน้ำไร้ก้นบึ้ง จมูกโด่งรั้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางกำลังดี ยามไม่เอื้อนเอ่ยวาจาดูราวกับดอกกุหลาบที่กำลังจะแย้มบาน
ใบหน้าของเขาดั่งหยกงามไร้ตำหนิ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้อย่างลวกๆ ปล่อยให้ปอยผมปลิวไสวระข้างแก้มและท้ายทอย ยามสายลมพัดผ่าน ให้ความรู้สึกอิสระเสรีหลุดพ้นจากทางโลก และความโดดเดี่ยวที่แปลกแยกจากผู้คน
ใบหน้าทั้งดวง แฝงไว้ด้วยความงดงามราวกับอิสตรี
อาจกล่าวได้ว่า สตรีในโลกนี้กว่าเก้าส่วนเก้า คงไม่มีใครมีเครื่องหน้าที่งดงามประณีตเท่าเขา
ทว่าใบหน้าอันงดงามนี้ กลับให้ความรู้สึกเย็นชาและอำมหิต ราวกับเทพเจ้าผู้เย็นชาบนยอดเมฆ ที่มองดูความทุกข์โศกของมนุษย์ด้วยความเฉยเมย
แม้ร่างกายจะดูผอมบาง ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย แต่นั่นกลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์อันลึกลับและเศร้าสร้อยให้กับเขา
อวิ๋นหยางดูจะชอบประโยคนั้นมาก จนอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาอีกครั้ง "พี่น้องรักกันไม่ต้องปั้นน้ำคำร่ำสุรา ยามมีภัยลูกผู้ชายต้องชักดาบเข้าฟาดฟัน!"
พูดจบ เขาก็ชูจอกเหล้าขึ้นคารวะความว่างเปล่าอีกครั้ง ราวกับกำลังเชิญใครบางคนดื่ม แล้วกระดกจนหมดแก้ว
บนใบหน้าของเขาปรากฏร่องรอยความเศร้าโศกลึกซึ้ง และในแววตาก็วูบไหวด้วยความเจ็บปวดสุดหยั่งคาด
ชั่วขณะนั้น สายตาของเขาก็พลันคมกริบดุจคมมีด
ความคมกริบนั้นวูบผ่านไปเพียงชั่วพริบตา แต่ดอกกล้วยไม้สวรรค์ที่กำลังบานสะพรั่งอยู่เบื้องหน้ากลับสั่นไหว ร่วงหล่นลงมาอย่างแผ่วเบา และเหี่ยวเฉาลงก่อนที่จะทันได้แตะพื้น
หลังสายตาคมกริบจางหาย แววตาของอวิ๋นหยางก็กลับมาหม่นหมองอีกครั้ง วรยุทธ์ของเขาไม่รู้เมื่อไหร่จะฟื้นคืน มีเรื่องราวมากมายรอให้เขาไปสะสาง แต่ทว่าตอนนี้เขากลับไม่มีพลังลมปราณหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง
"คุณชาย" ชายชราคนหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังด้วยความเคารพ
อวิ๋นหยางไม่หันกลับไป ถามเพียงว่า "ลุงเหมย มีเรื่องอันใด?"
ชายชรายืนตัวตรงแน่ว ทุกครั้งที่ยืนอยู่เบื้องหลังคุณชายผู้นี้ เขามักจะรู้สึกเคารพยำเกรงจากก้นบึ้งหัวใจ แม้คุณชายจะบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียวรยุทธ์จนกลายเป็นคนไร้ทางสู้ ร่างกายอ่อนแอราวกับจะล้มพับไปเมื่อต้องลม แต่กลับแผ่กลิ่นอายสูงส่งที่ไม่อาจล่วงเกินได้ออกมา
ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาด ดูไร้ที่มาที่ไป แต่กลับเป็นเรื่องจริง
"มีสองเรื่องขอรับ" ลุงเหมยรายงานอย่างกระชับ "เรื่องแรก ทางกองทัพได้ลงมือดวาดล้างจวนของจั่วตูอวี้สื่อ อู๋เหวินหยวน และขุนนางในกรมอาลักษณ์อีกหลายคนอย่างกะทันหัน ว่ากันว่าแม่ทัพเฒ่าชิวเจี้ยนหานเป็นคนออกคำสั่งด้วยตนเอง ส่งทหารยอดฝีมือเข้าจับกุม ตระกูลอู๋ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ตัวอู๋เหวินหยวนถูกคุมขังในคุกหลวง"
อวิ๋นหยางไม่พูดอะไร เพียงแค่นั่งฟังเงียบๆ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเพียงการล่มสลายของขุนนางใหญ่คนหนึ่งเท่านั้น ในอาณาจักรอวี้ถังเรื่องเช่นนี้ไม่คุ้มค่าให้ลุงเหมยต้องมารายงานด้วยตนเอง เขารู้ว่าต้องมีอะไรมากกว่านั้น
และลุงเหมยจะต้องพูดออกมาแน่นอน
"อู๋เหวินหยวนเป็นคนที่พวกเราจับตามองมาครึ่งปีแล้ว ดังนั้นตอนที่มีการยึดทรัพย์ ข้าน้อยจึงได้จัดการเตรียมการไว้ ผลปรากฏว่าในห้องลับของอู๋เหวินหยวน ยังมีห้องลับซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง หลังจากทหารกลับไปหมดแล้ว ข้าน้อยจึงเข้าไปเอาของในห้องลับนั้นออกมาด้วยตนเอง"
กองทัพจับกุมขุนนางใหญ่ แต่ลุงเหมยกลับสามารถแทรกตัวเข้าไป และค้นหาความลับในห้องลับท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย แถมยังขโมยของออกมาจากสถานที่ที่มีการคุ้มกันแน่นหนาที่สุดได้
แต่อวิ๋นหยางกลับไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
ลุงเหมยกล่าวต่อ "ข้างในมีป้ายคำสั่งหนึ่งอัน หยกพกหนึ่งชิ้น ยาหนึ่งเม็ด และแก่นอสูรหนึ่งก้อนขอรับ"
อวิ๋นหยางขมวดคิ้ว
ลุงเหมยรีบอธิบาย "บนป้ายคำสั่งเขียนอักษรเจ็ดตัวว่า 'แผนการหนึ่งปีอยู่ที่ฤดูใบไม้ผลิ' บนหยกพกสลักว่า 'วันที่สิบเดือนอ้าย' ยาเม็ดนั้นคือยาต่อชีวิตจากตำหนักราชาโอสถ ส่วนแก่นอสูรเป็นของอินทรีหัวเขียว สัตว์อสูรระดับหก"
"อ้อ ข้อหาของอู๋เหวินหยวนคือ... กบฏ เกี่ยวพันกับศึกเก้าจอมราชันย์ที่หน้าผาเทียนเสวียน" ลุงเหมยกล่าวจบ
อวิ๋นหยางไม่ได้ส่งเสียง แต่ลุงเหมยเห็นชัดเจนว่าเมื่อได้ยินคำว่า "หน้าผาเทียนเสวียน" ร่างของอวิ๋นหยางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ลุงเหมยรู้สึกได้ว่าอุณหภูมิรอบกายลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากก้นบึ้งหัวใจปกคลุมไปทั่วสวนเล็กๆ แห่งนี้
ดอกกล้วยไม้สวรรค์ร่วงหล่นลงมาเองโดยไร้ลม ราวกับฝนดอกไม้โปรยปรายเต็มลานบ้าน
เนิ่นนานผ่านไป อวิ๋นหยางจึงเอ่ยขึ้น "เอาตัวอู๋เหวินหยวนมา ข้าจะสอบสวนด้วยตัวเอง!"
อู๋เหวินหยางถูกขังอยู่ในคุกหลวง จะเอาตัวมาได้อย่างไร?
แต่ลุงเหมยกลับตอบรับโดยไม่ลังเล "ขอรับ" จากนั้นจึงกล่าวเสริม "คุณชาย ได้ยินว่าทางกองทัพจะใช้อู๋เหวินหยวนและหัวของพวกกบฏ เซ่นไหว้ดวงวิญญาณเก้าจอมราชันย์"
เมื่อได้ยินคำว่า "เก้าจอมราชันย์" ใบหน้าของอวิ๋นหยางซีดเผือด ราวกับถูกมีดกรีดแทงกลางดวงใจ เขาเจ็บปวดจนร่างกายกระตุกเกร็ง ก่อนจะกล่าวว่า "ข้ารู้ว่าควรทำเช่นไร"
ลุงเหมยรับคำ "ขอรับ"
"เรื่องที่สองคืออะไร?" อวิ๋นหยางถาม
"คือ... พวกเราเงินหมดแล้วขอรับ" ลุงเหมยทำหน้าลำบากใจ "ตอนนี้เหลือเงินอยู่ไม่กี่หมื่นตำลึง น่าจะพอใช้ถึงแค่เย็นวันพรุ่งนี้"
อวิ๋นหยางพยักหน้า "เข้าใจแล้ว"
"อาหารกลางวันเตรียมพร้อมแล้วขอรับ"
"อืม"
ลุงเหมยถอยออกไป
บนใบหน้าของอวิ๋นหยางค่อยๆ ปรากฏความอำมหิตขึ้น "ปี! แผนการหนึ่งปีอยู่ที่ฤดูใบไม้ผลิ! วันที่สิบเดือนอ้าย... ในที่สุดพวกเจ้าก็โผล่หัวออกมาแล้วสินะ?"
รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา
แต่หากใครได้เห็นรอยยิ้มนี้ คงต้องตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
เพราะในรอยยิ้มจางๆ นั้น ดูเหมือนจะอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่งราวกับภูเขาซากศพและทะเลเลือด! ประหนึ่งประตูนรกเปิดออก ปล่อยภูตผีนับหมื่นกรูกันออกมา!
...
บนโต๊ะอาหาร
เนื้อสัตว์อสูรกองโตส่งกลิ่นหอมฉุย เพียงแต่ปริมาณดูจะมากเกินไปสักหน่อย
กะดูคร่าวๆ น่าจะมีสักสี่ห้าสิบชั่งเห็นจะได้
อวิ๋นหยางถอนหายใจ แล้วเริ่มลงมือทาน
ลุงเหมยกระแอมเบาๆ แล้วหันหน้าหนี
ช่วงเวลานี้ของทุกวัน คือช่วงเวลาที่เขาไม่อยากเห็นที่สุด คุณชายผู้สง่างามสูงศักดิ์ราวกับคนในภาพวาด ต้องมานั่งกินเนื้อกองโตขนาดนี้เพียงลำพัง!
แม้ท่วงท่าการกินของคุณชายจะไม่น่าเกลียด ตรงกันข้ามกลับดูสง่างามเสียด้วยซ้ำ แต่... เนื้อสัตว์อสูรตั้งห้าสิบหกชั่งเชียวนะ!
กระเพาะทำด้วยอะไรกัน?
ตั้งแต่คุณชายกลับมาพร้อมบาดแผลเต็มตัวเมื่อปีก่อน ปริมาณการกินก็เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว
จนน่าตกตะลึง
อาหารแต่ละมื้อ ต้องเป็นเนื้อสัตว์อสูรที่เปี่ยมด้วยพลังปราณ และต้องมีอย่างน้อยหลายสิบชั่ง เนื้อสัตว์อสูรมื้อหนึ่งต้องใช้เงินถึงแปดพันตำลึง!
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป คงรับภาระไม่ไหวแน่ๆ
ไหนจะยังมีรายจ่ายก้อนโตอื่นๆ อีก
เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของคุณชายกันแน่?
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ก็ได้ยินเสียงคุณชายสั่งว่า "ส่งเทียบเชิญไปให้พวกเจ้าหม่า หลิว จาง ฉิน และหลิง คืนนี้ข้าจะเลี้ยงแขกที่หอเมฆาขาว"
มุมปากของลุงเหมยกระตุกวูบ "ขอรับ"
ด้านหลัง อวิ๋นหยางกลืนเนื้อสัตว์อสูรชิ้นสุดท้ายลงท้อง แล้วโยนยาต่อชีวิตของตำหนักราชาโอสถเข้าปาก คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโยนแก่นอสูรระดับหกตามเข้าไปอีก
แค่สองอย่างนี้ ก็มีค่าควรเมืองแล้ว
"อิ่มแค่เจ็ดส่วน"
อวิ๋นหยางเปรย
ใบหน้าเหี่ยวย่นของลุงเหมยกระตุกอย่างแรง
...
เทียบเชิญเพียงใบเดียว
ทำให้เหล่าคุณชายจากเจ็ดตระกูลใหญ่ต่างพากันก่นด่าด้วยความโกรธแค้น!
"ข้าไม่ไป!"
"ข้าไม่มีเงิน!"
"ใครไปก็เป็นลูกหมา!"
"ไอ้สารเลวนั่น จะเลี้ยงข้าวอีกแล้ว พระเจ้าช่วย... จะทำยังไงดีเนี่ย!"
"ฟ้าดินเป็นพยาน ขอให้ฟ้าผ่ามันตายทีเถอะ... ไอ้ปลิงดูดเลือดนี่... พอข้ามีเงินมันก็เลี้ยงข้าวทุกที..."
"ท่านพ่อ ขอเงินหน่อย อวิ๋นหยางจะเลี้ยงข้าวอีกแล้ว..."
"...เวรเอ๊ย!"
...
ยามราตรีมาเยือน อวิ๋นหยางก้าวออกจากบ้าน
ลุงเหมยเดินตามหลังไม่ห่าง
ในแสงสนธยายอมพลบค่ำ ชุดคลุมของอวิ๋นหยางดูคล้ายจะเป็นสีดำ แต่ก็เหมือนจะเป็นสีน้ำเงินเข้ม ยามเคลื่อนไหวแผ่กลิ่นอายเย็นชาและห่างเหินแบบสีดำ แต่ก็แฝงความลึกลับแบบสีน้ำเงินเข้ม ชายเสื้อพลิ้วไหว เผยให้เห็นประกายสีม่วงแห่งความฝันอันสูงศักดิ์วูบวาบอย่างเลือนราง
เขาเดินทอดน่องไปตามถนนด้วยท่วงท่าสง่างามและผ่อนคลาย
เขาเดินช้ามาก อาการบาดเจ็บภายในทำให้เขาไม่อาจใช้แรงได้ ทุกย่างก้าวทำให้อวัยวะภายในเจ็บปวดราวกับถูกไฟเผา แต่บนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
ดูเหมือนว่าความเจ็บปวดเข้ากระดูกดำนี้ จะช่วยให้เขาหวนระลึกถึงบางสิ่ง และจดจำบางอย่างได้แม่นยำขึ้น การทำเช่นนั้นช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นบ้าง
ลุงเหมยเดินตามหลัง มองดูแผ่นหลังของคุณชาย รู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวและแปลกแยกที่ไม่เข้ากับโลกมนุษย์อันวุ่นวายใบนี้
หอเมฆาขาว
ภัตตาคารที่หรูหราที่สุดในเมืองเทียนถัง นครหลวงแห่งอาณาจักรอวี้ถัง
แต่ตอนนี้ ผู้คนในภัตตาคารต่างพากันประหลาดใจ
ในโถงใหญ่มีคุณชายแต่งตัวหรูหราเจ็ดคนนั่งรวมกลุ่มกัน ทั้งเจ็ดคนล้วนเป็นขาประจำของหอเมฆาขาว ปกติมาทีไรก็หน้าบานเป็นกระด้ง วางท่าโอหังมองไม่เห็นหัวใคร
แต่ทว่าตอนนี้...
คุณชายทั้งเจ็ดกลับทำหน้าเหมือนคนใกล้ตาย โศกเศร้าอาดูร ถอนหายใจเฮือกใหญ่ บางคนถึงกับสบถด่าพึมพำไม่หยุดปาก ดูไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง...
เกิดอะไรขึ้นกันนะ?
ขณะที่กำลังสงสัย
เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู
แสงไฟยามค่ำคืนสาดส่องกระทบใบหน้าของคนผูนั้น ทุกคนต่างตาเป็นประกายวูบ!
แสงไฟส่องกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้าง ให้ความรู้สึกตื่นตะลึงว่า "คนเช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า"
สาวใช้หลายคนก้มหน้าลงโดยพร้อมเพรียง ดวงตาคู่สวยเปล่งประกาย หัวใจเต้นรัวดุจกวางน้อยตื่นตระหนก ใบหน้าแดงซ่าน
คุณชายท่านนี้... ช่าง... หล่อเหลือเกิน! หากข้าได้...
ร่างที่ประตูค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามา ทุกการเคลื่อนไหวของชุดคลุมสีม่วงเข้มเกือบดำ ขับเน้นความสูงศักดิ์ดุจภาพฝัน
"ฮ่าๆ สหายรักทั้งหลายมากันครบเลยหรือนี่ ช่างให้เกียรติข้าจริงๆ" อวิ๋นหยางยิ้มอย่างสง่างาม "เชิญ เชิญขึ้นไปนั่งบนห้องรับรอง พวกเราไม่ได้เจอกันนาน ครั้งนี้ต้องดื่มกันให้เต็มที่"
หนึ่งในคุณชายหนุ่มกัดฟันพูดว่า "คุณชายอวิ๋น เหล้าไม่ต้องกินหรอก ท่านพูดมาตรงๆ เลยดีกว่า ครั้งนี้ท่านต้องการเท่าไหร่?"
อวิ๋นหยางยิ้มละไม เอียงคอเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองว่า "อะไรกัน... คุณชายหม่าจะไม่ไว้หน้าข้าหรือ? แม้แต่เหล้าสักจอกก็จะไม่ดื่มเชียวหรือ?"
คุณชายแซ่หม่าหน้าซีดเผือด รีบแก้ตัว "เปล่าๆ ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น ใครจะกล้าไม่ไว้หน้าคุณชายอวิ๋น? ฮ่าๆ..."
ปากพูดไป ตาก็ส่งสัญญาณให้คนอื่นช่วย
"ใช่ๆๆ หน้าตาของคุณชายอวิ๋นใหญ่กว่าฟ้าเสียอีก เหล้าจอกนี้ต้องดื่มแน่นอน" เหล่าคุณชายพยักหน้าหงึกหงัก ฝืนยิ้มอย่างน่าเกลียด เสียงหัวเราะแห้งแล้งเหมือนเป็ดถูกบีบคอ ฟังดูทรมานพิกล
อวิ๋นหยางยิ้มอ่อนโยน "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เชิญ"
"เชิญ!"
"เชิญ!"
เหล่าคุณชายต่างขานรับอย่างกระตือรือร้น เดินขึ้นชั้นบนไปอย่างพร้อมเพรียง แต่พอหันหลังกลับ ใบหน้าของแต่ละคนก็บิดเบี้ยวราวกับจะร้องไห้...
สวรรค์ช่วย
ครั้งนี้ถึงกับต้องดื่มเหล้า แต่ก่อนไม่เห็นเคยได้รับการดูแลดีขนาดนี้...
แต่เหล้าจอกนี้ ไม่รู้ว่าจะมีราคาค่างวดเท่าไหร่กันหนอ...
ทุกคนนั่งประจำที่ตามลำดับเจ้าภาพและแขก ลุงเหมยยืนสงบนิ่งอยู่หลังอวิ๋นหยาง สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่ง วันหนึ่งมันเมาเหล้า แล้วดันไปปล้ำหมี..." อวิ๋นหยางเล่าเรื่องตลกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ความจริงมันไม่ได้ตลกเลยสักนิด แต่คุณชายทั้งเจ็ดกลับหัวเราะตัวงอราวกับได้ยินเรื่องที่ตลกที่สุดในโลก
"เรื่องตลกของคุณชายอวิ๋นช่างสุดยอดจริงๆ... ฮ่าๆๆๆ อีกครึ่งปีต่อจากนี้ข้าคงอยู่ได้ด้วยเรื่องตลกเรื่องนี้แน่ๆ..."
"ข้าว่าแค่คิดถึงเรื่องนี้ ข้าก็คงหัวเราะไปได้อีกเป็นปี ฮ่าๆๆ..."
"ขำจะตายอยู่แล้ว โอ๊ยปวดท้อง..."
อวิ๋นหยางยิ้มพยักหน้า "ดูเหมือนทุกคนจะยินดีต้อนรับข้าสินะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว!" คุณชายจางรีบพูด "คนอย่างคุณชายอวิ๋น ใครไม่ต้อนรับก็ถือว่า... ถือว่าตาต่ำเกินไปแล้ว!"
เหล่าคุณชายพากันพยักหน้าสนับสนุนรัวเร็ว "ใช่เลยๆ ใครไม่ต้อนรับคุณชายอวิ๋น คนนั้นเป็นลูกหมา"
สายตาของพวกเขาสบกัน แอบด่าในใจว่า "แม่งเอ๊ย อีกหกคนที่เหลือมันเป็นลูกหมากันหมด! ข้าก็ด้วย... ใครมันจะไปต้อนรับไอ้หมอนี่... ใครต้อนรับต่างหากที่เป็นลูกหมา!"
ผ่านไปสามจอก อาหารพร่องไปห้าอย่าง
อวิ๋นหยางกระแอมเบาๆ กล่าวว่า "ในเมื่อพี่น้องทุกคนมากันครบแล้ว ข้ามีเรื่องอัดอั้นตันใจอยากจะพูด แต่ก็รู้สึกเกรงใจนิดหน่อย..."
คุณชายหม่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ "คุณชายอวิ๋นเชิญพูดมาเถอะ"
"อืม เห็นทุกคนต้อนรับข้าดีขนาดนี้ ข้าก็จะพูดตรงๆ เลยละกัน" อวิ๋นหยางยิ้มอย่างเขินอาย "ช่วงนี้ข้าช็อตนิดหน่อย เลยอยากจะมาหาพี่น้อง ฮ่าๆ เพื่อหาทางออกสักนิด"
ใบหน้าของคุณชายทั้งเจ็ดกลายเป็นมะระขี้นกพร้อมกัน "ไม่ทราบว่าคุณชายอวิ๋นต้องการเท่าไหร่?"
อวิ๋นหยางมองอาหารบนโต๊ะ แล้วถอนหายใจ "อาหารมื้อนี้ราคาไม่เบาเลยนะ..."
ยังพูดไม่ทันจบ คุณชายฉินก็รีบชิงพูดขึ้น "แค่ข้าวหมื้อเดียว จะให้คุณชายอวิ๋นจ่ายได้ยังไง? ข้าจ่ายเอง ข้าจ่ายเอง!"
อวิ๋นหยางพยักหน้า "คุณชายฉินช่างมีน้ำใจ งั้นข้าไม่เกรงใจละนะ"
คุณชายฉินหน้าเขียวคล้ำ "ไม่เป็นไรๆ คนกันเองทั้งนั้น"
"อืม ก่อนกินข้าว ข้าเล่าเรื่องตลกไปเรื่องหนึ่ง ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า มันสร้างความสุขได้นานเป็นปี" อวิ๋นหยางกล่าว "ความจริงครั้งนี้ข้าต้องการไม่มาก แค่เจ็ดล้านตำลึง ข้าคิดว่าก็น่าจะพอให้พี่น้องรอฟังเรื่องตลกเรื่องถัดไปได้..."
เจ็ดคุณชายหน้าถอดสี
เจ็ดล้านตำลึง? คนละล้าน?
เรื่องตลกบ้าอะไรแพงขนาดนี้?
คุณชายหม่าทำหน้าเศร้า "คุณชายอวิ๋น ไม่ใช่ข้าไม่อยากจ่าย แต่ช่วงนี้... กิจการที่บ้านขาดทุน รอบด้านล้วนแย่ไปหมด..."
พูดยังไม่ทันจบ อวิ๋นหยางก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา แล้วพูดว่า "เจ้าจ่ายสองล้าน"
"ข้า..." คุณชายหม่าหน้าแข็งค้าง "เอ่อคือ..."
"สองล้านน้อยไป?" อวิ๋นหยางว่า "งั้นสาม..."
"ไม่น้อยๆ..." คุณชายหม่ารีบขัดขึ้น หน้าตาบอกบุญไม่รับ "สองล้านก็สองล้าน ตกลงตามนี้ คุณชายอวิ๋น ข้าขอดื่มคารวะท่านหนึ่งจอก"
ยกจอกเหล้าขึ้นกระดกเข้าปาก รสชาติสุราชั้นเลิศกลับขมขื่นราวกับบอระเพ็ด
รู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เง่าสิ้นดี จ่ายล้านเดียวก็จบแล้ว จะไปปากมากทำไม...
อีกหกคนที่เหลือมองคุณชายหม่าด้วยความเห็นใจปนสมน้ำหน้า สมควรโดน!
ปากดีนัก!
"ข้าชอบเพื่อนอย่างคุณชายหม่าจริงๆ ใจป้ำ รักเพื่อนฝูง เปิดเผย!" อวิ๋นหยางกล่าวชื่นชม "เพื่อนแบบนี้ ใครจะรังเกียจที่มีเยอะๆ จริงไหม?"
คุณชายหม่าทำหน้าเหมือนกินอุจจาระเข้าไป อีกหกคนก็สีหน้าดูไม่ได้พอกัน
"งั้น พี่น้องอีกหกท่าน คงไม่คิดว่าหนึ่งล้านมันน้อยไปหรอกนะ?" อวิ๋นหยางถามยิ้มๆ
"ไม่น้อยๆ ไม่น้อยเลยสักนิด" เจ็ดคุณชายน้ำตาตกใน
เรื่องตลกวันนี้แพงระยับจริงๆ
รู้อยู่แล้วว่ามาวันนี้ต้องเลือดตกยางออก แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ครั้งนี้จะโหดร้ายกว่าครั้งก่อนๆ หลายเท่าตัวนัก!
...
[จบแล้ว]