- หน้าแรก
- ชาติใหม่นี้ข้าขอเขียนชะตาเอง
- บทที่ 35 - เราจะแต่งงานกันเมื่อไหร่?
บทที่ 35 - เราจะแต่งงานกันเมื่อไหร่?
บทที่ 35 - เราจะแต่งงานกันเมื่อไหร่?
บทที่ 35 - เราจะแต่งงานกันเมื่อไหร่?
"มีคนปาโดนแล้ว!"
ไม่รู้ใครตะโกนขึ้นมา ทั่วทั้งบริเวณพลันเงียบกริบ สายตานับไม่ถ้วนสอดส่ายหาผู้โชคดีคนนั้น
เหล่าเศรษฐีและเจ้าสัวต่างวางทองหยิบเงินในมือลงด้วยความเสียดาย พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่
ก้มมองดูทรัพย์สินที่ร่อยหรอไปเยอะ หัวใจคนรวยเหล่านี้กระตุกวูบ
อารมณ์เหมือนสุ่มกาชา
ตอนเปย์น่ะสะใจ กดสุ่มก็ลื่นไหล รู้สึกเหมือนอีกนิดเดียวก็จะออกของแรร์
แต่พอฝุ่นจาง มองดูกระเป๋าที่เหลือแต่เกลือกับขยะ ความรู้สึกที่เหลืออยู่คือความเสียดายและเจ็บใจ
"ใครปาโดนวะ?!"
มีเจ้าสัวคนหนึ่งขว้างก้อนทองในมือกลับลงตะกร้าอย่างแรง แล้วตะโกนถามเสียงดัง
เกลือไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือตอนที่คุณเกลือ ดันมีคนข้างๆ ได้ของลิมิเต็ดที่ไม่รีรันอีกแล้ว
ดังนั้น เหล่าคนเกลือทั้งหลายจึงอยากรู้ว่า ไอ้หมาดวงดีที่น่าหมั่นไส้นั่นมันเป็นใคร
และบางคนก็เริ่มมีความคิดอื่น
ดวงข้าไม่ดี แต่ข้ามีตังค์
ขายไอดีไหม?
รับซื้อไม่อั้นนะ
"ข้าเอง!"
"มั่ว! ข้าต่างหาก!"
"พวกแกอย่ามั่ว นั่นเหรียญข้า!"
พวกฉวยโอกาสหวังเนียนก็มี รีบเสนอหน้าตะโกนบอกว่าตัวเองคือหมาดวงดีตัวนั้น
และในตอนนั้นเอง สาวงามชุดขาวที่ยืนนิ่งอยู่บนเรือก็เริ่มขยับตัว ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จับจ้อง
เห็นเพียงสาวงามล่มเมืองค่อยๆ ก้มตัวลง หยิบเหรียญทองแดงเหรียญนั้นขึ้นมา ลูบคลำอย่างทะนุถนอม
จากนั้น นางก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่งามมองไปที่ตลิ่งสูงไม่ไกลนัก
สายตาทุกคู่เคลื่อนตามไป
เห็นนักพรตหนุ่มสวมชุดคลุมสีแดงสด ยืนอยู่ตรงนั้น
นักพรตผู้นี้อายุน้อย ประมาณสิบห้าสิบหกปี เกล้าผมทรงนักพรต แต่มีผมปอยหนึ่งหลุดลุ่ยออกมา ดูขี้เล่นไม่ถือตัว
หน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา เปี่ยมด้วยพลังชีวิต ชุดคลุมสีแดงสดช่วยขับเน้นความ "เจ้าเสน่ห์" ออกมาอีกสามส่วน
"นั่นพี่เจียงนี่!"
จู้ยิงไถที่มาดูความสนุกด้วย ถึงกับเอามือปิดปาก
ดวงดีเกินไปไหม!
คนตั้งเยอะตั้งแยะปาเงินปาทอง ดันเป็นเหรียญทองแดงด้อยค่าของพี่เจียงที่ปาโดน!
"เชิญท่านนักพรตลงเรือมาสนทนา"
ท่ามกลางสายตาประชาชี ริมฝีปากแดงระเรื่อของสาวงามชุดขาวขยับเอื้อนเอ่ย เสียงไพเราะราวกับนกขมิ้นเหลืองอ่อน
เจียงฉีได้สติ เอามือข้างหนึ่งกดมืออีกข้างที่ยังสั่นไม่หยุด แล้วหันกลับไปมอง
พอพบว่าข้างกายไม่มีเงาของชายพเนจรคนนั้นแล้ว เจียงฉีถึงค่อยผ่อนคลายลง
เจียงฉีมั่นใจว่า ตอนนี้หลังของเขาต้องเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็นแน่ๆ
น่ากลัวเกินไป น่ากลัวเกินไปแล้ว!
จนถึงตอนนี้ หัวใจของเจียงฉียังเต้นระรัวไม่หยุด
ไม่มีเหตุผลอื่นใด เป็นเพราะประโยคที่ชายพเนจรพูดตอนโอบไหล่เขาเมื่อกี้
"ข้าไม่กลัวที่จะต้องเจอกับตัวข้าเองหรอกนะ"
แค่ประโยคสั้นๆ นี้ ทำให้เจียงฉีตกตะลึงจนแทบหายใจไม่ออก
ถ้าเมื่อกี้ไม่มีอีกฝ่ายช่วยพยุงไว้ เจียงฉีคงเข่าอ่อนทรุดลงไปกราบ พร้อมตะโกนลั่นว่า "ท่านตาทวด ขอให้บุญบารมีคุ้มครอง!"
ประโยคนี้หลุดออกมา ถ้าเจียงฉีไม่ได้โง่ดักดาน ก็ต้องรู้แล้วว่าตัวจริงของชายพเนจรคือใคร!
เดิมทีเจียงฉีเดาไว้หลายอย่าง สามโลกกว้างใหญ่ แต่ระดับต้าหลัวขั้นสูงสุดมีไม่กี่คน
เป็นท่านอาจารย์ปู่สักคน? หรือเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง?
แต่เจียงฉีคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าคิดเล็กไป
สเกลความคิดของเขามันเล็กไป
ชายพเนจรไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจอมเทพผู้ประทับอยู่ ณ จุดสูงสุดของสามโลก!
มิน่าล่ะ ถึงเมินเฉยต่อไอปราณของโคมบัวสวรรค์ได้ มิน่าล่ะถึงไม่ยี่หระตอนที่เจียงฉีบอกว่าหยางเจี่ยนจะรู้เรื่องนี้จากปากเขา
ต่อให้รู้แล้ว หยางเจี่ยนจะทำอะไรได้?
อย่างมากก็แค่โมโหจนอกแตกตาย
เจียงฉีพยายามตั้งสติ เริ่มคิดว่าทำไมท่านตาทวดผู้สูงส่งถึงลดตัวลงมาแดนมนุษย์ มาหาเขาที่นี่
ตอนนี้เจียงฉีอยากจะตะโกนบอกเหลือเกินว่า ที่ผ่านมาคนที่หาเรื่องท่านคือหยางเจี่ยนนะ ไม่เกี่ยวกับข้าเลย!
ท่านยังมีอารมณ์มาหลอกเด็กอย่างข้าเล่นอีกเหรอ?
คิดเท่าไหร่ เจียงฉีก็คิดไม่ออก เขาห่างชั้นกับระดับของเง็กเซียนฮ่องเต้ชนิดที่คำว่าไกลยังน้อยไป
ความหมายแฝงเบื้องหลังการกระทำของท่าน ก็ไม่ใช่สิ่งที่เจียงฉีในตอนนี้จะคาดเดาได้
คิดไม่ออกก็เลิกคิด
แต่ปัญหาคือ ต่อให้ไม่คิด เจียงฉีก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อ
"เชิญท่านนักพรตลงเรือมาสนทนา"
สาวงามชุดขาวเห็นเจียงฉีไม่ขยับ จึงเอ่ยปากเรียกอีกครั้ง
เจียงฉีถึงได้สติ มองสาวงามชุดขาวตรงหน้า แล้วกระโดดลงไปยืนบนเรืออย่างมั่นคง โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"เชิญแม่นาง"
เจียงฉียิ้มแล้วประสานมือ จากนั้นก็เดินนำเข้าไปในประทุนเรือก่อนเลย
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจียงฉีคงไม่บ้าระห่ำขนาดนี้ เพราะสาวงามชุดขาวตรงหน้า น่าจะเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ที่มีฤทธิ์เดชเหนือกว่าเขามาก
แต่ตอนนี้ ไม่สนแล้ว
ท่านตาทวดสั่งมา!
ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไร ไปคุยกับท่านตาทวดข้าโน่น!
เจียงฉีตอนนี้เหมือนผู้ถือดาบอาญาสิทธิ์ ทำอะไรก็ไม่กลัว
ต่อให้ตอนนี้ท่านตาทวดไม่ได้จ้องมองอยู่ เจียงฉีก็ไม่กลัว
สมมติท่านตาทวดเผลอ ปล่อยให้เจียงฉีโดนเก็บ ร่างกายแหลกเหลว วิญญาณสลาย แม้แต่ดวงจิตแท้ก็โดนบดเป็นผุยผง เจียงฉีก็ไม่ตื่นตระหนก
เพราะท่านตาทวดจะต้องกู้เขากลับมาให้ครบสามสิบสองประการแน่นอน
อย่าถามว่าทำไม ถามก็บอกได้แค่ว่า นี่คือความมั่นใจที่เจ้าแห่งสามโลกมอบให้
สาวงามชุดขาวดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าเจียงฉีจะใจกล้าขนาดนี้ ถึงกับอึ้งไปนิดนึง ก่อนจะเดินตามเจียงฉีเข้าไปในประทุน
"เชิญนั่ง"
พอเข้าไป สาวงามชุดขาวก็เห็นว่า เจียงฉีนั่งวางมาดสบายใจเฉิบอยู่ที่ที่นั่งฝั่งหนึ่ง แล้วชี้ไปที่ที่นั่งตรงข้าม พยักหน้าให้พร้อมรอยยิ้ม
ทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของเรือซะงั้น
เด็กคนนี้ปัญญาอ่อนหรือเปล่า?
สาวงามชุดขาวอดคิดแบบนี้ไม่ได้
เพราะนางรู้อยู่แล้วว่านักพรตน้อยคนนี้เป็นใคร และรู้ด้วยว่าที่เขาปาโดนนางได้ เป็นเพราะได้รับการช่วยเหลือจากเทพศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง
แม้นางจะไม่รู้ว่าเทพองค์นั้นเป็นใคร แต่เด็กตรงหน้าก็ไม่น่าจะทำตัวตามสบายขนาดนี้
ใครให้ความกล้ากับเขากันนะ?
สาวงามชุดขาวคิดพลางนั่งลงตรงข้ามเจียงฉี พอก้นแตะพื้น ก็ได้ยินเสียงนักพรตหนุ่มชุดแดงพูดขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
"เราจะแต่งงานกันเมื่อไหร่?"
"ห๊ะ?"
สาวงามชุดขาวชะงัก หลุดปากออกมาว่า "ไม่เร็วไปหน่อ..."
พูดยังไม่ทันจบ เจียงฉีก็แทรกขึ้นมา "ก็เร็วนิดนึง เจ้ายังไม่รู้ชื่อข้าเลยนี่นา"
"ผู้น้อย เจียงฉี เป็นคนปากน้ำกวานเจียง ไม่มีพ่อแม่ แต่มีอาจารย์และอาหญิง"
"ถ้าเจ้าสะดวก เดี๋ยวผู้น้อยจะพาไปกราบท่านอาหญิง ท่านอยู่บนเขาหัวซานนี่เอง"
ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าอาหญิงเจ้าอยู่บนเขาหัวซาน...
สาวงามชุดขาวรู้สึกว่าเจียงฉีนี่หลุดโลกไปไกลแล้ว
นางไม่เชื่อว่าเจียงฉีจะเดาไม่ออกว่านางเป็นเทพแปลงกายมา ทำไมถึงยังกล้าพูดจาเลอะเทอะแบบนี้?
ใครให้ความกล้ากับเขา?
"จริงสิ ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลย"
เจียงฉีเอ่ยปากถามอีกครั้ง
ตอนนี้เขามีอำนาจอยู่ในมือ ไม่ใช้ก็เสียของ มีท่านตาทวดหนุนหลัง ต่อให้สาวงามชุดขาวนี่เป็นพระยูไลมาเอง เขาก็ไม่กลัว
ขณะที่กำลังคิด สาวงามชุดขาวก็เอ่ยปาก
"ข้าชื่อ..."
[จบแล้ว]