เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.53 - อุบายในยามสิ้นหวัง

หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.53 - อุบายในยามสิ้นหวัง

หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.53 - อุบายในยามสิ้นหวัง


หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.53 - อุบายในยามสิ้นหวัง

 

นอกจากนี้ การตื่นขึ้นของเทคนิคดาบตัดสายลม ยังช่วยให้เขาสามารถซ่อนตัวดาบไว้ในความว่างเปล่าได้อีกด้วย และเพียงใช้พลังวิญญาณกระตุ้นเทคนิคดังกล่าว คุณก็จะสามารถเรียกดาบออกมาจากอากาศที่ว่างเปล่าได้ทุกที่ทุกเวลา

 

ด้วยสิ่งนี้เพียงอย่างเดียว ก็พอแล้วที่จะสามารถชดเชยเวลานับไม่ถ้วนที่จำเป็นต้องเสียไปกับการชักดาบได้

 

ในชีวิตก่อนหน้า มีผู้คนมากมายที่ได้ต้องการเรียนรู้เทคนิคตัดสายลม เพียงเพราะกระบวนท่าที่สามารถเรียกดาบออกมาจากอากาศที่ว่างเปล่าได้นั้นมันเท่ระเบิด!

 

ผู้ฝึกดาบนับไม่ถ้วนแทบจะกรีดเลือดกรีดเนื้อขายเพื่อต้องการที่จะซื้อชุดเทคนิคดาบตัดสายลม

 

ส่วนเหตุผลที่กู่ฉิงซานเลือดชุดเทคนิคดาบชุดนี้ ส่วนใหญ่ก็เนื่องมาจากในเวลาที่โจนทะยานเข้าไปกลางวงล้อมเผ่ามาร เขาจะได้เรียกดาบออกมาใช้งานได้สะดวก มันจะช่วยให้เขาสามารถวาดคมดาบออกไปได้อย่างว่องไว และช่วยให้ใช้ออกด้วยสกิลอื่นๆได้อย่างสะดวกสบายขณะที่กำลังวิ่งด้วยเร็วสูง

 

นอกจากนี้ ชุดเทคนิคดาบตัดสายลมยังเป็นเทคนิคดาบ เทคนิคแรกที่เขาใช้ชีวิตเข้าแลกล่าสังหารกับเผ่ามารเพื่อให้ได้มันมาครอบครองอีกด้วย

 

กู่ฉิงซานกวัดแกว่งร่ายรำดาบในมือ ขณะที่ในหัวใจสัมผัสได้ถึงรสชาติแห่งความปิติ

 

เหลิงเทียนสิงที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะพึมพำในจิตใจ

 

ฉากที่เห็นนี้มันแปลกโดยแท้

 

ฉากที่ชายหนุ่มผู้สวมเกราะหนามแหลมบนไหล่ ประกอบกับกำลังร่ายรำดาบในมือ ในขณะเดียวกันก็ยังแบกดิสก์ค่ายกลขนาดใหญ่เอาไว้บนหลัง …

 

ตกลงว่านี่เขาจะเป็นอะไรกันแน่?

 

เป็นนักสู้หวูเต๋า?

 

เป็นผู้ฝึกดาบ?

 

หรือเป็นปรมาจารย์ค่ายกล?

 

หากกล่าวว่าเน้นหนักไปทางปรมาจารย์ค่ายกลก็คงนับว่าโชคดี เพราะตราบใดที่เขามีพรสวรรค์ที่จะสามารถฝึก ‘หกศิลป์’ ได้การที่จะเลือกหวูเต๋าหรือผู้ฝึกดาบเป็นสายรองก็ยังพอเป็นไปได้

 

แต่ตัวตนแบบนั้นนับว่าหายากยิ่ง

 

ส่วนสำหรับ หวูเต๋าที่เป็นนักสู้มือเปล่าแต่กลับฝึกฝนสกิลดาบไปด้วยในตัว เหลิงเทียนสิงไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

มองไปยังกู่ฉิงซานที่กำลังร่ายรำดาบ เห็นได้ชัดว่าตัวเขาดูราวกับเป็นนักดาบที่เคี่ยวกรำไปด้วยประสบการณ์มาหลายปี

 

เหลิงเทียนสิงไม่อาจระงับใจให้เอ่ยถามออกไปได้ว่า “อันที่จริงแล้วคุณเป็นผู้ฝึกยุทธสายอะไรกันแน่? นักดาบ หรือ นักสู้? ฉันมองไม่ออกจริงๆ”

 

กู่ฉิงซานได้ยินคำถาม ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัวนิดๆ เขาไม่สามารถกล่าวออกไปโดยตรงได้ว่า ‘เขาเลือกที่จะใช้แต้มพลังวิญญาณในการเรียนรู้สกิลต่างๆโดยตรง ทำให้สามารถเข้าใจและใช้ออกด้วยสกิลของทุกสายได้เลยไม่จำเป็นต้องฝึกฝน’

 

เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับคำตอบและเอ่ย “อืมมม ถ้าจะเอาตรงๆก็ขอบอกว่าฉันไม่ใช่นักสู้หวูเต๋าที่พิเศษอะไร ...และก็ไม่ใช่ปรมาจารย์ค่ายกลของแท้ด้วย” แน่นอนว่าประโยคหลังเขาเอ่ยในใจ

 

เหลิงเทียนสิงพยายามขบคิดในห้วงสติซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงกล่าว “ไม่ใช่นักสู้หวูเต๋าที่พิเศษอะไร?”

 

กู่ฉิงซานกลืนเม็ดยาปราณกระเรียนแดงและกล่าว “ฉันมีวิธีการบางอย่างที่สามารถทำให้เรียนรู้วรยุทธหลายแขนงได้ แต่จะให้บอกว่าฉันเป็นนักสู้หวูเต๋าขนานแท้ก็คงไม่ใช่เสียทั้งหมด”

 

“และแน่นอนว่าฉันก็พอจะรู้เกี่ยวกับเทคนิคดาบและค่ายกลอยู่บ้างเช่นกัน”

 

เหลิงเทียนสิงตะลึง แต่ก็ยังรู้สึกว่านี่มันค่อนข้างจะเหลือเชื่อเล็กน้อย

 

กู่ฉิงซานไม่เอ่ยอธิบายอีกต่อไป ตาทั้งสองของเขาปิดลง เริ่มควบคุมลมหายใจ และค่อยๆใช้พลังวิญญาณละลายเม็ดยาปราณกระเรียนแดงจนย่อยสลายไปโดยสมบูรณ์

 

ผ่านไปนาน เหลิงเทียนสิงก็กล่าว “การที่คุณเรียนรู้มากเกินไป ในอนาคต หากต้องการจะให้เทคนิคใดปีนป่ายขึ้นไปอยู่เหนือล้ำกว่าเทคนิคอื่นๆมันจะเป็นเรื่องยากกว่าการเรียนรู้เพียงสายเดียว”

 

นี่คือคำแนะนำที่ดี และถูกต้อง … สำหรับคนทั่วๆไป

 

หากผู้ฝึกยุทธเบี่ยงเบนความสนใจไปในหลายสิ่งมากเกินไป มันไม่เป็นสิ่งที่ดีเลย เรื่องนี้จะส่งผลโดยตรงต่อยามเมื่อเขากำลังจะอัพเลเวลเข้าสู่ขอบเขตใหม่ มันจะยากกว่าคนปกติมากๆ

 

กู่ฉิงซานรู้สึกถึงความห่วงใยของอีกฝ่าย เขาจึงเผยรอยยิ้มออกมาและกล่าว “ไม่มีปัญหาหรอก ฉันมีวิธีเฉพาะทางอยู่แล้วน่ะ”

 

เหลิงเทียนสิง “วิธีเฉพาะทาง? หมายความว่ายังไง”

 

กู่ฉิงซาน “เอ่อ ก็วิธีเฉพาะทางที่จะช่วยให้ฉันได้มีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ยังไงล่ะ”

 

คำกล่าวนี้แม้เป็นเพียงแค่คำที่เรียบง่าย ธรรมดาๆ แต่น้ำเสียงของเขามันกลับเต็มไปด้วยความทุกข์ตรมของการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด

 

หลังจากที่ต่อสู้มาหลายปีจนสุดท้ายก็มาถึงวันสิ้นโลก ทำให้มนุษย์ได้มองเห็นภาพที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่

 

เหลิงเทียนสิงฟังคำกล่าวนี้อย่างรอบคอบ

 

หลังจากเอ่ยจบ กู่ฉิงซานก็ยืนขึ้น ก่อนจะโค้งตัวลงไปด้านหน้าเล็กน้อย เฉกเช่นเดียวกับในตอนที่วูจินกระทำ หนามแหลมบนเกราะถูกชี้ออกไปยังเบื้องนอกค่ายกล ก่อนที่เขาจะย่ำถอยหลังไปหลายก้าว

 

กู่ฉิงซาน “มีเวลาอีกครึ่งก้านธูป ก่อนที่ค่ายกลนี้จะหายไป”

 

เหลิงเทียนสิงอดไม่ได้ที่จะถาม “แล้วพวกเราจะร่วมมือกันยังไง?”

 

เมื่อต้องอยู่เป็นกลุ่มหรือทีม เขามักจะได้รับบทบาทเป็นหัวหน้าเสมอ แต่หลังจากที่ทุกคนตกตายกันไปหมดแล้ว และเหลือเพียงแค่เขากับกู่ฉิงซาน เขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตนได้ยกตำแหน่งหัวหน้าให้กู่ฉิงซานไปแล้ว

 

ด้วยขอบเขตก่อตั้งขั้นสูงสุด การเอ่ยปากขอความคิดเห็นจากคนที่เป็นเพียงปราณปรับแต่ง นับว่าเป็นเรื่องที่หายากยิ่ง

 

แน่นอนว่าทั้งสองไม่มีใครตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่กลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

 

กู่ฉิงซานชี้ดาบออกไปนอกค่ายกลและกล่าว “เห็นมารตัวนั้นไหม?”

 

มันคือเผ่ามารที่ลอบโจมตีเขาในครั้งก่อน

 

“เห็น”

 

“มอนสเตอร์ตัวนั้นมีกลิ่นเหม็นฉุนที่รุนแรงมาก มันถูกเรียกว่ามารชิฝู ไม่ว่าจะคนหรือมารก็ล้วนเกลียดชังมัน ฉันต้องการให้คุณจัดการนำดวงตาของมันมาให้ฉัน”

 

เหลิงเทียนสิงขับเคลื่อนเทคนิคมนตราจากทั่วร่าง ก่อนจะยืนขึ้นและกล่าว “ต้องการให้ฉันออกไปฆ่ามันเลยรึเปล่า?”

 

กู่ฉิงซานกล่าวปราม “ไม่ๆ มันเป็นมารสมองทึบ พวกเราจะใช้กลยุทธล่อมันเข้ามาใกล้ๆแทน”

 

กู่ฉิงซานมองไปยังซากแหลกละเอียดของมารน้อยครองใจบนพื้น ก่อนจะหยิบเลือดมอนสเตอร์งูออกมาและเทมันลงบนซากมารน้อย

 

หลังจากนั้นเขาก็ขุดก้อนหินใต้ดินขนาดเท่าครึ่งตัวเด็กขึ้นมาหลายก้อน และจัดวางมันมันเรียงๆกันบนพื้นดิน

 

และเริ่มต้นชโลมซากร่างมารน้อยที่ผสมผสานไปกับเลือดงูลงบนก้อนหินอย่างระมัดระวัง

 

เหลิงเทียนสิงมองดูฉากนี้อย่างเงียบๆ

 

ทุกสิ่งอย่างที่คนผู้นี้กระทำอยู่เหนือจินตนาการของเขา

 

ภายนอกค่ายกล มารชิฝู กำลังคลานอย่างช้าๆ

 

มันยังคงหิวโหย และพยายามที่จะจับเผ่ามารตนอื่นๆที่อยู่รอบๆกิน

 

ทว่ามารเหล่านั้นอยู่ห่างไกลจากมันมากเกินไป พวกมันยอมที่จะไปเบียดเสียดกันเป็นกลุ่มก้อนกับตัวอื่นๆ แทนที่จะต้องมาอยู่ใกล้กับมารชิฝู

 

แม้ว่ามารชิฝูจะแข็งแกร่ง แต่ช่วยไม่ได้ที่มันเคลื่อนไหวช้าเกินไป แค่มันเข้ามาใกล้เพียงก้าวเดียว มารตนอื่นๆก็วิ่งหนีไปหลายก้าวแล้ว ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่มันจะได้กินแต่พวกซากเน่าๆที่ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว

 

มารชิฝูดูจะหงุดหงิดเล็กน้อย และในตอนนั้นเอง จู่ๆมันก็ได้ยินเสียง ‘ปุก’ ตกลงมาข้างตัวมันพร้อมด้วยกลิ่นอันเย้ายวนใจโชยมา

 

ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเพียงหินสี่เหลี่ยม แต่สีของมันดูจะแตกต่างไปจากหินทั่วๆไปเล็กน้อย และสีนี้ … ก็เป็นสีที่มันโปรดปราน

 

มารชิฝูทำจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นออกไปโดยสัญชาตญาณ

 

นี่มันกลิ่นของเลือด!

 

แม้กลิ่นจะยั่วยวน แต่มันก็ขนาดเล็กเกินไป แทบจะไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นไม้จิ้มฟันของมันด้วยซ้ำ

 

ทว่าก็มิได้หมายความว่ามารชิฝูจะละเลย ด้วยกลิ่นอายเลือดที่ยั่วยวนผสานไปกับกลิ่นอายที่เต็มไปด้วยพลัง ยิ่งช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร

 

ในที่สุดมารชิฝูก็เลื้อยลงบนพื้นดินและงับเอาก้อนหินใส่ปากแล้วเคี้ยวกรึบกรึบ

 

รสชาติที่ดี! แต่นี่มันน้อยเกินไป

 

และในตอนนั้นมารชิฝูก็ได้ยินเสียง ‘ปุก’ อีกครั้ง และสิ่งแปลกปลอมดังกล่าวก็อยู่ไม่ห่างจากกายของมันมากนัก

 

เป็นระยะที่สามารถเข้าถึงได้ เพียงเคลื่อนไหวแค่เล็กน้อย

 

มารชิฝูคลานไปอย่างช้าๆและกินมันเข้าไป

 

กลิ่นอายที่แฝงไปด้วยพลัง และหอมหวล ทว่าครั้งนี้กลับผสมผสานเข้ากับความรู้สึกหนาวเย็น … แต่ดูเหมือนว่ามารชิฝูจะไม่ได้ใส่ใจถึงสัมผัสสุดท้าย

 

‘มีอีกไหม?’

 

มารชิฝูรอคอยด้วยความหวัง

 

และปาฏิหาริย์ก็ปรากฏ!

 

ก้อนหินสี่เหลี่ยมอีกก้อนตกลงในจุดที่ไม่ไกลออกไป

 

มารชิฝูรีบเคลื่อนร่างของมันอย่างรวดเร็ว

 

…….

 

กู่ฉิงซานเฝ้าจับตามองมารชิฝูและกล่าว “ถ้ามันมาถึงระยะโจมตีเมื่อไหร่ จำไว้ว่ามีโอกาสยิงเพียงครั้งเดียวเท่านนั้น”

 

เหลิงเทียนสิงถาม “แล้วถ้าฉันพลาด?”

 

กู่ฉิงซาน “ก็คงมีวิธีอื่นอีก แต่ไม่มีกลยุทธ์ใดดีไปกว่าอันนี้แล้ว”

 

เหลิงเทียนสิง “ถ้าอย่างงั้น … แล้วถ้าฉันทำสำเร็จล่ะ?”

 

กู่ฉิงซานกล่าวด้วยความระมัดระวัง “ทันทีที่คุณจัดการเรื่องลูกตาให้ฉัน ถึงตอนนั้นฉันจะสานต่อเอง แต่ตอนนี้ค่ายกลเกือบจะถึงขีดจำกัดเวลาแล้ว”

 

“ตกลง”

 

เหลิงเทียนสิงสูดหายใจลึก และจับจ้องสมาธิมุ่งไปยังมารชิฝู

 

เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องที่กู่ฉิงซานจะทรยศ หลังจากทั้งหมดนี้ เนื่องเพราะขอบเขตวรยุทธของเขาที่เหนือล้ำกว่าอีกฝ่ายถึงช่วงขอบเขตใหญ่ ยามเมื่อถูกทรยศและใกล้ตกตาย เขาสามารถรีดเค้นกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อทำให้กู่ฉิงซานตกตายไปด้วยกันได้

 

เหลิงเทียนสิงเหลือบมองไปที่กู่ฉิงซาน

 

เด็กหนุ่มผู้นี้ดูจะไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นเขาไม่สมควรคิดคดทรยศใดๆในสภาพแวดล้อมเช่นนี้

 

ในเวลานั้นเอง กู่ฉิงซานกระซิบเสียงแผ่ว “ลงมือเลย!”

 

เหลิงเทียนสิงระดมพลังวิญญาณมายังพัดหยกในมือ ก่อนจะกวัดแกว่งมัน ปลดปล่อยกระแสที่คล้ายคมดาบทะยานออกไปในแนวเฉียง

 

“ใบมีดน้ำแข็งสะบั้น!”

 

เบื้องนอกค่ายกล ปรากฏเสียงร้องคำรามอันน่าสยองขวัญเขย่าไปทั่วทั้งบริเวณ

 

กระแสเส้นน้ำแข็งเจาะลงบนหน้าผากของมัน หลังจากนั้นเลือดก็สาดกระจายไปทั่ว

 

ใบมีดน้ำแข็ง ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันและกะโหลกเล็กๆกว่าครึ่งก็พลันถูกเฉือนออก

 

มารชิฝูได้รับบาดเจ็บสาหัส ดวงตาของมันกระเด็นหลุดจากร่าง

 

อาการบาดเจ็บเช่นนี้ นับว่าค่อนข้างสาหัสจริงๆสำหรับมัน

 

มารชิฝูกลิ้งร่างเน่าๆไปมาบนพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง

 

ทว่าสองหน่อในค่ายกลดูจะไม่ใส่ใจมัน พวกเขากลับปลดปล่อยจิตสัมผัสเทวะ และกวาดกระจายออกไปทั่วทุกหนแห่ง

 

ดวงตาขนาดยักษ์สีเหลืองขุ่นกระเด็นขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างฉับพลัน ก่อนจะเคลื่อนลงไปไปในทิศทางดงที่พวกเผ่ามารยืนออกันอยู่

 

เหลิงเทียนสิงเก็บพัดหยกอย่างเร็วรี่ พร้อมยื่นมือซ้ายออกพลางตะโกนก้อง “จงกลับมา!”

 

ลูกตาสีเหลืองขุ่นโค้งอยู่ในอากาศ  ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางและร่วงตกลงมาในค่ายกล ก่อนจะตกลงสู่เงื้อมมือของเหลิงเทียนสิงได้ในที่สุด

 

จบบทที่ หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.53 - อุบายในยามสิ้นหวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว