- หน้าแรก
- มือปราบระบบอัปเกรด
- บทที่ 44 - ชื่อเสียงของหัวหน้ามือปราบหยาง
บทที่ 44 - ชื่อเสียงของหัวหน้ามือปราบหยาง
บทที่ 44 - ชื่อเสียงของหัวหน้ามือปราบหยาง
บทที่ 44 - ชื่อเสียงของหัวหน้ามือปราบหยาง
เช้าตรู่ แผงขายน้ำชาและขนมเปี๊ยะทอดเต็มไปด้วยผู้คน ชาวเมืองสามวิถีคุ้นเคยกับการตื่นเช้ามาดื่มน้ำชาหนึ่งถ้วย คู่กับขนมเปี๊ยะทอดหนึ่งแผ่น คนที่มีฐานะหน่อยก็อย่างมากแค่เพิ่มไข่สองฟอง
และแผงชากับแผงขนมเปี๊ยะนี่เอง คือจุดเริ่มต้นการทำมาหากินของใครหลายคน และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยสัพเพเหระประจำวันอีกด้วย
"ได้ยินรึยัง คดีของช่างไม้เหยาที่ตรอกสองจั้งน่ะ ปิดได้แล้วนะ!"
"ช่างไม้เหยา คดีอะไร อ้อๆๆ! ใช่บ้านที่ถูกฆ่าล้างตระกูลเมื่อหลายเดือนก่อนนั่นรึ ปิดได้แล้ว"
"ก็ใช่น่ะสิ! พิศดารสุดๆ! ขนาดท่านเจ้าหน้าที่ในกรมมือปราบยังตกใจกลัวยิ่งกว่าในตำนานที่เล่าขานกันเสียอีก!"
"จริงรึเปล่านั่น มา ข้าเลี้ยงน้ำชาเจ้าถ้วยหนึ่ง เจ้าเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ"
และแล้ว ด้วยน้ำชาหนึ่งถ้วยเป็นเครื่องหล่อลื่นลำคอ เรื่องราวการต่อสู้กันระหว่างแผนการร้ายและความชาญฉลาดอันน่าตื่นเต้นเร้าใจ ที่สุดท้ายความยุติธรรมก็เอาชนะความชั่วร้ายได้ ก็ถูกเล่าขานออกมา แม้จะไม่เทียบเท่านักเล่าเรื่องมืออาชีพ แต่ความพลิกผันของเนื้อเรื่องก็ดึงดูดผู้คนรอบข้างให้หยุดฟังเป็นวงใหญ่ ในฉากที่ตื่นเต้นก็ยังมีเสียงร้องเชียร์ดังขึ้นพร้อมกัน ทำเอาผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องประหลาดใจและเหลียวมอง
ภาพเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงที่เดียว บรรดาผู้ที่รู้ข่าวสารฉับไวในตอนเช้าต่างก็กำลังอวดอ้างไปทั่ว พอถึงตอนเที่ยง เรื่องราวที่ชื่อว่า "หัวหน้ามือปราบหยางไขคดีฆ่าล้างตระกูลอันโหดเหี้ยม" ก็โด่งดังไปทั่วเมืองสามวิถีแล้ว
หลังจากกินข้าวเที่ยง ขอเพียงไม่ใช่คนหูหนวก ก็คงจะรู้กันทั่วแล้วว่าในกรมมือปราบเมืองสามวิถีมีหัวหน้ามือปราบคนใหม่แซ่หยางเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง อายุน้อย ความสามารถสูง ยึดมั่นในการปกป้องความสงบสุขของบ้านเมือง แตกต่างจากหัวหน้ามือปราบคนอื่นๆ ที่เอาแต่กินเงินเดือนไปวันๆ อย่างสิ้นเชิง!
ครั้งนี้ไม่ใช่การที่กรมมือปราบป่าวประกาศอวยตัวเอง แต่เป็นชาวบ้านที่ช่วยกันเติมสีสันปรุงแต่งเรื่องราวกันเอง เพราะคดีฆ่าล้างตระกูลของตระกูลเหยานั้นพิสดารมากพออยู่แล้ว และครั้งนี้กรมมือปราบก็ไม่ได้ปิดคดีแบบขอไปที แต่กลับเปิดเผยความจริงของคดีทั้งหมดต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา
และความจริงที่ว่านี้ ก็คือการที่หน่วยกะปิ่งต้องการปลอบขวัญชาวบ้านในตรอกสองจั้ง ให้พวกเขารู้ว่าความชั่วร้ายได้ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงได้มีการประกาศข้อเท็จจริงของคดีออกมา
เรื่องราว "หัวหน้ามือปราบหยางไขคดีฆ่าล้างตระกูลอันโหดเหี้ยม" จึงได้แพร่สะพัดออกมาจากจุดนี้
อุปกรณ์เวทมนตร์ชั่วร้ายล่อลวงให้เหยาฟางนิสัยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซ้ำยังมาเจอกับนักพรตสวินอี้แห่งวัดจันทร์กระจ่างผู้มีจิตใจอคติ คอยวางแผนชั่วร้าย สุดท้ายเหยาฟางก็ฆ่าภรรยาฆ่าลูก ส่วนสวินอี้ก็ฉวยโอกาสสังหารเหยาฟางเพื่อชิงอุปกรณ์เวทมนตร์ชั่วร้ายนั้น ท้ายที่สุด คดีใหญ่ก็คลี่คลาย ความจริงทั้งหมดปรากฏสู่สายตาผู้คน
หน่วยกะปิ่งแห่งกรมมือปราบเมืองสามวิถีจึงได้ประกาศเตือนเพื่อนบ้านทุกท่าน หากพบเห็นบุคคลน่าสงสัย หรือเรื่องราวที่ไม่ปกติใดๆ สามารถไปรายงานที่กรมมือปราบ หรือแจ้งต่อผู้ใหญ่บ้านในละแวกใกล้เคียงได้
การปกป้องความปลอดภัยของบ้านท่าน ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ!
"ฟู่! สะใจจริง!" วังซื่อกุ้ยยกถ้วยสุราขึ้นกระดกเข้าปากอึกใหญ่ เช็ดมุมปาก ก่อนจะรินสุราเติมจนเต็มถ้วยอีกครั้งด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ณ ขณะนี้ ในร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้กับกรมมือปราบ ซึ่งตั้งอยู่หลังถนน ไม่ใช่ร้านใหญ่ ไม่มีห้องส่วนตัว มีโต๊ะทั้งหมดเพียงห้าตัว ถูกจองไว้โดยคนของหน่วยกะปิ่งทั้งหมด เงินที่จ่ายก็เป็นเงินที่มือปราบทุกคนรวบรวมกันมา บอกว่าอย่างไรเสียก็ต้องเลี้ยงสุราหยางเชียนให้ได้หนึ่งมื้อ
เดิมทีว่าจะไปหอนางโลม แต่หยางเชียนปฏิเสธ เขาคิดว่าวงเหล้าแบบนี้ไปหอนางโลมมันน่าเบื่อ ตั้งใจจะมาเชื่อมสัมพันธ์กับเบื้องล่าง พอไปถึงหอนางโลมต่างคนต่างก็ไปสนุกของตัวเอง คงไม่ได้พูดคุยกันกี่คำ เสียโอกาสดีๆ ไปเปล่าๆ
ดังนั้น ร้านเหล้าเล็กๆ หลังกรมมือปราบแห่งนี้ รสชาติอาหารก็ยังไม่เลว จึงเลือกที่นี่
ส่วนเรื่องสุรา บ้านของหยางเชียนก็เปิดร้านขายสุราอยู่แล้ว สุราเก่าเก็บมีให้ดื่มไม่อั้น!
หยางเชียนนั่งอยู่ที่โต๊ะกลาง ดื่มสุราผ่านไปสามรอบแล้ว เขาด้านหนึ่งก็รับมือกับคนที่เดินเข้ามาคารวะสุรา อีกด้านหนึ่งก็พูดคุยกับคนที่นั่งร่วมโต๊ะ
กำหนดการสองเดือนที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้เพิ่งจะผ่านไปได้ครึ่งทางกว่าๆ แต่หยางเชียนก็พอใจมากแล้ว เมื่อครู่เขาเพิ่งจะยกถ้วยสุราขึ้นประกาศว่าการทดสอบภายในของหน่วยกะปิ่งครั้งนี้สิ้นสุดลงก่อนกำหนด ทุกคนล้วนทำได้ตามความคาดหวังของเขา สามารถอยู่ในหน่วยกะปิ่งต่อไปได้
วันนี้บรรยากาศดี หยางเชียนจึงเลือกพูดแต่สิ่งดีๆ ส่วนเรื่องไม่ดีเขาไม่ได้พูด แต่ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างก็รู้ดีแก่ใจ
การทดสอบภายในครั้งนี้ผ่านไปได้ ครั้งหน้าก็ไม่แน่ว่าจะมีอีกหรือไม่ ดังนั้น วันเวลาในอนาคตของหน่วยกะปิ่งย่อมต้องเต็มไปด้วยความเร่งรีบอย่างแน่นอน การจะกลับไปใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยเหมือนในอดีตนั้นเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว
"ท่านหยาง ข้างนอกลือกันให้แซ่ดเลยว่า คดีของเหยาฟางครั้งนี้ทำให้หน่วยกะปิ่งของเราดังเป็นพลุแตกแล้ว!"
"ใช่แล้ว! ท่านหยางช่างปราดเปรื่อง! ครั้งนี้หน่วยกะของเราต้องได้อันดับดีๆ ในการประเมินผลงานกลางปีแน่นอน!"
"พวกเราเป็นบ๊วยมาทุกปี ครั้งนี้ในที่สุดก็ได้ลืมตาอ้าปากเสียที! ท่านหยางยอดเยี่ยม!"
กลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกำยำพูดไปพูดมา คำเยินยอก็มีอยู่ไม่กี่คำ ตอนแรกๆ ฟังก็ยังพอเข้าหู รู้สึกว่าคนพวกนี้ช่างซื่อตรง แต่พอฟังมากๆ เข้าก็ชักจะรำคาญ
"กระบวนการสืบสวนในครั้งนี้ เจ้าเฉียน เจ้าเป็นคนหลักในการเขียนสรุปคู่มือขั้นตอนออกมา แล้วนำไปอธิบายให้พี่น้องคนอื่นๆ ในหน่วยกะฟังด้วย โดยเฉพาะในแง่ของแนวทางการสื่อสารภายนอก ต้องให้ทุกคนให้ความสำคัญ ต่อไปนี้เวลาหน่วยกะของเราทำคดี ก็ให้ทำตามนี้ทั้งหมด
คดีก็ต้องทำ เราก็ต้องทำให้คนอื่นรู้ด้วยว่าเราทำคดีอะไรไปบ้าง ใช่หรือไม่ จะได้ไม่ต้องเดินไปที่ไหนก็ถูกมองว่าเป็นพวกนักเลงในคราบเครื่องแบบ
โดยเฉพาะพวกหน้ากรมพวกนั้น พอเจ้าทำงานเงียบๆ พวกมันก็คอยแต่จะตัดทอนผลงาน พอชื่อเสียงเราดังขึ้นมา ดูซิว่าพวกมันยังจะกล้าตัดทอนความดีความชอบของเราตามอำเภอใจอีกหรือไม่!"
การผูกชื่อเสียงของตนเองเข้ากับทั้งหน่วยกะ ข้อดีคือสามารถสร้างความเป็นหนึ่งเดียวแบบ "รุ่งเรืองไปด้วยกัน" ได้ ข้อเสียคือเมื่อคนหมู่มากก็ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย หากคุมไม่อยู่ก็ยากที่จะถอนตัวออกมา
แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าหน่วยกะปิ่งยังไปได้สวย คนไม่มาก และแต่ละคนก็มีเหตุผลของตนเองที่ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า ทำได้เพียงยึดเกาะอยู่รอบกายหยางเชียนอย่างใกล้ชิด อย่างน้อยก็ยังอยู่ในความควบคุมของหยางเชียนได้
ส่วนในอนาคต ขอเพียงควบคุมจำนวนคนไม่ให้มากเกินไป หยางเชียนก็มั่นใจว่าจะทำให้หน่วยกะปิ่งไม่เกิดความวุ่นวาย อย่างน้อยก็ไม่เกิดความวุ่นวายใหญ่หลวง
จ้าวเฉียนหน้าแดงก่ำ รีบกล่าวว่า "ท่านหยางวางใจได้ ข้าจะตั้งใจเรียบเรียงอย่างดีที่สุด แต่ว่า จะเรียกพี่วังกับพี่เฉินมาช่วยด้วยได้หรือไม่ พวกเขาคุ้นเคยกับความคิดของท่านหยางมากกว่า บางทีอาจจะทำให้มันละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น"
หยางเชียนได้ยินดังนั้นก็ชำเลืองมองจ้าวเฉียนแวบหนึ่ง ไม่คิดว่าเจ้าหมอนี่จะหัวไวพอตัว ขนาดเรื่องแบบนี้ยังรู้จักจัดการได้รอบคอบ
ดังนั้น หยางเชียนจึงยิ้มแล้วพูดว่า "นั่นก็แล้วแต่เจ้า หากเจ้าคิดว่าพวกเขาเหมาะสม ก็เรียกมาด้วยก็ได้"
งานเลี้ยงดำเนินไปจนจบ คนทั้งหน่วยกะต่างก็ดื่มสุราไปไม่น้อย พูดจาโอ้อวดกันไปเรื่อยเปื่อย แถมยังโหวกเหวกว่าจะไปเที่ยวหอนางโลมต่อ
หยางเชียนไม่ได้ไปด้วย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่เพราะเพิ่งจะอัปค่าประสบการณ์ไป ยกระดับวิชาตัวเบาเข้าสู่ขั้นเชี่ยวชาญ เขาจึงต้องการเวลาฝึกฝนให้คุ้นเคย ผสานเพลงดาบเข้ากับวิชาตัวเบา
ตอนกลางวันยุ่งเกินไป มีเพียงตอนกลางคืนเท่านั้นจึงจะมีเวลาฝึกฝน
เมื่อกลับถึงบ้าน พอผลักประตูเข้าไป ก็พบซองจดหมายสีน้ำตาลเหลืองตกอยู่ที่พื้น หน้าซองเขียนว่า: ถึง พี่ใหญ่หยางเชียน ด้วยความเคารพ ลงชื่อ: น้องชาย หยางซวิน
หยางซวิน น้องชายแท้ๆ ของหยางเชียนที่อยู่ที่เมืองอี๋เฉิง จวนฉางโจว เป็นเด็กหนุ่มที่ไม่ค่อยสงบเสงี่ยมเท่าไหร่ พูดให้ไม่น่าฟังก็คือ ตอนนี้ที่เมืองอี๋เฉิงเขากลายเป็นนักเลงหัวไม้ชั้นปลายแถวไปแล้ว
เปิดจดหมายออกมา ลายมือข้างในนับว่าเรียบร้อย แต่เนื้อความที่เขียนกลับยืดยาววกวนไปมาอยู่หนึ่งหน้ากระดาษเต็มๆ ทำเอาหยางเชียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลังจากอ่านจดหมายจบ หยางเชียนก็วางมันไว้ข้างๆ ใจความในจดหมายก็คือ หยางซวินและท่านแม่ที่เมืองอี๋เฉิงนั้นลำบากมาก แค่พอมีพอกินเท่านั้น หวังว่าหยางเชียนจะสามารถไปรับพวกเขามาอยู่ด้วยโดยเร็วที่สุด
ก่อนหน้านี้หยางเชียนก็กำลังคิดเรื่องไปรับคนมาอยู่ด้วยเช่นกัน แต่การจะให้เดินทางไปเองก็ไกลเกินไป เขาเตรียมจะหาสำนักขนส่งสักแห่งให้ช่วยเดินทางไปรับแทน และกำหนดเวลาไว้คร่าวๆ ว่าเป็นช่วงเดือนสิงหาคม เขาก็จะได้ถือโอกาสอ้างเรื่องนี้เพื่อออกจากเมืองสามวิถี แล้วแวะไปยังภูเขาอสนีบาตเพื่อถวายสมบัติด้วย
ในเมื่อตอนนี้คนทางบ้านยินดีจะย้ายมา หยางเชียนก็ซื้อบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่คิดว่าจะจัดการเรื่องการทำมาหากินให้น้องชายอย่างไรดี
ส่วนท่านแม่ ก็ให้อยู่บ้านพักผ่อนยามชราได้เลย
[จบแล้ว]