- หน้าแรก
- ชาติใหม่นี้ข้าขอเขียนชะตาเอง
- บทที่ 1 - ศิษย์งกเงินกับอาจารย์ผู้เสียทรง
บทที่ 1 - ศิษย์งกเงินกับอาจารย์ผู้เสียทรง
บทที่ 1 - ศิษย์งกเงินกับอาจารย์ผู้เสียทรง
บทที่ 1 - ศิษย์งกเงินกับอาจารย์ผู้เสียทรง
"ศิษย์เจียงฉีขอรายงานอาจารย์ วันนี้ได้รับเงินบริจาคค่าธูปเทียนจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งสิ้น สี่ร้อยยี่สิบหกตำลึง หนึ่งเฉียน แปดเฟินครับ"
"เมื่อตอนเที่ยง ศิษย์ไปซื้อแป้งจี่หกแผ่นกับหัวหมูหนึ่งชั่งที่ร้านตาหลิวหน้าศาลเจ้า ตามราคาต้องจ่ายสองเฉียนสี่เฟิน แต่พอบอกชื่อเสียงเรียงนามของอาจารย์ไป ตาหลิวแกซาบซึ้งในพระคุณ เลยคิดแค่หนึ่งเฉียนแปดเฟิน"
"สรุปยอดรวมวันนี้ ค่าธูปเทียนสุทธิอยู่ที่สี่ร้อยยี่สิบหกตำลึงถ้วน ในจำนวนนี้มีสองร้อยตำลึงที่เป็นค่าแก้เซียมซีจากคุณหนูรองตระกูลกัว จริงๆ แล้วไม่ควรนับรวมเป็นค่าธูปเทียน แต่ด้วยความกตัญญูที่ศิษย์มีต่ออาจารย์..."
ภายในศาลเจ้าเทพเอ้อร์หลางแห่งปากน้ำกวานเจียง เจียงฉีนั่งคุกเข่าตัวตรงแด่วอยู่หน้าเทวรูปเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ในมือถือสมุดบัญชี พลางร่ายยาวรายงานตัวเลขยิบย่อยทีละรายการ
"ดังนั้น เงินค่าธูปเทียนวันนี้ ศิษย์กับอาจารย์แบ่งกันคนละครึ่ง ได้ไปคนละสองร้อยสิบสามตำลึงถ้วน ศิษย์ลงนามประทับลายนิ้วมือไว้ในบัญชีเรียบร้อย โปรดตรวจสอบด้วยครับ"
พูดจบ เจียงฉีก็พลิกสมุดบัญชีโชว์ให้เทวรูปดูแวบหนึ่ง ก่อนจะเก็บใส่กล่องใบน้อยข้างตัว
เขาเงยหน้ามองเทวรูปที่นั่งนิ่งอยู่บนแท่นบูชา สีหน้าของท่านยังคงเปี่ยมด้วยความเมตตาต่อสรรพสัตว์เช่นเดิม
อาจารย์ไม่พูดอะไร แสดงว่าตกลงตามนี้
เจียงฉีพยักหน้าเงียบๆ รีบลุกขึ้นยืนแล้วเปิดตู้บริจาค แอ่นก้นมุดลงไปควานหาส่วนแบ่งของตัวเอง
"ปัง!"
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ บนก้นของเจียงฉีก็มีรอยเท้าขนาดใหญ่ประทับอยู่ ร่างของเขาพุ่งหลาวเข้าไปในตู้บริจาคดังโครม
ตู้บริจาคล้มคว่ำ เจียงฉีกลิ้งขลุกๆ อยู่ข้างใน ก่อนจะโผล่หัวออกมาอย่างมึนงง
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งดั่งต้นสน อายุราวๆ ยี่สิบเจ็ดปี สวมหมวกทรงเมฆาอาภรณ์สีน้ำใส สวมรองเท้าสาน
ชายหนุ่มผู้นี้รูปงามเป็นเลิศ แฝงความองอาจห้าวหาญ กลางหน้าผากมีลวดลายเทพสีเงินประทับอยู่ ดูราวกับเป็นดวงตาที่สาม
ทว่าเวลานี้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นดำทะมึน จ้องเขม็งมองหัวที่โผล่ออกมาจากตู้บริจาค
เด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา อายุราวสิบสี่สิบห้าปี สวมชุดนักพรตสีแดงสด ปิ่นปักผมเสียบไว้อย่างลวกๆ ปล่อยให้ปอยผมสองสามเส้นชี้โด่ชี้เด่
ทั้งที่เป็นเด็กหน้าตาน่าเอ็นดู แต่หยางเจี่ยนกลับรู้สึกขัดหูขัดตาพิลึก
คงเป็นเพราะช่วงที่เขาเก็บตัวฝึกวิชา ไอ้เจ้าศิษย์ตัวแสบนี่มาจุดธูปภาวนาหน้าเทวรูปเขาทุกวี่ทุกวัน
ถ้าเป็นเรื่องการงาน หรือแค่มาแสดงความเคารพก็ว่าไปอย่าง แต่ไอ้เด็กบ้านี่วันๆ พูดแต่เรื่องแบ่งเงิน!
ศาลเจ้าเทพเอ้อร์หลางอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านปากน้ำกวานเจียง กลับถูกศิษย์เนรคุณทำให้เหม็นโฉ่ไปด้วยกลิ่นเงินตรา
"อาจารย์ออกจากฌานแล้วเหรอครับ?"
เจียงฉีกะพริบตาปริบๆ ลุกขึ้นยืนจากกองเงิน บนหัวยังมีตั๋วแลกเงินแปะอยู่หนึ่งใบ
เขาประสานมือคารวะหยางเจี่ยนแล้วพูดว่า "ยินดีด้วยครับที่อาจารย์ออกจากฌาน พลังตบะคงรุดหน้าไปไกล อาจารย์ช่างมีบุญวาสนาจริงๆ!"
"เหอะ"
หยางเจี่ยนแค่นหัวเราะ "ถ้าอาจารย์ไม่ออกมา เกรงว่าตำแหน่งเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งกวานเจียงคงต้องเปลี่ยนมือแล้วมั้ง"
"อาจารย์พูดอะไรอย่างนั้นครับ?"
เจียงฉีเกาหัวแกรกๆ ทำหน้างง "ถ้าท่านหมายถึงศิษย์ล่ะก็ ท่านเข้าใจผิดมหันต์เลย"
"เศรษฐีอันดับหนึ่งอย่างท่านเศรษฐีกัว ที่บ้านมีเงินฝากตั้งสามล้านห้าแสนแปดพันสองร้อยตำลึง"
"ส่วนศิษย์เก็บหอมรอมริบมาสิบปี เพิ่งจะมีแค่สามหมื่นหกพันหกร้อยสิบสี่ตำลึงกับอีกสองเฉียนเอง"
"ยังห่างไกลครับ ยังห่างไกลอีกเยอะ"
หยางเจี่ยนฟังแล้วหน้าดำยิ่งกว่าเดิม ดีดนิ้วเปรี้ยงเข้าที่หน้าผากลูกศิษย์ ตวาดว่า "ไอ้ศิษย์ทรพี! คิดว่าอาจารย์ชมเจ้าหรือไง? พวกเราผู้บำเพ็ญเพียรควรทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ละเว้นกิเลส ทำไมเจ้าถึงได้เอาแต่พูดเรื่องเงินๆ ทองๆ ทุกวี่ทุกวันแบบนี้?"
"แล้วอีกอย่างเจ้ารู้ได้ยังไงว่าบ้านเศรษฐีกัวมีเงินฝากเท่าไหร่?"
เจียงฉีกุมหน้าผาก บ่นอุบอิบ "คุณหนูรองบ้านนั้นบอกมาครับ นางเป็นคนซื่อๆ ถามอะไรก็บอกหมด"
"ไอ้ศิษย์เวร!"
หยางเจี่ยนหน้ามืดครึ้มลงอีก "นี่เจ้าถึงขั้นไปเกี้ยวพาราสีผู้หญิงเลยเรอะ?!"
ในฐานะเทพวารี เทพพิรุณ เทพขุนเขา เทพธัญญาหาร เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเทพแห่งการล่าสัตว์ ประจำปากน้ำกวานเจียง เรียกได้ว่าหยางเจี่ยนเหมาสัมปทานดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านที่นี่ทั้งหมด ย่อมรู้จักชาวบ้านร้านตลาดเป็นอย่างดี
เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าคุณหนูรองตระกูลกัวเป็นเด็กอัจฉริยะมาตั้งแต่เล็ก
คนซื่อ?
สงสัยจะซื่อแค่กับลูกศิษย์เขาคนเดียวล่ะมั้ง?
"คุณหนูรองนางวิ่งแจ้นมาหาเอง เกี่ยวอะไรกับศิษย์เล่า"
เจียงฉีเถียงพึมพำอย่างไม่ยอมลดละ
"เฮ้อ..."
หยางเจี่ยนถอนหายใจ เอื้อมมือไปด้านหลังเอวหยิบแส้ออกมาสะบัดดังขวับ
"เรื่องแบบนี้ ตบมือข้างเดียวมันจะดังได้ยังไง?"
เจียงฉีไม่ได้ฟังที่อาจารย์บ่นสักนิด พอเห็นแส้ก็รีบวิ่งจู๊ดไปหลบหลังเสาทันที
โผล่มาแต่หัวแล้วตะโกนว่า "อาจารย์ ต่อให้ศิษย์ผิดจริง แต่ท่านเล่นควักแส้ไล่ภูผาออกมาแบบนี้ มันไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ?"
"หึๆ"
หยางเจี่ยนแสยะยิ้มเย็น เริ่มนึกเสียใจที่เก็บตัวไปสิบปี ไม่ได้แบ่งเวลามาดูแลไอ้ศิษย์ตัวแสบให้ดีกว่านี้
"พี่รอง ท่านทำอะไรน่ะ?"
เสียงนุ่มนวลที่ดังขัดจังหวะขึ้นมา ทำให้ไฟโทสะของหยางเจี่ยนมอดลงทันควัน
"น้องสาม ออกมาทำไมรึ?"
หยางเจี่ยนหันขวับ แส้ในมืออันตรธานหายไป ใบหน้าเปื้อนยิ้มอบอุ่นทันตาเห็น
ถ้าพวกนางฟ้าข้างนอกมาเห็นเข้า คงกรี๊ดสลบ
เทพเอ้อร์หลางผู้เย็นชา ปากคอเราะร้ายกับทุกคน กลับมีมุมอ่อนโยนปานนี้เชียวหรือ?
น่าเสียดายที่ความอ่อนโยนของหยางเจี่ยน มีไว้ให้คนไม่กี่คนเท่านั้น
หญิงสาวผู้หนึ่งเดินออกมาจากเรือนหลัง นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวมรกต รูปโฉมงดงามหมดจดราวกับดอกบัวบาน
นางคือหยางฉาน น้องสาวแท้ๆ ของหยางเจี่ยน
"อาหญิงช่วยผมด้วย!"
เจียงฉีตะโกนลั่น
รอยยิ้มบนหน้าหยางเจี่ยนกระตุกกึก มุมปากสั่นระริก
"พี่รอง"
หยางฉานมองปราดเดียวก็รู้เรื่อง นางปลอบพี่ชายคำสองคำแล้วเดินไปหาเจียงฉี ดึงตัวออกมาจากหลังเสา ลูบผมที่ยุ่งเหยิงของหลานชายอย่างเบามือ โดยไม่หันไปมองพี่ชาย พลางพูดว่า "พี่รองอย่าโกรธไปเลย ฉีเอ๋อร์แม้จะมีตบะติดตัว แต่เขาก็ไม่ใช่เซียนอมตะอย่างพวกเรา ปีนี้เขาเพิ่งจะสิบห้า เป็นวัยที่กำลังสนใจเพศตรงข้าม"
"ต่อให้พี่รองเห็นว่าไม่เหมาะสม ก็ควรค่อยๆ สั่งสอน ไม่ใช่เอะอะก็ลงไม้ลงมือ นี่ไม่ใช่วิธีสอนศิษย์ที่ดีเลยนะ"
"เจ้าก็ให้ท้ายมันเข้าไป"
หยางเจี่ยนถอนหายใจอย่างระอา เขารู้ดีว่าช่วงที่ตนเก็บตัว หยางฉานเป็นคนดูแลเจียงฉีมาตลอด
ที่เจียงฉีเสียนิสัยแบบนี้ ต้องเป็นเพราะหยางฉานตามใจแน่ๆ
"พี่รอง ตอนนี้ฉีเอ๋อร์กำลังอยู่ในวัยซุกซน อยากรู้อยากเห็น อยากลองทำนู่นทำนี่"
หยางฉานมองเด็กหนุ่มที่ดูดีขึ้นผิดหูผิดตาฝีมือการจัดทรงของนาง แล้วหันไปยิ้ม "โบราณว่า ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ สู้ปล่อยให้เขาไปเจอเอง ไปลองเอง จะได้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด จริงไหม?"
"ต่อให้ทำผิด ก็ยังมีอาจารย์อย่างพี่รองคอยหนุนหลังให้อยู่ทั้งคน"
"ในใจน้อง พี่รองทำได้ทุกอย่าง แค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ สบายมากอยู่แล้ว"
เจอไม้นวมผสมลูกยอเข้าไป หยางเจี่ยนก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง
"แต่ว่านะ ฉีเอ๋อร์ เจ้าต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ"
หยางฉานหันมาหาเจียงฉี สีหน้าจริงจังขึ้น "ความสงสัยในเรื่องชายหญิงไม่ใช่ความผิด แต่ฉีเอ๋อร์ต้องรู้ไว้ว่า อนาคตของเจ้าถูกกำหนดให้เป็นเซียน"
"อายุสิบห้า บรรลุขั้นจิตวิญญาณหยางระดับสูงสุด อีกเพียงครึ่งก้าวก็จะเปิดประตูสวรรค์ กลายเป็นเซียนเต็มตัว พรสวรรค์ระดับนี้ในแดนสวรรค์ยังหาตัวจับยาก หมื่นคนจะมีสักคน แม้แต่ความเป็นอมตะก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม"
"อาหญิงเคยเห็นคุณหนูรองตระกูลกัวแล้ว นางไม่มีรากฐานการบำเพ็ญเพียร หากฉีเอ๋อร์มีใจให้นางจริงๆ แค่สิบปีหรือยี่สิบปีคงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าผ่านไปห้าสิบปี หกสิบปี นางแก่ชราลง สังขารโรยรา แต่เจ้ายังคงเป็นหนุ่มน้อยรูปงาม"
"ถึงเวลานั้น ฉีเอ๋อร์จะทำอย่างไร?"
"อาหญิงครับ ผมไม่ได้คิดอะไรกับเขาจริงๆ นะ..."
เจียงฉีกะพริบตาปริบๆ อย่างจนใจ
"ไม่มีก็ดีแล้วจ้ะ"
หยางฉานพยักหน้ายิ้มๆ "อนาคตของเจ้ายังอีกยาวไกล หนุ่มน้อยผู้หล่อเหลาปานเทพบุตรเช่นนี้ ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะไปเป็นของหวานให้นางฟ้าองค์ไหน"
"พูดแล้วอาหญิงก็ชักจะหวงซะแล้วสิ"
หยางฉานพูดทีเล่นทีจริง
"ถ้าเจ้าหวงนัก ก็ให้มันตามไปเขาหัวซานด้วยสิ"
หยางเจี่ยนส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ "เจ้าศิษย์ทรพีคนนี้มีประสบการณ์เป็นคนเฝ้าศาลเจ้า ไปอยู่ที่เขาหัวซานก็น่าจะพอช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าได้บ้าง"
"ถ้าพี่รองยอมปล่อยคน น้องย่อมยินดีพันครั้งหมื่นครั้ง"
หยางฉานได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างประหลาดใจ
ตั้งแต่เก็บเจียงฉีมาเลี้ยงจนโตป่านนี้ สองพี่น้องไม่เคยให้เขาออกไปจากปากน้ำกวานเจียงเลย ปากหยางเจี่ยนก็บอกว่ากลัวไอ้เด็กบ้าจะเอาชื่อเขาไปทำเรื่องขายหน้า
แต่หยางฉานรู้ดีที่สุด พี่ชายเธอนั่นแหละที่ทำใจปล่อยเจียงฉีออกไปเผชิญโลกไม่ได้
ถ้าจะพูดว่าใครตามใจเจียงฉีที่สุด ก็หยางเจี่ยนนี่แหละตัวดี
ตอนนี้ พี่รองตัดใจได้แล้วหรือ?
หยางฉานมองไปที่เจียงฉีอย่างครุ่นคิด
เห็นแต่เจียงฉีตาโตเท่าไข่ห่าน
อาหญิงจะไปเขาหัวซาน?
เนื้อเรื่องเริ่มแล้วเหรอเนี่ย?!
[จบแล้ว]