- หน้าแรก
- ชาติใหม่นี้ข้าขอเขียนชะตาเอง
- บทที่ 30 - ผลพลอยได้หลังเลื่อนขั้น
บทที่ 30 - ผลพลอยได้หลังเลื่อนขั้น
บทที่ 30 - ผลพลอยได้หลังเลื่อนขั้น
บทที่ 30 - ผลพลอยได้หลังเลื่อนขั้น
"ชิ ไม่สนเจ้าแล้ว"
เสี่ยวชิงได้สติ หลุบตาลง แต่ในใจยังคงประทับใจภาพลักษณ์มั่นใจเกินร้อยของนักพรตหนุ่มชุดแดงเมื่อครู่
"ข้าไปล่ะ ต้องไปหาพี่สาว"
เสี่ยวชิงโบกมือ หันหลังเดินจากไปทำท่าเท่ๆ
"โชคดีนะ"
เจียงฉีก็โบกมือตอบ ไม่คิดจะรั้งไว้
ต่อให้แม่นางคนนี้จะเป็นงูเขียวในตำนานที่เจียงฉีคุ้นเคยจากชาติก่อน แต่แล้วไงล่ะ?
ก็แค่คนเดินผ่านมาเจอกัน เกี่ยวอะไรกับเขาด้วย?
"เดี๋ยวก่อน เสี่ยวชิง"
แต่เจียงฉีก็ตะโกนเรียกนางไว้
เห็นสาวน้อยชุดเขียวหันกลับมาทำหน้างง เจียงฉีก็ยิ้มบอกว่า "ในเมื่อหันมาเดินสายธรรมะแล้ว แถมยังมีโอกาสได้เข้าเป็นศิษย์สามนิกาย วิชาสายมารบางอย่าง ก็เพลาๆ ลงหน่อยนะ"
"ทำไมอยู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้?"
เสี่ยวชิงเอียงคอสงสัย แต่ก็ตอบกลับว่า "รู้แล้วน่า ข้าไม่ยอมทิ้งโอกาสให้เจ้าต้องเรียกข้าว่าอาหญิงหรอก"
"ไปล่ะ!"
"เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย ไว้บททดสอบเฮ่าเทียนเริ่มเมื่อไหร่ ข้าจะฝากให้พี่สาวช่วยดูแลเจ้าเอง"
สิ้นเสียง เสี่ยวชิงก็กลายเป็นแสงสีเขียว หายวับไปจากเขาหัวซาน
"ขอบใจ"
เจียงฉีโบกมือให้ความว่างเปล่า
เหมือนคำกล่าวที่ว่า เลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ ก็ได้น้ำใจตอบแทนเท่านี้
ความสัมพันธ์แบบคนแปลกหน้า ก็ได้แค่คำเตือนสติประโยคเดียว
หลังจากส่งเสี่ยวชิงไปแล้ว เจียงฉี็นั่งขัดสมาธิลงบนยอดเขาหัวซาน
หลับตา สำรวจภายในร่างกาย
ก่อนหน้านี้ ที่ตำแหน่งจุดตันเถียนของเจียงฉี มีดวงจิตเดิม หรือที่เรียกว่า "จิตวิญญาณหยาง" สถิตอยู่
แต่ตอนนี้ ในตันเถียนไม่มีดวงจิตเดิมแล้ว แทนที่ด้วยกลุ่มก้อนพลังงานสีเทาหม่น
นี่คือปราณเซียนไท่ชู
ทำไมถึงเรียกว่ารากฐานแห่งวิถีเซียน เหตุผลก็อยู่ตรงนี้
หลังจากขึ้นเป็นเซียน ดวงจิตเดิมจะหลอมรวมกับร่างกายเป็นหนึ่งเดียว แยกกันไม่ออก เชื่อมโยงกันแน่นแฟ้น
แต่ปัญหาก็คือ เดิมทีดวงจิตเดิมเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารระหว่างตัวเรากับฟ้าดิน
พอดวงจิตเดิมรวมกับร่าง แม้จะทำให้พลังกายแกร่งขึ้นมหาศาล แต่ก็เสียช่องทางสื่อสารกับฟ้าดินไป
ทีนี้ บทบาทของปราณเซียนไท่ชูก็เลยสำคัญขึ้นมา
มันทำหน้าที่แทนดวงจิตเดิมในการเป็นสื่อกลางกับฟ้าดิน
แถมยังเสถียรกว่า และใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่าดวงจิตเดิมเสียอีก
การฝึกฝนในระดับเซียนมนุษย์ ก็คือการหลอมรวมปราณเซียนไท่ชูให้เป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์
วินาทีที่หลอมรวมได้หมดจด นั่นคือเวลาที่จะเลื่อนขั้นสู่ระดับตี้เซียน (เซียนพิภพ)
นี่คือเหตุผลที่หยางเจี่ยนบอกว่ามันต้องใช้ความอดทนและการสะสม เพราะเรื่องนี้พึ่งพาตัวช่วยภายนอกไม่ได้ วัดกันที่พรสวรรค์และการรู้แจ้งล้วนๆ
แน่นอนว่าคุณภาพของปราณเซียนไท่ชูก็เกี่ยวด้วย
ถ้าเจียงฉีรับปราณเซียนธรรมดามาใช้ ป่านนี้คงหลอมเสร็จตั้งแต่อยู่ในประตูสวรรค์ แล้วทะลุไปถึงระดับตี้เซียนแล้ว
แต่นั่นมันไม่มีความหมาย
ตอนนี้ เจียงฉีกำลังเผชิญหน้ากับปราณเซียนไท่ชูที่มาจากไอแห่งความโกลาหลของวังจื่อเซียว ต่อให้เป็นเจียงฉี ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะหลอมรวมได้ในวันสองวัน
แต่เจียงฉีก็ไม่รีบ ตอนนี้เขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องความแข็งแกร่งขนาดนั้น
เพราะต่อให้พุ่งไปถึงระดับเทียนเซียน (เซียนสวรรค์) ก็ยังไม่เก่งพอจะใช้ "กำลัง" แก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ได้
ดังนั้น เจียงฉีเลยชิลๆ
"เฮ้อ..."
หลังจากสำรวจร่างกายเสร็จ เจียงฉีพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ลืมตาขึ้นพร้อมกับกลางหน้าผากที่มีแสงเทพส่องประกาย
แสงเทพสายนี้เริ่มมีรูปร่างคล้ายดวงตาแนวตั้ง ดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
อย่างน้อยก็ดูออกว่าตรงกลางกว้าง ปลายสองข้างเรียว ดีกว่ารอยแยกเล็กๆ ก่อนหน้านี้เยอะ
นี่คือความก้าวหน้าจากการที่ระดับพลังพื้นฐานเพิ่มขึ้น
"ขึ้นเป็นเซียนแล้ว วิชานิมิตสวรรค์ (เนตรสวรรค์) น่าจะพอมองเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้างแล้วมั้ง"
เจียงฉีพึมพำกับตัวเอง
วิชาเนตรสวรรค์ที่เป็นไม้ตายก้นหีบของหยางเจี่ยน ไม่ใช่ของธรรมดา มันเป็นวิชาที่เน้นทั้ง "ศาสตร์" และ "มรรค"
"ศาสตร์" คือพลังทำลายล้าง ซึ่งเป็นแค่ส่วนย่อย และฝึกง่ายที่สุด
ส่วน "มรรค" สำคัญกว่า และฝึกยากกว่าหลายเท่า
การใช้เนตรสวรรค์ยิงแสงเทพนั้นง่าย การเปลี่ยนแปลงของแสงเทพแปดสิบเอ็ดรูปแบบ เจียงฉีฝึกได้สามสิบกว่าแบบแล้ว
แต่ในส่วนของ "มรรค" แม้แต่ขั้นพื้นฐานที่สุดอย่างการ "มองเห็นแจ้งแทงตลอด" เจียงฉีเพิ่งจะเริ่มจับทางได้หลังจากเป็นเซียนนี่เอง
"กะว่าพอเป็นเซียนแล้ว จะมีเวลาไปฝึกวิชาอื่นเพิ่มสักหน่อย"
เจียงฉีกระพริบตาปริบๆ อย่างจนใจ มิน่าล่ะอาจารย์ถึงไม่สอนวิชาใหม่ให้เลยหลังเป็นเซียน
เพราะในสายตาหยางเจี่ยน การโลภมากจะทำให้เคี้ยวไม่ละเอียด วิชาเนตรสวรรค์แค่วิชาเดียว ถ้าจะเอาให้เข้าถึงแก่นจริงๆ ก็ต้องรอให้เจียงฉีเข้าสู่ขอบเขตฮุ่นหยวนนู่นแหละ
สอนอย่างอื่นไปก็ไม่มีความจำเป็น
"จริงๆ ก็มีนะ"
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอ่อนโยนก็ดังขึ้นข้างหูเจียงฉี
ไม่ต้องหันไปมอง เจียงฉีก็รู้ว่าอาหญิงหยางฉานกลับมาแล้ว
"ท่านอาหญิงหมายความว่าไงครับที่ว่าจริงๆ ก็มี"
เจียงฉีถามโดยไม่หันกลับไป
ถามจบ ยังไม่มีเสียงตอบจากหยางฉาน
แต่เจียงฉีรู้สึกถึงมือคู่หนึ่งวางลงบนศีรษะ ช่วยจัดแต่งทรงผมที่ยุ่งเหยิงจากการฝ่าด่านเคราะห์ให้เข้าที่
"จริงๆ แล้ว พี่รองกะว่าจะสอนวิชา 'นิมิตกายาฟ้าดิน' (อิทธิฤทธิ์ย่อขยายตามใจ) ให้เจ้าไว้ป้องกันตัวหลังจากเจ้าเป็นเซียน"
"แต่ในเมื่อเจ้ามีคาถาเสวียนตูอัญเชิญเทพใช้แล้ว พี่รองเลยไม่ได้สอน"
"นิมิตกายาฟ้าดิน?"
เจียงฉีได้ยินชื่อนี้ก็เดาะลิ้นด้วยความเสียดาย
วิชานิมิตกายาฟ้าดิน หรืออิทธิฤทธิ์ย่อขยายตามใจ เป็นหนึ่งในสามสิบหกอิทธิฤทธิ์เทียนกัง คนทั่วไปอาจจะคุ้นเคยกับชื่อนี้มากกว่า
《ยักษ์เทียมฟ้า》
วิชานี้เป็นวิชาระดับท็อป เทียบกับคาถาเสวียนตูอัญเชิญเทพแล้ว กินกันไม่ลง เพราะมันคนละสาย
แต่ทั้งคู่ต่างก็เป็นวิชาคุ้มกายและค้ำจุนมรรคผลที่ลึกล้ำสุดยอด
ดังนั้น แม้เจียงฉีจะเสียดาย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าขาดทุน
นี่คือข้อดีของการมีอาจารย์ดี
ในทุกช่วงวัย ผู้ใหญ่จะคอยชี้นำจากมุมมองที่สูงกว่า ให้คำแนะนำที่เหมาะสมที่สุด ช่วยหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ผิดพลาดและเสียเวลา พร้อมทั้งเตรียมเครื่องมือที่เหมาะที่สุดไว้ให้
สิ่งเหล่านี้ ผู้ฝึกตนอิสระไม่มีทางเทียบได้
ส่วนพวกที่ตะโกนว่า "ชะตาข้า ข้าลิขิต ฟ้าดินอย่ามาเสือก" หรือ "ข้าจะเดินในเส้นทางที่ไม่เคยมีใครเดินมาก่อน" อะไรเทือกนั้น มักจะเป็นพวกที่ตายเร็วที่สุด
อยากจะเดินเส้นทางของตัวเอง รอให้ถึงระดับต้าหลัวจินเซียนก่อนเถอะ
ถ้าไม่มีรากฐานความรู้ที่แน่นปึก ทุกอย่างก็เป็นแค่ปราสาททราย
เจียงฉีคิดได้ดังนั้นก็เลิกเสียดาย เขารู้ดีว่าโลภมากลาภหาย
และรู้ด้วยว่าสิ่งที่อาจารย์จัดให้ คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา
ตอนนี้วิชาที่เจียงฉีต้องฝึกก็เยอะพอแรงแล้ว
นอกจากวิชาพื้นฐาน ยังมีวิชากระบี่ เนตรสวรรค์ และคาถาเสวียนตูอัญเชิญเทพที่เพิ่งได้มา
แต่จะว่าไป วิชาพวกนี้แม้จะซับซ้อน แต่สำหรับเจียงฉี มันกินพลังงานไปแค่ครึ่งเดียว
ถ้ามองแค่วิชาพวกนี้ ก็ยังไม่ถือว่าหนักหนาจนรับไม่ไหว
แต่ประเด็นสำคัญคือ ตั้งแต่เกิดมา เจียงฉีฝึกวิชาอยู่แขนงหนึ่ง เป็นวิชาที่แท้จริง ซึ่งถ้าไม่ถึงคราวตาย จะงัดออกมาใช้ไม่ได้เด็ดขาด
[จบแล้ว]