- หน้าแรก
- ชาติใหม่นี้ข้าขอเขียนชะตาเอง
- บทที่ 28 - อาหญิงงูเขียว?
บทที่ 28 - อาหญิงงูเขียว?
บทที่ 28 - อาหญิงงูเขียว?
บทที่ 28 - อาหญิงงูเขียว?
"สาส์นท้า?"
หยางเจี่ยนมองเณรน้อยอู๋ซิน ไม่ได้รับสาส์นท้าในมือเขามาทันที แต่ถามด้วยความสนใจ "ในบรรดาผู้บรรลุธรรมรุ่นใหม่ มีชื่อของเจ้าอยู่ด้วย"
"สำนักพุทธโบราณ วัดหลานถัว บุตรแห่งพุทธะโดยกำเนิด"
พูดพลาง หยางเจี่ยนกวาดตามองเณรน้อยตรงหน้า "ระดับไท่อี่เทียนเซียน สมกับฉายาบุตรแห่งพุทธะ แต่เจ้าไม่คิดหรือว่า ด้วยความสามารถของเจ้าตอนนี้ การมาท้าดวลศิษย์ข้าที่เพิ่งเข้าสู่วิถีเซียน มันจะดูรังแกเด็กไปหน่อย?"
"อาตมามิได้มีเจตนาข่มเหงผู้น้อย เพียงแต่ตอนนี้อาตมาได้เปรียบเรื่องเวลาที่เริ่มฝึกก่อนเท่านั้น"
อู๋ซินยิ้มกล่าว "ดังนั้น สาส์นท้านี้เป็นเพียงการเตรียมการล่วงหน้า"
"อาตมาจะรอศิษย์ของท่าน"
หยางเจี่ยนมองเณรน้อยตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง แล้วหัวเราะ "น่าสนใจ สาส์นท้าของเจ้า ข้าจะนำไปมอบให้ศิษย์ข้าเอง"
"รบกวนท่านเจินจวิน"
อู๋ซินพนมมือทำความเคารพ แล้วหันหลังขี่เมฆจากไป
หยางเจี่ยนไม่ได้ใส่ใจอู๋ซินมากนัก คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันหลังมุ่งหน้ากลับไปทางเขาหัวซาน
ในเมื่อสองศิษย์อาจารย์จวี้หลิวซุนหนีไปเขาหลิงซานแล้ว ต่อจากนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขาแล้ว
เจียงฉีไม่ใช่แค่ศิษย์ของเขา แต่ยังเป็นศิษย์นิกายฉานเจี้ยวสายตรง และเป็นศิษย์เพียงคนเดียวในรุ่นใหม่ที่มีชื่อจารึกบนศิลาเซียน
พูดได้ว่า อนาคตของเจียงฉี เกี่ยวพันกับหน้าตาของนิกายฉานเจี้ยวอยู่ไม่น้อย
พวกท่านลุงท่านอาที่หยางเจี่ยนต้องเคารพนบนอบ เหล่านั้นที่แห่กันออกมาจากถ้ำ ก็เพราะเหตุผลนี้เป็นส่วนใหญ่
ลองคิดดูสิ ในตระกูลของคุณมีเด็กสอบได้คะแนนเต็มระดับประเทศ แต่ดันมีคนมาแอบแก้ใบสมัครจากมหาลัยอันดับหนึ่งไปเป็นโรงเรียนช่างกล คุณจะยอมไหม
ต่อให้เด็กคนนั้นไม่ได้สนิทกับคุณมากก็ตาม
ดังนั้นหยางเจี่ยนเลยไม่กังวลเรื่องการจัดการหลังจากนี้เลย
หยางเจี่ยนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เพียงชั่วจิบชาก็มาถึงเขตเขาหัวซาน
ประตูสวรรค์หายไปแล้ว ไท่ไป๋จินซิงก็กลับสวรรค์ไปรายงานผลแล้ว
เหลือเพียงเจียงฉียืนอยู่บนยอดเขา
เจียงฉีเห็นหยางเจี่ยนปรากฏตัว ก็รีบเข้าไปหา ประสานมือกล่าว "ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่ทำให้ท่านขายหน้าแล้ว"
หยางเจี่ยนมองสำรวจศิษย์รัก ความกังวลใจที่เคยมีก็จางหายไป
เจียงฉีในตอนนี้ มีรัศมีเซียนเรืองรองรอบกาย เป็นเครื่องยืนยันว่าได้เข้าสู่วิถีเซียนแล้ว และหยางเจี่ยนยังเห็นอีกว่า ในตัวเจียงฉียังมีปราณเซียนไท่ชูที่ยังไม่สลายไปหลงเหลืออยู่
"ไม่เลว"
หยางเจี่ยนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อย อนาคตของศิษย์เขาก็ไม่ได้รับผลกระทบ
เพียงแต่ภายนอกยังคงเก็กหน้าขรึม
"ไอ้คนบงการที่ขัดขวางเจ้า ข้าจัดการเชือดไปแล้วหนึ่ง"
หยางเจี่ยนชี้ไปทางทิศตะวันตก "ยังมีอีกสองคนที่ลอยนวล แต่พวกผู้ใหญ่ในนิกายจะจัดการให้เจ้าเอง"
"ขอบคุณท่านอาจารย์"
เจียงฉีมองตามนิ้วอาจารย์ ในใจไหววูบ รู้ดีว่าเป็นระดับที่ตัวเองยังเอื้อมไม่ถึง
พักเรื่องนี้ไว้ก่อน เจียงฉีถามหยางเจี่ยน "ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าต่อไปท่านจะให้ศิษย์ทำอะไรต่อ"
"ทำอะไร? ก็เป็นคนเฝ้าศาลเจ้าของเจ้าต่อไปสิ"
หยางเจี่ยนตอบหน้าตาย
"แต่ศิษย์เป็นเซียนแล้วนะ..."
"แค่เซียนมนุษย์กระจอกๆ ยังแตะไม่ถึงขอบเขตฮุ่นหยวน (ผสมผสานเป็นหนึ่ง) กล้าเรียกตัวเองว่าเซียน?"
หยางเจี่ยนมองลูกศิษย์เหมือนมองคนโง่ "ขอบเขตวิถีเซียน สามด่านแรก มนุษย์ พิภพ สวรรค์ ล้วนแต่เป็นการสะสมพลังปราณ สร้างรากฐานให้มั่นคง"
"สิ่งที่สำคัญที่สุด คือความอดทนและการสั่งสมประสบการณ์ เจ้าควรจะใช้ชีวิตในทางโลก เรียนรู้เรื่องราวร้อยแปดพันเก้า เห็นทั้งความทุกข์และความสุขของมนุษย์"
"ตำแหน่งคนเฝ้าศาลเจ้า เหมาะกับเจ้าที่สุดแล้ว"
เจียงฉีพยักหน้า "งั้นศิษย์จะเชื่อฟังท่านอาจารย์ แต่เขาหัวซานคนพลุกพล่าน ถ้าศิษย์เกิดไปก่อเรื่องเข้า..."
"อาจารย์จะจัดการให้เจ้าเอง"
หยางเจี่ยนปรายตามองเจียงฉี รับปากเรียบๆ "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวล ทำตัวตามสบาย"
"ศิษย์รับทราบ"
เจียงฉีสบายใจแล้ว
ปูเรื่องมาตั้งยืดยาว ก็เพื่อคำสัญญานี้ของอาจารย์นี่แหละ
ต่อให้ตอนนี้หยางเจี่ยนจะไล่ให้กลับไปปิดด่านฝึกวิชาที่ปากน้ำกวานเจียง เจียงฉีก็จะกอดขาอาหญิงร้องไห้ไม่ยอมไปเด็ดขาด
"อาจารย์ไปล่ะ"
หยางเจี่ยนไม่พูดพร่ำทำเพลง
เรื่องที่เกิดขึ้นตอนเจียงฉีขึ้นเป็นเซียน มันกะทันหันและผิดปกติเกินไป
หยางเจี่ยนรู้สึกสังหรณ์ใจว่าพายุใหญ่กำลังจะมา สัญชาตญาณบอกว่าเบื้องหลังเรื่องนี้ต้องมีอะไรมากกว่านี้
ดังนั้น เขาต้องไปสืบดู
"ท่านอาจารย์ ในแขนเสื้อท่านยังมีของที่ไม่ได้ปล่อยออกมานะ..."
หยางเจี่ยนเดินไปครึ่งทาง ได้ยินเสียงทักของเจียงฉี
เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในแขนเสื้อตัวเองมีปีศาจงูอยู่ตัวหนึ่ง
สะบัดมือไปข้างหลังทีหนึ่ง หยางเจี่ยนก็จากไปโดยไม่หันกลับมามอง
"เจ้าจัดการเองละกัน"
เจียงฉีฟังเสียงอาจารย์ ยกมือรับงูเขียวตัวยาวหนึ่งฟุตเอาไว้ เงยหน้าขึ้นอีกที อาจารย์ก็หายไปแล้ว
บนยอดเขาหัวซาน เหลือเพียงเจียงฉีกับงูเขียวแกล้งตายในมือ
ดูเหมือนจะรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป งูเขียวที่แกล้งตายก็ตัวอ่อนยวบ กลายเป็นแสงสีเขียวหลุดจากมือเจียงฉี ลงไปยืนบนพื้น กลับคืนร่างเป็นสาวน้อยชุดเขียว
สิ่งแรกที่สาวน้อยทำคือเงยหน้ามองฟ้า เห็นเมฆดำทะมึนหายไปหมดแล้ว ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"รอดแล้ว..."
สาวน้อยชุดเขียวบ่นพึมพำ หันกลับมาเจอเจียงฉียืนอยู่ข้างหลัง
ทันใดนั้น สาวน้อยก็เท้าสะเอว เชิดหน้าใส่ "เจ้าเด็กนักพรต เจ้าเป็นศิษย์ของชิงหยวนเมี่ยวเต้าเจินจวิน (เทพเอ้อร์หลาง) รึ?"
"ถูกต้องครับ ไม่ทราบว่าแม่นาง..."
เจียงฉีพยักหน้า ยังพูดไม่ทันจบ สาวน้อยชุดเขียวก็แทรกขึ้นมา
"งั้นทำไมยังไม่รีบคารวะท่านอาหญิง (ซือซู) อีก?"
"อาหญิง?"
เจียงฉีเลิกคิ้ว "แม่นางเป็นอาหญิงของข้าทางไหนไม่ทราบ"
"ฮึๆ จะบอกให้เจ้าเด็กนักพรตรู้ไว้ ข้าน่ะเป็นศิษย์ของเจ้าแม่หลีซาน (หลีซานเหล่าหมู่) เจ้าลองนับดูสิ ว่าข้ามีศักดิ์เป็นอาหญิงของเจ้าหรือเปล่า"
สาวน้อยชุดเขียวเชิดหน้าอย่างภูมิใจ หัวเราะฮึๆ
"เจ้าแม่หลีซาน..."
ชื่อนี้เจียงฉีเคยได้ยิน รู้ว่าเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง
และรู้ด้วยว่า ในยุคโบราณ ท่านใช้พระนามว่า "พระแม่หวูตัง" ท่องเที่ยวไปทั่ว
พระแม่หวูตัง เป็นหนึ่งในสี่ศิษย์เอกของศาสดานิกายเจี๋ยเจี้ยว
ถ้านับตามศักดิ์ ก็ถือเป็นรุ่นอาจารย์ปู่ (ซือจู่) ของเจียงฉี ส่วนศิษย์ของเจ้าแม่หลีซาน ก็ต้องเป็นรุ่นอา (ซือซู) ของเจียงฉีจริงๆ
ดูเหมือนจะสมเหตุสมผล แต่เจียงฉีไม่ได้รีบเรียกอาหญิง เขามองสาวน้อยชุดเขียวด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
"แอบอ้างชื่อศิษย์ของผู้มีอิทธิฤทธิ์ระดับนั้น แม่นางไม่กลัวฟ้าผ่าตายหรือไง"
"อะ... แอบอ้างอะไรกัน!"
สาวน้อยชุดเขียวเริ่มลนลาน "เจ้าเด็กนักพรต ทำไมไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่บ้างฮะ?"
เจียงฉีไม่ตอบ หยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาเงียบๆ
"สมุดเล่มนี้คือสมุดทะเบียนรายชื่อศิษย์สามนิกาย ถ้าแม่นางเป็นศิษย์เจ้าแม่หลีซานจริง ในนี้ต้องมีชื่อและรูปเงาของแม่นาง เดี๋ยวข้าขอลองเช็คดูหน่อย"
พูดจบ เจียงฉีทำท่าจะเปิดสมุด
"อย่านะ! อย่าๆๆ!"
สาวน้อยชุดเขียวกระโดดโหยง รีบมาคว้ามือเจียงฉีไว้
"ล้อเล่นหน่อยเดียวเอง ทำจริงจังไปได้"
"อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้โกหก ข้าบำเพ็ญเพียรอยู่ที่เขาหลีซานจริงๆ นะ"
[จบแล้ว]