- หน้าแรก
- ชาติใหม่นี้ข้าขอเขียนชะตาเอง
- บทที่ 34 - อ๊ะ ข้าปาโดนแล้ว
บทที่ 34 - อ๊ะ ข้าปาโดนแล้ว
บทที่ 34 - อ๊ะ ข้าปาโดนแล้ว
บทที่ 34 - อ๊ะ ข้าปาโดนแล้ว
"ขอท่านผู้อาวุโสโปรดบอกนาม ให้ผู้น้อยได้กราบไหว้ด้วยเถิด"
เจียงฉีประสานมือคารวะ ท่าทางนอบน้อมเป๊ะทุกระเบียดนิ้ว
"ฮ่าๆๆๆ"
ชายพเนจรตรงหน้ากลับหัวเราะร่า "เจ้าเป็นศิษย์ของเจ้าหยางเจี่ยนนั่นจริงๆ รึ?"
"จุ๊ๆ"
ชายพเนจรเดาะลิ้นมองสำรวจเจียงฉี แล้วยิ้มว่า "ถ้าตอนนั้นหยางเจี่ยนมันรู้ความเหมือนเจ้า ก็คงไม่กลายเป็นจอมแสบแห่งสามโลกที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับเจ้าลิงตายนั่นหรอก"
"วิชาการต่อสู้ของท่านอาจารย์ไร้ผู้ต่อกรในรุ่นเดียวกัน การกระทำย่อมตรงไปตรงมาบ้าง"
เจียงฉีหรี่ตาลง ยิ้มตอบ "ผู้น้อยฝีมือยังห่างไกลท่านอาจารย์นัก จึงต้องเจียมเนื้อเจียมตัวเป็นธรรมดา"
ความหมายแฝงคือ อาจารย์ข้าเก่ง ข้าเลยกร่างได้
ถ้าข้าเก่งเท่าอาจารย์ ข้ากร่างกว่าแกอีก
"ฮ่าๆๆๆๆๆ!"
ชายพเนจรจะฟังความนัยของเจียงฉีไม่ออกได้ยังไง
ยิ่งหัวเราะดังลั่นกว่าเดิม พอหัวเราะจนพอใจแล้วถึงพูดว่า "ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าเป็นศิษย์หยางเจี่ยน"
"ยังไม่ได้ขอทราบนามของท่านผู้อาวุโส ว่าเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์องค์ใด?"
เจียงฉียังคงรักษารอยยิ้มไว้
น้ำเสียงที่ชายพเนจรพูดถึงหยางเจี่ยนเมื่อครู่ ไม่มีความเคารพยำเกรง แต่ก็ไม่มีเจตนาร้าย
เหมือนเป็นการแซวกันระหว่างเพื่อนฝูงมากกว่า
แต่พวกเทพพวกพระมักจะมีร้อยหน้าพันร่าง ยิ่งระดับสูง ร่างอวตารก็ยิ่งเยอะ
ดังนั้น โดยทั่วไป จะดูว่าเทพองค์ไหนเก่งไม่เก่ง ให้ดูความยาวของฉายา และดูว่ามีร่างอวตารไหม
ด้วยเหตุนี้ เจียงฉีจึงยังคงระแวดระวังชายพเนจรตรงหน้า
เพราะเจียงฉีไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เห็นตั้งแต่ได้เจอกับชายคนนี้ เป็นสิ่งที่เขาอยากให้เห็นหรือเปล่า
ตัวตนที่ดูจะระดับเดียวกับหยางเจี่ยน ห่างชั้นกับเจียงฉีเกินไป
ความระมัดระวังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
"ข้าเป็นใครไม่สำคัญ ตอนนี้ที่สำคัญคือ เจ้าอยากจะแจมด้วยไหม?"
ชายพเนจรชี้ไปที่สาวงามล่มเมืองบนผิวน้ำ พร้อมยิ้มแบบที่ผู้ชายรู้กัน แล้วเอาไหล่กระแทกเจียงฉีเบาๆ
"ไม่สนครับ"
เจียงฉีส่ายหน้าปฏิเสธทันที ชายพเนจรตรงหน้าก็ลึกลับพอแล้ว สาวงามบนทะเลสาบนั่นก็ต้องเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งแน่ๆ
แค่ดูเฉยๆ ก็พอ ถ้าเข้าไปยุ่งด้วยจริงๆ เจียงฉีไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
ลำพังเรื่องยุ่งๆ ของตัวเองก็กองเป็นภูเขาเลากาอยู่แล้ว
"เจ้าหนู ดูตรงนั้นสิ"
ชายพเนจรจู่ๆ ก็ชี้ไปทางหนึ่ง
เจียงฉีมองตามไป เห็นพ่อลูกคู่หนึ่งในทิศทางที่ชี้
คนหนึ่งคือหม่าเหวินไฉที่ควรจะไปอยู่ที่ศาลเจ้าแม่
และคนข้างๆ หม่าเหวินไฉ ย่อมต้องเป็นท่านนายอำเภอ พ่อของเขานั่นเอง
ตอนนี้ หม่าเหวินไฉทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ร้อนรนกระวนกระวาย คอยกระตุกแขนเสื้อพ่อตัวเองเป็นพักๆ
แต่พ่อของเขากลับสะบัดออกอย่างรำคาญ แล้วจ้องมองไปที่เรือลำน้อยด้วยสายตาคลั่งไคล้ มือก็กอบโกยเงินทองโยนลงไปไม่หยุด
เจียงฉีมองปราดเดียวก็เข้าใจสถานการณ์
พ่อบังเกิดเกล้าของหม่าเหวินไฉ คงโดนมนตร์สะกดเข้าให้แล้ว ในสายตามีแต่สาวงามลืมโลก ลืมเรื่องอื่นไปหมดสิ้น
ส่วนหม่าเหวินไฉแม้จะไม่โดนผลกระทบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ถ้าเป็นฝ่ายพุทธล่ะก็...
เจียงฉีฉุกคิดขึ้นมา
แล้วยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่
นี่คือ "การแก้ผ้าเอาหน้ารอด" (Emergency Public Relations) อีกฉากหนึ่งงั้นรึ?
เจียงฉีชำเลืองมองสาวงามบนเรือด้วยหางตา พลางคิดในใจ
"เป็นไง? ตอนนี้มีอารมณ์อยากจะแจมบ้างหรือยัง?"
ชายพเนจรยิ้มถาม
"ไม่มี"
เจียงฉียังคงยืนยันคำเดิม
การให้หม่าเหวินไฉไปศาลเจ้าแม่เพื่อเตือนสติหยางฉานเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่เรื่องนี้เจียงฉีทำเองก็ได้ ในเมื่อหยกพกอยู่ที่เขา
ไว้ค่อยเล่าให้หยางฉานฟังเป็นเรื่องแปลกๆ ที่เจอ ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน
ดังนั้น ต่อให้หม่าเหวินไฉโดนกักตัวไว้ที่นี่ ก็ไม่เป็นไร
อีกอย่าง เจียงฉียังไม่ไว้ใจชายพเนจรคนนี้
ดังนั้น...
เจียงฉีใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแตะที่กลางหน้าผาก
"วูม!"
เปลวไฟสีเขียวมรกตที่คนธรรมดามองไม่เห็น ลอยออกมา ก่อตัวเป็นกลีบดอกบัว ลอยละล่องจะออกจากตัวเจียงฉี มุ่งหน้าไปทางเขาหัวซาน
"จุ๊ๆ เจ้าเด็กบ้า ยังจะเรียกคนอีก?"
ชายพเนจรเดาะลิ้นอย่างขัดใจ ใช้นิ้วคีบกลีบดอกบัวนั้นไว้ แล้วตบกลับเข้าไปที่หน้าผากเจียงฉี ท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของเด็กหนุ่ม
เจียงฉีหลุบตาลง เงียบกริบ แต่ในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์
นั่นคือกลีบดอกบัวจากโคมบัวสวรรค์ของจริงนะ!
และของวิเศษระดับกำเนิดก่อนฟ้า มีศักดิ์ศรีสูงส่งเกินกว่าที่ผู้บำเพ็ญเพียรเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ในสามโลกจะจินตนาการได้!
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวโคมและเจ้าของโคม ตอนนี้อยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่สิบลี้บนเขาหัวซาน!
ระยะทางแค่นี้ ตามหลักแล้วแค่ไอปราณต้นกำเนิดของโคมบัวสวรรค์ปรากฏออกมานิดเดียว ก็ต้องรับรู้ได้แล้ว!
แต่เมื่อกี้เจียงฉีเรียกไอปราณออกมาเต็มที่ แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น!
ดังนั้นเจียงฉีเลยเตรียมจะ "คืน" ไอปราณนี้ให้กับตัวโคม
ต้องรู้ว่า นี่คือไอปราณต้นกำเนิดที่หยางฉานแบ่งออกมาจากตัวโคมโดยตรง!
หมายความว่า ถ้าขาดไอปราณสายนี้ไป โคมบัวสวรรค์ก็จะ "ไม่สมบูรณ์"!
และผลกรรมจากการที่ของวิเศษระดับกำเนิดก่อนฟ้าต้องการกลับคืนสู่ความ "สมบูรณ์" ต่อให้เป็นหยางเจี่ยนที่เป็นสุดยอดของระดับไท่อี่จินเซียน หรือจะเรียกว่าครึ่งก้าวสู่ระดับต้าหลัว ก็ยังขวางไม่ได้!
แต่ชายพเนจรตรงหน้า กลับแค่ตบเบาๆ!
แค่ตบเบาๆ ไอปราณต้นกำเนิดของโคมบัวสวรรค์ก็เชื่องเหมือนหนูเจอแมว สงบเสงี่ยมเจียมตัวจนดูไม่เหมือนของวิเศษระดับกำเนิดก่อนฟ้าเลยสักนิด!
ระดับต้าหลัวจินเซียน?!
ไม่สิ เกรงว่าต่อให้เป็นต้าหลัวจินเซียน ก็ทำแบบนี้ไม่ได้!
นั่นคือของวิเศษระดับกำเนิดก่อนฟ้า แถมยังเป็นระดับท็อปอีกต่างหาก!
ต่อให้ต้าหลัวจินเซียนมาเอง ก็คงทำไม่ได้ง่ายดายขนาดนี้ คิดว่าของวิเศษระดับนั้นไม่มีฤทธิ์เดชหรือไง?
และที่สำคัญที่สุด หยางฉานในฐานะเจ้าของคู่บุญของโคมบัวสวรรค์ บวกกับความผูกพันทางกรรมที่มีกับเจียงฉี สองอย่างรวมกัน ยังสัมผัสถึงเจียงฉีไม่ได้เลย!
ชายพเนจรคนนี้ เป็นใครกันแน่?!
เจียงฉีก้มหน้าเงียบ แต่ทั้งร่างกลับผ่อนคลายลง
เมื่ออยู่ต่อหน้าตัวตนระดับที่อย่างต่ำก็ต้าหลัวขั้นสูงสุด เจียงฉีจะใช้วิธีไหนก็ไร้ประโยชน์
ไอปราณโคมบัวสวรรค์ยังปล่อยออกไปไม่ได้ วิชานิมิตสวรรค์ หรือคาถาเสวียนตูอัญเชิญเทพ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
คงไม่มีผลอะไรทั้งนั้น
"เจ้าหนู ยังอยากรู้อีกไหมว่าข้าเป็นใคร?"
ชายพเนจรยิ้มตาหยี ตบไหล่เจียงฉีเบาๆ
"ไม่อยากแล้วครับ"
เจียงฉีส่ายหน้า "ท่านต้องเป็นบุคคลระดับยิ่งใหญ่คับฟ้าแน่ๆ ถ้ามีอะไรอยากให้ผู้น้อยทำ ก็บอกมาเถิด ผู้น้อยไม่ปฏิเสธหรอก"
"เจ้าปอดแหกแล้ว?"
ชายพเนจรถามอย่างขบขัน "งั้นถ้าข้าบอกให้เจ้าเรียกหยางฉานมาตอนนี้ล่ะ?"
เจียงฉีตอบว่า "ท่านเป็นบุคคลระดับยิ่งใหญ่ แต่เบื้องหลังท่านอาหญิงของข้า ก็มีตัวตนระดับที่ปิดฟ้าด้วยมือเดียวได้ยืนอยู่"
"เกรงว่าท่านคงไม่อยากมีเรื่องกับท่านผู้นั้น"
ชายพเนจรฟังแล้วก็หัวเราะ หึๆ โอบไหล่เจียงฉี แล้วกระซิบข้างหูเจียงฉีไม่กี่คำ
จากนั้น เจียงฉีก็ตัวแข็งทื่อไปทั้งตัว
ผ่านไปครู่ใหญ่ มือของเจียงฉีสั่นระริก ล้วงเหรียญทองแดงออกมาจากแขนเสื้อ แล้วขว้างใส่เรือลำน้อยนั้นสุดแรง!
"แปะ"
เหรียญทองแดงตกใส่ชายกระโปรงของสาวงามชุดขาว แล้วไหลตามรอยพับของกระโปรงผ้าไหม ร่วงลงบนพื้นเรืออย่างนุ่มนวล
"มีคนปาโดนแล้ว!"
ไม่รู้ใครตะโกนขึ้นมา ทั่วทั้งทะเลสาบชิงซานพลันเงียบกริบ
[จบแล้ว]