- หน้าแรก
- ชาติใหม่นี้ข้าขอเขียนชะตาเอง
- บทที่ 2 - ย้ายไปเป็นคนเฝ้าศาลที่อื่น?
บทที่ 2 - ย้ายไปเป็นคนเฝ้าศาลที่อื่น?
บทที่ 2 - ย้ายไปเป็นคนเฝ้าศาลที่อื่น?
บทที่ 2 - ย้ายไปเป็นคนเฝ้าศาลที่อื่น?
"ทำไม หรือว่าฉีเอ๋อร์ไม่อยากไป?"
หยางฉานถามยิ้มๆ "หรือในใจฉีเอ๋อร์คิดว่า ธุระของอาหญิงไม่สำคัญพอให้ขุนนางสวรรค์ขั้นเจ็ดอย่างเจ้าลงมือ?"
คำพูดนี้แน่นอนว่าเป็นแค่การหยอกล้อ หยางฉานคิดว่าเจียงฉีคงแค่ยังตั้งตัวไม่ติด เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีที่เขาจะได้ออกจากปากน้ำกวานเจียง
ส่วนเรื่องที่เจียงฉีจะไม่อยากไปกับนาง? ในฐานะอาหญิงที่เลี้ยงดูเขามากับมือ หยางฉานมั่นใจเต็มเปี่ยม
"อยากไปสิครับ อยากไปแน่นอน"
เจียงฉีได้สติ มุมปากยกยิ้ม รีบพยักหน้ารัวๆ
ล้อเล่นน่า ต่อให้อาจารย์ไม่ให้ไป เขาก็ต้องเกาะขาตามไปให้ได้
คำว่า 'เขาหัวซาน' กับ 'หยางฉาน' พอมาอยู่คู่กัน มันหมายถึงอะไร เจียงฉีรู้ดีที่สุด
แถมยังรู้ด้วยว่าเป็นโศกนาฏกรรม โศกนาฏกรรมในทุกนิยามความหมาย
เจียงฉีไม่รู้ว่าจะขัดขวางได้ไหม แต่เขาต้องลองทำ
บุญคุณที่เลี้ยงดูมาสิบห้าปี เจียงฉีไม่มีวันลืม
อย่างมากก็แค่คืนชีวิตที่สองนี้กลับไป เพราะยังไงก็ได้มาฟรีๆ อยู่แล้ว
เจียงฉีไม่ใช่คนของโลกนี้ พูดให้ถูกคือ เขาเกิดมาในชาตินี้พร้อมความทรงจำจากชาติก่อน
เขาจำเรื่องราวในอดีตได้ แต่ไม่ได้เอานิสัยหรือบุคลิกเดิมติดมาด้วย
ปกติแล้ว คนแบบเจียงฉีมักจะถูกความทรงจำชาติก่อนครอบงำจนเสียตัวตนในชาตินี้ไป
แต่เจียงฉีพอเริ่มรู้ความในชาตินี้ ก็ถูกหยางเจี่ยนกับหยางฉานรับมาเลี้ยง แถมยังจับฝึกวิชาตั้งแต่ยังแบเบาะ
จิตวิญญาณจึงมั่นคงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป บวกกับการได้รับไอทิพย์หล่อเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายและจิตใจจึงไม่ใช่ปุถุชนอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ถูกความทรงจำชาติก่อนกลืนกิน
แต่เจียงฉีรู้ดีว่า ความทรงจำชาติก่อนของเขาน่าจะเป็นเรื่องจริงแปดเก้าส่วน
ตำนานปรัมปราในโลกก่อน กลับกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ในโลกนี้
ไม่ว่าจะเป็นสามศาสดาประชุมพลบัญชาเทพ หรือเส้นทางสายตะวันตกแปดสิบเอ็ดอุปสรรค ทุกอย่างตรงกับความทรงจำเป๊ะๆ
ณ ช่วงเวลานี้ สวรรค์ปกครองสามภพอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
นิกายเจี๋ยเจี้ยวเหลือแค่ลูกแมวลูกหมาสองสามตัว นิกายเหรินเจี้ยวก็ปลีกวิเวกไม่ยุ่งทางโลก นิกายใหญ่ที่ยังโลดแล่นในสามภพจึงเหลือแค่ฉานเจี้ยวกับพุทธศาสนา
ในยุคที่ไร้เงาเหล่ามหาศาสดา การแก่งแย่งระหว่างเต๋ากับพุทธยังคงดุเดือด ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ
ตอนนี้ดูเหมือนฝ่ายพุทธจะภาษีดีกว่าหน่อย
เพราะการเดินทางสู่ตะวันตกจบลงแล้ว แต่ก็ยังไม่จบสมบูรณ์
พระถังซัมจั๋งและคณะได้บรรลุเป็นพุทธะ ประทับอยู่ ณ เขาหลิงซาน
แต่คลื่นใต้น้ำยังคงกระเพื่อมไหว
เดิมทีเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเจียงฉี ต่อให้พุทธศาสนาแผ่ขยายไปทั่วสามภพ เต๋าก็ยังเป็นเต๋า พุทธก็ยังเป็นพุทธ
สองนิกายนี้ไม่มีทางทำลายล้างกันได้ เพราะต่างก็สืบทอดมาจากมหาศาสดาระดับนักบุญ
ส่วนเจียงฉี ในฐานะศิษย์เอกเพียงคนเดียวของหยางเจี่ยน ทายาทสายตรงของนิกายฉานเจี้ยว ในยุคที่ไร้ภัยพิบัติใหญ่แบบนี้ ตามทฤษฎีแล้ว ต่อให้เจียงฉีเหลือแค่เศษเสี้ยววิญญาณ หยางเจี่ยนก็พร้อมจะบุกไปนรกขุมลึกที่สุดเพื่อลากเขากลับมา
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงฉียังมีตำแหน่งเทวดาในสังกัดสวรรค์ เป็นถึงขุนนางเซียนขั้นเจ็ด สังกัดหอลิขิตสวรรค์ มีชื่อจารึกในสมุดทะเบียนสวรรค์อย่างถูกต้อง
ตำแหน่งนี้แน่นอนว่าใช้เส้นก๋วยจั๊บ
ไม่ใช่เส้นของหยางเจี่ยน แต่เป็นเส้นของหยางฉาน
เจ้าหยางเจี่ยนคนนี้ชื่อเสียงบนสวรรค์ไม่ค่อยจะดีนัก คำว่า 'รับราชโองการแต่ไม่รับฟังคำสั่ง' ก็มาจากเขานี่แหละ
แม้ประมุขแห่งสวรรค์จะไม่ชอบขี้หน้าหลานชายคนนี้ แต่กับหลานสาวอย่างหยางฉาน ท่านเอ็นดูหนักหนา
หลานสาวเอ่ยปากขอตำแหน่งขุนนางเล็กๆ ขั้นเจ็ด องค์มหาเทพสูงสุดย่อมไม่ขัดศรัทธา
ด้วยสถานะของเจียงฉี มีคนหนุนหลัง พรสวรรค์ก็สูงส่ง ถ้าเขาอยากจะเป็นเซียนรักอิสระ ลอยชายไปวันๆ ก็ย่อมได้
แต่ติดที่ว่า เจียงฉีไม่ได้ไร้ซึ่งบ่วงกรรม หรือจะพูดให้ถูกคือ คนรอบตัวเขามีบ่วงกรรม
คนคนนั้นคือ หยางฉาน
เจ้าแม่ซานเซิ่งหมู่แห่งเขาหัวซาน ตำแหน่งคือเจ้าแม่ผู้ดูแลภูเขา แม้จะดูเหมือนเป็นตำแหน่งรอง แต่ศักดิ์ฐานะกลับสูงส่งถึงขั้นสามรอง เป็นที่โปรดปรานขององค์มหาเทพผู้เป็นลุง
แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นคือ ในความทรงจำของเจียงฉี เขาหัวซานคือหลุมพรางสำหรับหยางฉาน
หลุมพรางขนาดมหึมา
ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมต่อเนื่อง
ชะตากรรมอันน่าเศร้าของพ่อแม่หยางเจี่ยนและหยางฉาน กำลังจะฉายซ้ำที่ตัวหยางฉานเอง
เพียงแต่คราวนี้ ผู้รับบทตัวร้ายไม่ใช่องค์มหาเทพ แต่เป็นหยางเจี่ยน
ตำนานผ่าเขาช่วยแม่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
และนี่คือสิ่งที่เจียงฉีไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้น
เขาอยากลองดูว่าจะขัดขวางได้ไหม
ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่ามหาภัยพิบัติหรือไม่ และไม่แน่ใจว่าจะหยุดมันได้ไหม แต่ต้องลองเสี่ยงดู
บอกแล้วไง อย่างมากก็แค่เอาชีวิตนี้ไปแลก
การจะห้ามไม่ให้หยางฉานไปรับตำแหน่งนั้นเป็นไปไม่ได้ เจียงฉีทำได้แค่แก้ปัญหาไปทีละเปลาะ
เดิมทีเจียงฉีกะว่าจะหน้าด้านขอตามไปด้วย ไม่นึกว่าสวรรค์จะเข้าข้าง หยางฉานเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเอง
"งั้นตกลงตามนี้นะ"
หยางฉานยิ้มแก้มปริ ขยี้หัวเจียงฉีด้วยความเอ็นดู "พรุ่งนี้ เจ้าตามอาหญิงไปเขาหัวซาน"
"เร็วขนาดนั้นเลยเหรอครับ?"
เจียงฉีตกใจเล็กน้อย
"ราชโองการสวรรค์ลงมาตั้งแต่สองเดือนก่อนแล้ว ช่วงที่ผ่านมารอพี่รองออกจากฌานน่ะจ้ะ"
หยางฉานอธิบาย
หยางเจี่ยนแค่นเสียงฮึดฮัด "อย่าว่าแต่สองเดือน ต่อให้ดึงเกมไปอีกยี่สิบปี หรือสองร้อยปี แล้วจะทำไม?"
เจียงฉีหูผึ่งทันที ถ้าอาจารย์ยื้ออาหญิงไว้ได้สักสองร้อยปี ป่านนั้นนายหลิวเยี่ยนชางคงไปเกิดใหม่สักสามสี่รอบแล้วมั้ง
"พี่รอง..."
หยางฉานส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ส่งสายตาดุๆ ไปให้พี่ชาย
หยางเจี่ยนหงอลงทันตา
เขากวาดตามองเจียงฉี แล้วหันหลังเดินนำ "ตามข้ามา"
"ครับ"
เจียงฉีกะพริบตาปริบๆ ไอ้พวกพี่ชายขี้หวงน้องเอ๊ย
เขาเดินตามอาจารย์ไปจนถึงห้องฝึกสมาธิ เห็นอาจารย์ยืนเอามือไพล่หลังหันหน้าเข้าหากำแพง
"ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เจ้าจะได้เดินทางไกล แม้จะมีฉานเอ๋อร์คอยดูแล แต่ก็ถือว่าเป็นการออกไปเผชิญโลก จงจำไว้ อย่าได้ทำชื่อเสียงข้าเสื่อมเสีย เจออะไรให้คิดให้เยอะ ดูให้มาก อย่าใจร้อนวู่วาม"
เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงอำนาจของหยางเจี่ยนดังขึ้นข้างหูเจียงฉี
"แต่ถ้าโดนใครรังแกโดยไร้เหตุผล ก็ไม่ต้องไปกลัวมัน ทวนสามปลายสองคมของข้าเคยสยบยอดคนทั่วสามภพมาแล้ว"
"จำได้หรือยัง?"
เจียงฉีฟังแล้ว สมองทำการแปลอัตโนมัติเป็น "ศิษย์รักลุยให้เต็มที่ มีปัญหาเดี๋ยวป๋เคลียร์เอง"
เขาประสานมือคารวะ "ศิษย์น้อมรับคำสอนครับ"
"อืม"
หยางเจี่ยนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ปลดถุงใบเล็กขนาดเท่าฝ่ามือออกจากเอว แล้วยื่นให้เจียงฉี
"ในนี้มีกระสุนเงินหนึ่งถุง ให้เจ้าไว้ป้องกันตัว"
"ขอบพระคุณครับอาจารย์"
เจียงฉีรับมาด้วยความดีใจ ใครๆ ก็รู้ว่านอกจากทวนสามปลายสองคมแล้ว เทพเอ้อร์หลางยังมีธนูทองกระสุนเงินที่ยิงร้อยครั้งถูกร้อยครั้ง อานุภาพเจาะเมฆาทลายภูผา
ของดีทั้งนั้น
เจียงฉีกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นอาจารย์เดินไปที่ชั้นวางอาวุธ หยิบกระบี่เล่มหนึ่งลงมา
"กระบี่นี้มีนามว่า ไท่อา เอาไว้ให้เจ้าใช้ต่อสู้ระยะประชิด"
[จบแล้ว]