เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.32 - จุดเริ่มต้นสู่ความตาย (ฟรี)

หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.32 - จุดเริ่มต้นสู่ความตาย (ฟรี)

หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.32 - จุดเริ่มต้นสู่ความตาย (ฟรี)


หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.32 - จุดเริ่มต้นสู่ความตาย

 

กู่ฉิงซานวิ่งวนอยู่ในป่าจนกระทั่งเขาได้พบกันพื้นที่เปิดโล่ง จึงค่อยๆชะลอฝีเท้าลง ก่อนจะข้ามผ่านมันอย่างระมัดระวัง

 

แต่เมื่อวิ่งออกไปอีกเพียงไม่กี่สิบจั้ง เขาก็พบกับพื้นที่เปิดโล่งอยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง

 

คราวนี้กู่ฉิงซานเลือกที่จะเดินอ้อม

 

พออ้อมไปอีกเส้นทางหนึ่ง ขณะที่ตัดกิ่งไม้หนาทึบไประหว่างทาง พื้นที่เปิดโล่งก็ปรากฏสู่สายตาของเขาอีกครั้ง

 

ไกลออกไปจนสุดสายตา จะพบกับพื้นที่เปิดโล่งเต็มไปหมด

 

กู่ฉิงซานถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะกัดฟันแล้วกระโดดขึ้นไปบนที่สูง

 

เขายกธนูกองทัพขึ้นแล้วยิงลูกศรลงไปยังพื้นดิน

 

ศรเจาะลึกลงไป จนเหลือเพียงแค่ส่วนปลายขนนก

 

และไม่ปล่อยให้เขาต้องรอนาน จู่ๆใบหน้าขนาดใหญ่ราวๆสนามเด็กเล่นก็ผุดขึ้นมาจากพื้นที่เปิดโล่ง

 

ใบหน้านั้นถุยลูกศรออกมา และจ้องมองไปยังกู่ฉิงซานพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกอย่างช้าๆ “เจ้า … ทำไม … ถึงรู้ … ว่าข้า … อยู่ที่นี่ …”

 

กู่ฉิงซานมองสวนกลับไปและกล่าว “ดินบริเวณนี้มันดูใหม่เกินไป”

 

“ใหม่ … หมายความว่าอะไร?” ใบหน้าที่ผุดขึ้นมาเผยให้เห็นถึงความสับสน

 

มันคือมารที่ ‘ซ่อนเร้น’ อยู่ในที่แห่งนี้ มีชื่อเรียกว่า ‘มารเคลื่อนพิภพ’

 

ตั้งแต่เกิดมามันก็สามารถต้านทาน เทคนิคมนตราและธาตุทั้งห้าได้ในระดับหนึ่ง หากเป็นผู้ฝึกดาบที่มาพบเจอกับมัน ป่านนี้คงถูกลากลงไปใต้ดินแล้ว

 

‘ซ่อนเร้น’ นับว่าเป็นหนึ่งในพลังศักดิ์สิทธิที่มีประสิทธิภาพยิ่ง นอกจากนี้พวกมันบางตัวยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถทางวิญญาณอันบริสุทธิ์ได้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย

 

มารเคลื่อนพิภพเรียกได้เลยว่าแทบจะอยู่ยงคงกระพัน ในการสู้รบระหว่างมนุษยชาติมันทำให้ผู้ฝึกยุทธมากมายต่างพากันปวดหัวไปตามๆกัน

 

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ผู้เล่นพึ่งจะค้นพบว่ามันมีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง และนั่นก็คือ --- สมองของมันไม่ค่อยจะดีนัก

 

ไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวของใครก็ตาม หากคำกล่าวนั้นสามารถกระตุ้นความสนใจของมารเคลื่อพิภพได้ มันก็จะเชื่อคำพูดของเขา

 

กู่ฉิงซานกล่าว “แกควรจะเอาดินจากที่ๆแกจากมาด้วย และกลบๆเอาไว้ข้างบน สีบนร่างกายแกจะได้สอดคล้องกับสีดินบนพื้น”

 

เขากล่าวต่อ “ถ้าหากเป็นในกรณีนั้น ฉันก็จะหาแกไม่พบ ไม่ใช่แค่เพียงฉัน แต่ไม่ว่าใครก็จะไม่มีทางหาแกพบ”

 

“จริงๆหรือ …?”

 

“จริงๆหรือ …?”

 

“จริงๆหรือ …?”

 

“จริงๆหรือ …?”

 

เสียงเดียวกันนับไม่ถ้วนได้ดังขึ้น

 

กู่ฉิงซานยังคงใจเย็น เขายืนนิ่งอยู่บนกิ่งไม้และหันไปมองรอบๆ

 

ใบหน้าขนาดใหญ่ค่อยๆผุดขึ้นมาจากพื้นดิน สีหน้าของพวกมันดูตื่นเต้นเล็กน้อย ทุกสายตาจับจ้องมายังกู่ฉิงซาน

 

ใบหน้านับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาจนเรียกได้ว่าแทบจะครอบคลุมทั้งภูเขา

 

นี่คือกองทัพมารเคลื่อนพิภพ กองกำลังหลักของเผ่ามาร!

 

แม้ว่ารามสูรไร้พักตร์จะทรงพลัง แต่ด้วยจำนวนที่น้อยจนเรียกได้ว่าขาดแคลน ทำให้การจะเรียกใช้มันจะต้องเป็นช่วงเวลาจำเป็นที่จะใช้สังหารศัตรูเท่านั้น แต่นี่อีกฝ่ายถึงขั้นส่งแม้กระทั่งกองทัพเดนตายอย่างมารเคลื่อนพิภพมาด้วยนี่มัน …

 

“แน่นอนว่ามันเป็นความจริง จะไม่มีใครสามารถหาแกพบ” กู่ฉิงซานมองไปรอบๆ ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแกจะไปนำดินมาได้ แน่จริงก็ลองดูสิ แล้วฉันจะรอดูอยู่ที่นี่”

 

ใบหน้าของมารตนหนึ่งก็เผยให้เห็นถึงกระตือรือร้นและกล่าว “งั้นก็ดี ...เจ้า … รออยู่ที่นี่นะ ...”

 

สิ้นคำกล่าว ใบหน้าที่พึ่งเอ่ยออกมาก็จมลงไปใต้ดิน และหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

 

“ฉันก็จะไป …. เหมือนกัน ...”

 

“ฉันก็จะไป …. เหมือนกัน ...”

 

“ฉันก็จะไป …. เหมือนกัน ...”

 

“ฉันก็จะไป …. เหมือนกัน ...”

 

ใบหน้าคนขนาดใหญ่หายไปจากพื้นดิน พวกมันต่างพากันใช้ ‘ซ่อนเร้น’ อย่างไม่ลังเล

 

สถานที่ๆมารพวกนี้จากมา น่าจะเป็นฐานทัพหลักของกองทัพมารที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้ ด้วยความเร็วของมารเคลื่อนพิภพ สมควรจะใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงจะกลับมา

 

มารเคลื่อนพิภพได้จากไปแล้ว กู่ฉิงซานก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

 

เพียงแค่คำกล่าวไร้สาระ กองทัพมารเคลื่อนพิภพทั้งหมดก็ถึงกับเคลื่อนไหว การเคลื่อนทัพขนาดใหญ่เช่นนี้ เกรงว่าเพียงแค่ครึ่งทางพวกกองทัพมารก็คงจะรู้ตัว และมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่พวกมันจะถูกสั่งให้กลับมาประจำการที่แนวหน้าอีกครั้ง

 

ถ้าพวกมันกลับมาก่อนที่เขาจะจากไป ทุกอย่างก็เป็นอันจบ

 

กู่ฉิงซานกำลังเตรียมที่จะหลบหนีไป แต่ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากจุดที่ไกลออกไป

 

“สหายตัวน้อย ขอบคุณสำหรับการขับไล่การปิดล้อม แต่ขออนุญาติถามหน่อยจะได้ไหม สหายตัวน้อยต้องการให้ฉันเรียกว่าอะไร?”

 

กู่ฉิงซานหันกลับมาอย่างฉับพลัน ก่อนจะพบชายชราที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มกำลังจับจ้องมายังเขา

 

กู่ฉิงซานยกธนูกองทัพขึ้นและกล่าว “ฉันเรียกว่ากู่ฉิงซาน ทหารแนวหน้าจากกองพันทหารม้า แล้วคุณล่ะ? ไม่ทราบว่าเป็นใคร มีบัตรยืนยันตัวตนไหม?”

 

ชายชราโยนบัตรยืนยันตัวตนออกไป กู่ฉิงซานคว้ารับมัน ก่อนจะถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปบนบัตรยืนยันตัวตนในมือ

 

ทันใดนั้นบัตรยืนยันตัวตนก็สว่างวาบ เปลวไฟลุกโชนขึ้นจากบัตร ก่อนจะร้อยเรียงออกมาเป็นทิวแถว ภายในประกอบด้วยคำไม่กี่คำ

 

“หัวหน้านายพลกงซุนซี”

 

หัวใจของกู่ฉิงซานเต้นครึกโครม

 

หัวหน้านายพล พันธมิตรผู้ฝึกยุทธแห่งมนุษยชาติ อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายเฉิงเต๋า ปรมาจารย์ค่ายกลผู้ยิ่งใหญ่ กงซุนซี!

 

เป็นเขาไปได้อย่างไร!

 

เห็นได้ชัดว่ากู่ฉิงซานพึ่งออกมาจากค่ายทหารได้ไม่นาน และอยู่ห่างไกลจากสถานที่ๆชายคนนี้ถูกรุมล้อม แล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ทีนี่?

 

กงซุนซีน่าจะกำลังจะตายในเร็วๆนี้ แล้วจะบังเอิญมาพบกับฉันในเวลานี้ได้อย่างไร เขาไม่ได้ถูกพวกมารรุมล้อมหรอกหรือ?

 

หัวใจของกู่ฉิงซานปรากฏแสงสว่างวาบ ลางสังหรณ์ร้ายค่อยๆปกคลุมข้างในจิตใจ

 

เขาโยนบัตรยืนยันตัวตนออกตัวเองออกไป และปล่อยให้อีกฝ่ายตรวจสอบ

 

หลังแลกกันยืนยันตัวตน ทั้งสองฝ่ายรู้สึกโล่งใจลงเล็กน้อย

 

กู่ฉิงซานอดไม่ได้ที่จะถามออกไป “ที่แท้ก็นายพลกงซุน ไม่ทราบว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว?”

 

กงซุนซีถอนหายใจ ก่อนจะหยิบดิสก์ค่ายกลแผ่นเล็กๆขึ้นมา และกดสองมือลงพร้อมตะโกน “ค่ายกลซ่อนเร้น จงเปิด!”

 

กู่ฉิงซานสัมผัสได้ว่าเบื้องหน้าของเขาแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ทิวทัศน์ทั้งหมดจางหายไปในพริบตา เมื่อวิสัยทัศน์กลับมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ด้านหน้าวิหารเต๋า

 

ภายนอกวิหารเต๋า สี่ทิศทาง ออก ใต้ ตก และเหนือ ล้วนว่างเปล่า ไม่อาจมองเห็นได้ทั้งในทางตรงและระยะไกล

 

ที่แท้ในภูเขาลูกนี้ ก็เป็นที่ซ่อนของวิหารเต๋า!

 

สามารถจัดตั้งค่ายกลที่ไกลไปจนถึงเส้นขอบฟ้าได้ ค่ายกลน่าหวาดหวั่นขนาดนี้ เป็นที่ชัดแจ้งแล้วว่าคนๆนี้คือกงซุนซี!

 

กู่ฉิงซานเดินเข้าไปในวิหารเต๋ากับกงซุนซี แต่กลับพบเพียงคนๆหนึ่งในชุดคลุมสีขาวราวหิมะ สวมใส่เกราะทองคำ กำลังนั่งอยู่บนเบาะรองนั่งอย่างเงียบๆ

 

เกราะที่คนๆนี้สวมใส่ไม่ได้ใหญ่โตจนดูเทอะทะ แต่มันบางเบาแลดูละเอียดอ่อนเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามของเธอสะท้อนออกมา

 

เธอโค้งศีรษะลงเล็กน้อยเมื่อกงซุนซีเดินเข้ามา และเมื่อเธอพบว่าอีกคนที่เข้ามาด้วยมีระดับวรยุทธไม่ถึงขอบเขตก่อตั้ง เธอก็ก้มหัวลงอีกครั้ง

 

ในตอนที่เธอเงยหน้าขึ้น กู่ฉิงซานเห็นว่าบนใบหน้าของเธอสวมหน้ากากเงิน บดบังใบหน้าของเธออย่างสมบูรณ์

 

“สหายตัวน้อยฉิงซาน ต้องขอบใจคุณจริงๆที่ขับไล่กองทัพมารเคลื่อนพิภพไป มิฉะนั้นพวกเราก็คงจะติดแหง่กอยู่ที่นี่เป็นแน่”

 

“เขาน่ะเหรอ? เป็นคนขับไล่กองทัพมารเคลื่อนพิภพ?”เสียงของหญิงสาวที่ฟังดูเป็นผู้ดีดังตอบโต้ออกมา

 

น้ำเสียงของหญิงสาวในชุดเกราะทองคำดูจะประหลาดใจ ทว่าภายใต้หน้ากากเงินจึงไม่อาจเห็นสีหน้าของเธอได้

 

“มันเป็นเรื่องจริง” กงซุนซีกล่าว “มารเคลื่อนพิภพเป็นมารที่สามารถปลดผนึกธาตุดินจากธาตุทั้งห้าได้ ดังนั้นมันจึงมีความสามารถในการควบคุมดิน และมีอิทธิพลอย่างมากต่อค่ายกลของฉัน แต่ตอนนี้พวกมันถูกเขาหลอกจนเคลื่อนทัพออกไปหมดแล้ว”

 

“หลอก?”

 

หญิงสาวเกราะทองดูจะสับสนยิ่งกว่าเดิม

 

กงซุนซีจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แก่เธอ

 

หญิงสาวเกราะทองมองกู่ฉิงซานและเอ่ยถาม “คุณรู้จุดอ่อนของเจ้ามอนสเตอร์ตัวนี้ได้อย่างไร?”

 

กู่ฉิงซานคิดคำตอบไว้ในใจอยู่ก่อนแล้ว เขาจึงตอบกลับอย่างเยือกเย็น “ในกองพันทหารม้าแนวหน้า ทุกๆวันต้องต่อสู้กับเผ่ามารทุกชนิด ฉันชอบที่จะศึกษาลักษณะของพวกมัน ดังนั้นเลยพอจะรู้เรื่องพวกนี้มาบ้างเล็กๆน้อยๆ”

 

“กองพันทหารม้า? นั่นไม่น่าเป็นไปได้ แต่ถ้าที่พูดมาเป็นความจริง ...” หญิงสาวเกราะทองงึมงำ “เท่าที่ฉันรู้มา กองพันทหารม้าแนวหน้าถูกทำลายลงแล้วโดยกองทัพหลักของเผ่ามาร มันเกือบที่จะถูกกวาดออกไปโดยสมบูรณ์ และคุณอาจจะเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต”

 

วินาทีนั้นกู่ฉิงซานก็แสร้งเผยให้เห็นถึงความโกรธและความโศกเศร้าออกมา … ในเวลาเหมาะเจาะ!

 

ประกายแสงสว่างวาบขึ้นในดวงตาของกงซุนซี เขาเอ่ยถาม “แล้วคุณรู้อะไรเกี่ยวกับพวกมอนสเตอร์ตัวอื่นๆบ้างไหม?”

 

ในปัจจุบันนี้ นี่เป็นช่วงต้นของการเผชิญหน้าระหว่างเผ่ามารและมนุษยชาติ  เป็นช่วงเวลาที่ยังไม่สามารถเข้าใจลักษณะของเผ่ามารได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงเกิดการสูญเสียไปเป็นจำนวนมาก

 

ทหารหลายกองทัพถูกกวาดทำลายลง แม้กระทั่งร่องรอยของข่าวสารก็ยังไม่ถูกส่งกลับมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อาจควานหาลักษณะ นิสัย และจุดอ่อนลึกล้ำของเผ่ามารได้

 

มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากในสงคราม หากมีทหารจากกองพันทหารม้าที่ยังรอดชีวิตจากค่ายแนวหน้า ที่สามารถบ่งชี้ลักษณะต่างๆของเผ่ามารได้

 

“ก็พอจะรู้อยู่บ้าง” กู่ฉิงซานกล่าวอย่างมั่นใจ

 

พวกเขาทั้งสองคนนี้ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณที่ท่วมท้นราวกับทะเลอันมืดมิด กู่ฉิงซานไม่อาจแน่ใจได้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติดีต่อตนหรือไม่ ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในการดำรงอยู่ของเขา

 

แน่นอน พอได้ยินดังนั้น กงซุนซีและหญิงสาวเกราะทองก็หันมามองหน้ากันและกัน ก่อนจะพยักหน้าออกมาในเชิงพึงพอใจ

 

จบบทที่ หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.32 - จุดเริ่มต้นสู่ความตาย (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว