เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 491: เทียบเชิญจากสหประชาชาติ

ตอนที่ 491: เทียบเชิญจากสหประชาชาติ

ตอนที่ 491: เทียบเชิญจากสหประชาชาติ


ปัง!

เสียงฝ่ามือกระทบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว ผู้บัญชาการกองทัพเทียนตี้สบถออกมาด้วยความเดือดดาล "โอหัง! มันจะโอหังเกินไปแล้ว!"

"เจตนาของพวกมันชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี... ชัดเสียจนไม่ต้องเสียเวลาเดา"

หยางอู่เค่นยิ้มเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยรังสีสังหาร "อะไรกัน? พวกมันคิดจะสานต่อปณิธานน้ำเน่าของบรรพบุรุษที่ทำไม่สำเร็จงั้นเหรอ?" เขาเลียริมฝีปากพลางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม "ถ้าอย่างนั้น เรานี่แหละจะเป็นคนสงเคราะห์ ส่งพวกมันไปลงนรกให้หมดทั้งโคตรเอง!"

"ใช่! ถ้าพวกมันกล้ารุกล้ำแผ่นดินจีนแม้แต่ก้าวเดียว เราจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก"

ในยุควันสิ้นโลกที่เต็มไปด้วยการหักหลังและแก่งแย่งชิงดี มนุษย์อาจเห็นแก่ตัวเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อใดที่มีศัตรูภายนอกรุกราน เลือดรักชาติที่เดือดพล่านจะหลอมรวมพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวทันที เปรียบเสมือนพี่น้องที่อาจจะตบตีกันเองในบ้าน แต่หากคนนอกกล้ามาหาเรื่องแม้แต่คนเดียว พวกมันต้องจ่ายด้วยชีวิต!

ฐานทัพเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์รีบกระจายข่าวแจ้งไปยังฐานต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อเตรียมรับศึกใหญ่ ทว่าในขณะที่ทุกคนเตรียมใจพลีชีพเพื่อปกป้องมาตุภูมิ กลุ่มคนจาก ประเทศญี่ปุ่น กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับหยดน้ำระเหยกลายเป็นไอ

แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องโอละพ่อ แต่ไม่มีใครกล้าลดการป้องกันลง ทุกคนยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด... จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปครึ่งปี

---

อุณหภูมิดิ่งลงต่ำจนเกือบติดลบหนึ่งร้อยองศาเซลเซียส โลกทั้งใบถูกจองจำภายใต้ผลึกน้ำแข็งและหิมะหนาทึบ มันไม่ได้เพียงแค่บดบังความรุ่งเรืองในอดีต แต่ยังฝังกลบอารยธรรมมนุษย์ไว้เบื้องล่าง จากประชากรนับพันล้านคน บัดนี้เหลือเพียงไม่กี่ล้านชีวิตที่กัดฟันสู้เพื่อลมหายใจไปวันๆ

ในช่วงเวลานี้เยว่ชิงเฉิงไม่เคยหยุดนิ่ง เธอเฝ้าดูแลเยว่หานโจวอย่างใกล้ชิด ป้อนใบต้นโลหิตมังกรและน้ำสกัดจากผลโลหิตมังกรให้เขาทุกวันอย่างไม่เสียดายของ

และแล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด เยว่หานโจวฟื้นคืนสติขึ้นมา ไม่เพียงแต่พิษร้ายในกายจะถูกชำระล้างจนหมดสิ้น แต่พลังของเขายังพุ่งทะยานข้ามผ่านคอขวด กลายเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับ 9 ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกใบนี้อย่างเต็มภาคภูมิ!

เยว่ชิงเฉิงจ้องมองชายหนุ่มตรงคนที่กำลังส่งยิ้มละมุนและมองเธอด้วยสายตาเปี่ยมรัก แทนที่เธอจะซึ้งจนน้ำตาไหล เธอกลับซัดหมัดใส่เบ้าตาเขาจนเขียวช้ำไปข้างหนึ่ง!

"น่าโมโหที่สุด!"

เธอแทบตายกว่าจะมาถึงระดับ 8 ช่วงปลาย แต่หมอนี่กลับหลับๆ ตื่นๆ แล้วกระโดดข้ามระดับไปหน้าตาเฉย? นี่มันกะจะไม่ให้คนอื่นเขามีที่ยืนเลยหรือไง!

เยว่หานโจวมองท่าทางกระฟัดกระเฟียดของหญิงคนรักแล้วไม่โกรธสักนิด รอยยิ้มของเขาดูจะกว้างขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

"ชิงเฉิง... คุณสัญญากับผมแล้วนะ ว่าถ้าผมฟื้นขึ้นมา คุณจะยอม... มีเจ้าตัวเล็กอ้วนๆ ให้ผมสักคน"

คำพูดนั้นทำเอาคนพูดเองถึงกับหน้าแดงหูแดง นึกถึงคำสอนของปู่ที่ว่าถ้าไม่หน้าด้านชาตินี้ก็ไม่มีเมียเอาวะ! หน้าด้านเป็นที่ตั้งแล้วกัน!

"อะแฮ่ม! ออกไปซ้อมพลังได้แล้ว ไปดูว่าควบคุมพลังระดับเก้าได้คล่องหรือยัง อีกสามเดือนเรามีนัดไปงานประมูลของ UN"

เยว่หานโจวยังคงนั่งนิ่ง จ้องมองเธอด้วยสายตาออดอ้อนเหมือนลูกหมาโดนทิ้ง

"เออๆ รู้แล้ว! สัญญาคำไหนคำนั้น!" เธอโพล่งออกมาอย่างลนลาน หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก ก่อนจะรีบหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งให้เสียงหัวใจเต้นโครมครามพ่ายแพ้ต่อเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของชายหนุ่มที่ไล่หลังมา

---

สหประชาชาติ (UN) ในปัจจุบันตกอยู่ภายใต้การบงการของสหรัฐอเมริกา แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว การจะขึ้นเป็นผู้นำโลกในวันที่ทรัพยากรขาดแคลนนั้นยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ ข่าวเรื่องงานประมูลถูกส่งไปยังกองกำลังต่างๆ ใครจะฟังหรือไม่นั่นก็เรื่องหนึ่ง ใครจะไปร่วมงานไหมนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่งานประมูล UN งั้นเหรอ? ก็น่าสนใจดี

เดิมทีมีเพียงฐานทัพเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วม แต่แม้ฐานของพวกเขาจะแข็งแกร่งในภาพรวม แต่กลับขาดแคลนยอดฝีมือระดับท็อป การชวนเยว่ชิงเฉิงและเยว่หานโจวไปด้วย จึงเป็นการเสริมบารมีเพื่อไม่ให้ประเทศอื่นดูถูกเอาได้

ทริปนี้ประกอบไปด้วยเยว่หานโจว เยว่เสี่ยวฟาน เยว่จ้าวเจา และหลี่เว่ยเว่ย สองแฝดนั้นแม้พลังจะอยู่ระดับ 7 ช่วงปลาย แต่พลังต่อสู้จริงไม่ด้อยไปกว่าระดับ 8 เลย ส่วนหลี่เว่ยเว่ย... ต้องเอาไปเธอไปด้วยอย่างแน่นอน เพราะถ้าขาดเทพีแห่งโชคลาภอย่างเธอ เยว่ชิงเฉิงเกรงว่าตัวเองจะดวงซวยไปตลอดทาง

......

สามเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก พลังของเยว่หานโจวเสถียรเต็มที่ ขณะที่เยว่ชิงเฉิงเองก็บรรลุระดับ 8 ช่วงปลาย ขาดอีกเพียงก้าวเดียวจะแตะระดับ 9

เมื่อถึงเวลานัดหมายเหรินซิงหยุน ผู้บัญชาการทัพเทียนตี้และผู้บัญชาการทัพเฟิงอวิ๋นก็บินตรงมายังฐานเพลิงผลาญ โดยมีเสิ่นจืออี้สาวสวยผู้มีพลังมิติรูปร่างปราดเปรียวติดตามมาด้วย

"พวกคุณ... มากันแค่ 4 คนเองเหรอ?" เยว่ชิงเฉิงถึงกับอึ้ง

ผู้บัญชาการทัพเทียนตี้ทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อพลางบ่น "ไอ้แก่ที่บ้านน่ะสิ มันดึงดันจะให้เหลือคนเฝ้าฐานเยอะๆ กลัวบ้านโดนยกเค้า"

"พวกเราก็บอกแล้วว่าควรพาคนมาเพิ่ม มากันแค่หยิบมือแบบนี้ ประเทศอื่นไม่หัวเราะเราฟันร่วงเหรอ?" เขาบ่นกระปอดกระแปด ลำพังโดนพวกเดียวกันขำเขายังทนได้ แต่ถ้าต้องไปขายหน้าต่างชาติ เขาคงยอมอกแตกตายดีกว่า

เหรินซิงหยุนทำหน้าเซ็งสุดขีด "ลุงรองครับ เราไปงานประมูลนะไม่ได้ไปออกรบจะขนคนไปเยอะแยะทำไมครับ?"

"บารมีไง! แกเข้าใจคำว่าบารมีไหม!"

เยว่ชิงเฉิงเห็นทั้งคู่ท่าจะเถียงกันไม่เลิก จึงรีบตัดบท "เอาล่ะค่ะทุกคน ที่พักเตรียมไว้พร้อมแล้ว เชิญตามฉันมาเลยค่ะ"

ระหว่างทางเข้าสู่ใจกลางฐานเพลิงผลาญ แขกผู้มาเยือนทั้งสี่ต่างพากันกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะผู้บัญชาการทัพเทียนตี้ที่ปากคออยู่ไม่สุข ถามโน่นถามนี่เหมือนปืนกล

"นั่นมันอะไรกันน่ะ?"

"หลังคาคลุมเมืองใต้ดินค่ะ หน้าร้อนกันแดด หน้าหนาวกันลมฝน แล้วยังใช้ตากเนื้อแดดเดียวได้ด้วย"

พอมองตามไป ก็เห็นแผงเนื้อตากแห้งจำนวนมหาศาลแขวนเรียงรายอยู่

"เนื้อเยอะขนาดนี้ แขวนไว้โจ่งแจ้งแบบนี้ไม่มีใครขโมยเลยเหรอ?" เขาถามอย่างไม่เชื่อสายตา

"ไม่มีค่ะ"

เขาทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เยว่ชิงเฉิงพูด แต่พอเดินไปได้สักพักเขาก็อดชมไม่ได้ "คนที่นี่ขยันกันจริงๆ ฐานกว้างขนาดนี้แต่สะอาดกริบ ไม่มีแม้แต่รอยหิมะ"

ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นโรงเรือนปลูกผักขนาดมหึมา เขาเผลอหลุดขำออกมา "อากาศหนาวจัดแบบนี้ ต่อให้มีโรงเรือน มันจะปลูกอะไรขึ้น... ใช่ไหม?"

เพล้ง!

หน้าแตกละเอียดภายในสามวินาที เมื่อเห็นชาวบ้านเดินเรียงแถวออกมาจากโรงเรือน พร้อมถุงตาข่ายที่อัดแน่นไปด้วยมะเขือเทศลูกโตแดงฉ่ำ มันฝรั่ง และมันเทศ... ผู้บัญชาการทัพเทียนตี้ถึงกับขยี้ตาจนแทบหลุด

"นี่... นี่มัน... อากาศติดลบเป็นร้อยองศา แต่พวกเธอปลูกของพวกนี้ได้ยังไง? ไม่เชื่อว่ะ ถ้าไม่ให้เข้าไปดูข้างในฉันไม่เชื่อเด็ดขาด!"

เยว่ชิงเฉิงยักไหล่ "ตามสบายค่ะ อีกสามวันเราถึงจะออกเดินทาง เดี๋ยวฉันพาไปที่พักก่อน แล้วพวกคุณอยากจะเดินสำรวจตรงไหนก็ตามใจเลย"

ยิ่งเดินลึกเข้าไป ผู้บัญชาการทัพเทียนตี้ที่เคยโวยวายก็เริ่มเงียบลงเรื่อยๆ แม้แต่เหรินซิงหยุนและผู้บัญชาการเฟิงอวิ๋นก็ตกอยู่ในความสงัด

สุดท้ายเสิ่นจืออี้สาวผมสั้นก็อดใจไม่ไหว ชี้ไปที่แถวบ้านพักไกลๆ "นั่น... ร้านขายเสื้อผ้าเหรอคะ?"

"ใช่ค่ะ แต่ช่วงนี้อุณหภูมิต่ำเกินไป ทุกคนเลยย้ายลงไปอยู่เมืองใต้ดินกันหมดแล้วล่ะ"

และเมื่อพวกเขาเหยียบย่างเข้าสู่เขตเมืองใต้ดิน ความตะลึงพรึงเพริดที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น

คราวนี้ผู้บัญชาการทัพเทียนตี้ถึงกับกระโดดตัวลอย ตะโกนลั่นเหมือนคนเสียสติ "คุณพระช่วย! นี่ฉันฝันไปใช่ไหม!"

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่แค่ทางเดินมืดๆ แต่มันคือถนนการค้าที่สว่างไสว มีถนนสายอาหาร และตลาดแลกเปลี่ยนที่คึกคัก

พระเจ้าช่วย... ฐานเพลิงผลาญพัฒนามารุ่งเรืองขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

คนทั้งสี่ไม่ต่างอะไรกับบ้านนอกเข้ากรุงที่ยืนอ้าปากค้างอยู่กลางถนนสายสตรีทฟู้ด มองดูผู้คนนั่งซดเส้นหมี่ ขนมจีนน้ำยา บะหมี่จาจังเมียน... ไหนจะกลิ่นเนื้อแกะย่าง ผักย่างหอมกรุ่นที่ลอยมาเตะจมูก

นี่มันวันสิ้นโลกจริงหรือเปล่าเนี่ย?!

จบบทที่ ตอนที่ 491: เทียบเชิญจากสหประชาชาติ

คัดลอกลิงก์แล้ว