- หน้าแรก
- โลกาวินาศ : เกมวิวัฒน์สังหาร
- บทที่ 42 - มันอยู่หน้าประตู
บทที่ 42 - มันอยู่หน้าประตู
บทที่ 42 - มันอยู่หน้าประตู
เจ้าของห้องเช่าพูดจบ ชิงฮวนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็แทบยืนไม่ไหวเสียแล้ว
กู้เหมียนเห็นเส้นผมเขาชี้ตั้ง สีหน้าซีดเผือด
ตอนออกมาจากบ้านเจ้าของห้อง เขายังเดินโซเซเหมือนคนขาไร้แรง เกือบล้ม ดีที่กู้เหมียนคว้าตัวไว้ทัน
“ใจเสาะขนาดนี้จะเข้าดันเจี้ยนไปทำไม” กู้เหมียนก้มลงมองเขา
ครั้งแรกที่เข้าดันเจี้ยนอาจจะเพราะถูกบังคับ แต่ตอนนี้ผู้เล่นที่เข้าไปน่าจะเป็นพวกสมัครใจทั้งหมด คงไม่มีใครเอาปืนจ่อหัวบังคับให้เข้าแน่
ชิงฮวนหน้าซีด “ก็เพื่อปากท้องไง… เพื่อไม่ให้อดตาย… เพื่อให้รอดไปได้…”
เขาพูดติดขัด “คุณไม่รู้เหรอ ตอนนี้ข้างนอกดันเจี้ยน แถวบ้านผม มันเริ่มวุ่นวายแล้ว ถึงขั้นมีคนบุกเข้ามาปล้นในบ้านเลยนะ…”
“คุณอาจคิดว่าผมพูดเว่อร์ แต่จริงๆ มันเป็นแบบนั้น บางคนจับกลุ่มตระเวนบนถนน เห็นใครก็ปล้น”
“สัญญาณก็หายหมด ติดต่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ประเทศตั้งใหญ่โต แต่ละพื้นที่ก็ขาดการเชื่อมต่อกันหมด จะสั่งการอะไรก็ทำไม่ได้ ต่อให้รัฐอยากจัดการก็ยาก”
“แล้วถึงผมจะเรียนไม่เก่ง แต่ในวิชาประวัติศาสตร์ผมก็ตั้งใจฟังนะ คุณหมอ คุณไม่คิดเหรอว่าเกมวิวัฒน์ครั้งนี้มันเหมือนประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์?”
“แต่ไหนแต่ไรโลกนี้ก็เป็นกฎของผู้แข็งแกร่งอยู่รอด ฝ่ายอ่อนแอก็ถูกกิน ในหน้าประวัติศาสตร์ ประเทศที่ไม่พัฒนามีเท่าไหร่ที่ถูกผู้แข็งแกร่งรุกราน ผู้คนที่ล้าหลังก็ถูกจับขายเป็นทาส”
“สถานการณ์ตอนนี้มันคล้ายกับสมัยนั้นมาก มนุษย์ทั้งโลกเริ่มวิวัฒน์ ถ้าเราไม่แข็งแกร่งขึ้น เราก็คือฝ่ายอ่อนแอที่จะถูกกำจัด”
“ตอนนี้เกมวิวัฒน์เพิ่งเริ่ม หลายคนอาจยังไม่รู้สึก แต่ผมเชื่อว่า เมื่อช่องว่างระหว่างผู้แข็งแกร่งกับผู้อ่อนแอขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ก็จะถึงวันที่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”
นี่อาจไม่ใช่โลกาวินาศแบบในหนังสยองที่มีซอมบี้เต็มถนน แต่มันก็คือโลกาวินาศอีกชนิดหนึ่ง
มันบีบบังคับให้ทุกคนต้องแข็งแกร่งขึ้น มิฉะนั้นก็จะพบจุดจบที่โหดร้าย
ชิงฮวนหันมองกู้เหมียน “คุณหมอ ตั้งแต่เกมวิวัฒน์เริ่ม คุณไม่เคยเจอใครคิดร้ายกับคุณเลยหรือ?”
คิดร้าย? ฟังแล้วเหมือนหมายจะมาลวนลามอย่างไรอย่างนั้น
กู้เหมียนลูบคาง “ก็เคย เจอกลุ่มหนึ่ง… มันอยากปล้นของ”
“แล้วไงต่อ?” ชิงฮวนดูอยากรู้
“แล้วไงต่อ?” กู้เหมียนลดมือลง “แล้วหัวมันก็เกือบถูกฉันเลื่อยขาด”
“..........” ชิงฮวน
ตอนมาถึงร้านอาหารที่ใช้รวมพล เวลาก็เลยสี่โมงไปแล้ว
แต่คนอื่นก็ไม่ได้บ่นอะไร เพียงนั่งเหม่อเหมือนใจลอย ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้
จนกระทั่งกู้เหมียนวางเลื่อยยนต์ที่แบกมาลง พวกเขาถึงได้เหมือนถูกปลุกจากภวังค์
“พวกนายเป็นอะไร?” กู้เหมียนหันไปถามอวี้เหวินห่าว
อวี้เหวินห่าวกลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ย “ฉันกำลังคิดเรื่องที่สืบได้วันนี้… เราไปที่บ้านหวงจินอวี้อี้ก่อน…”
“หวงจินอวี้อี้น่ะ ได้รับโทรศัพท์ลึกลับ เราเลยเริ่มสืบจากโทรศัพท์ก่อน… ไปถามเจ้าของบ้านว่าเคยมีใครตายในห้องนั้นไหม แล้วศพคนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับโทรศัพท์หรือเปล่า”
“แต่เจ้าของบ้านกลับบอกว่าไม่เคยมีใครตายเลย และไม่เคยมีเหตุการณ์ลี้ลับอะไรทั้งนั้น”
“แรกๆ เราก็ไม่เชื่อ เลยไปถามเพื่อนบ้านของหวงจินอวี้อี้กับคนที่อยู่แถวนั้น คำตอบก็เหมือนกันหมด ไม่เคยได้ยินเรื่องลี้ลับอะไร”
“มันแปลกมากนะ กำลังจนปัญญาอยู่แล้ว เจ้าของบ้านของหวงจินอวี้อี้กลับเดินมาหา บอกว่าเพิ่งนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง…”
“เขาบอกว่าห้องที่หวงจินอวี้อี้เช่า หมายเลขโทรศัพท์เพิ่งเปลี่ยนไม่นาน เพราะเบอร์เก่ามันอัปมงคล เจ้าของบ้านเขาเชื่อเรื่องนี้เลยตั้งใจเปลี่ยนใหม่”
“เจ้าของบ้านบอกว่าเรื่องที่เราเจอ อาจเกี่ยวกับเบอร์โทรศัพท์ที่เพิ่งเปลี่ยนนี้”
“เราก็เลยเอาหมายเลขโทรศัพท์ไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการ ผลก็ชัดเลยว่ามีปัญหาจริง!”
“เจ้าของเบอร์โทรศัพท์นี้ก่อนหน้านี้ชื่อโจวกวงเหล่ย เขาตายไปแล้ว เบอร์โทรศัพท์จึงถูกยกเลิก และบังเอิญว่าเขาก็อาศัยอยู่ในเมืองนี้เหมือนกัน”
อวี้เหวินห่าวพูดถึงตรงนี้ก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มหนึ่งอึก
พวกเขาสามคนทำงานกันอย่างหนัก ทั้งสืบเรื่องบ้าน ทั้งตรวจสอบเจ้าของเบอร์โทรศัพท์
“เราสืบต่อไปจนได้เบอร์ติดต่อกับที่ทำงานของพ่อแม่โจวกวงเหล่ย แต่เขาเป็นคนนอกพื้นที่ พ่อแม่ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ โทรไปก็ถามอะไรไม่ได้เรื่อง”
“สุดท้ายเลยตัดสินใจไปที่ทำงานของเขา โชคดีที่ที่นั่นยังไม่ปิดกิจการ”
กู้เหมียนถามแทรกขึ้น “ที่ทำงานของโจวกวงเหล่ยคือที่ไหน?”
อวี้เหวินห่าวชะงักเล็กน้อย “เป็นโรงงานพลาสติก ชื่อหมิงเลียง”
แน่นอน…
นั่นก็คือที่ทำงานเดียวกันกับจ้าวเวิ่น เหยื่อของวิญญาณเคาะประตู
ชิงฮวนได้ยินก็อ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ถูกกู้เหมียนห้ามไว้ “ฟังอวี้เหวินห่าวเล่าต่อก่อน”
อวี้เหวินห่าวมองทั้งสองอย่างฉงน แต่ก็ไม่ถามอะไรต่อ “พอเราไปสืบที่โรงงานนั้น ก็พบว่าที่นั่นไม่ได้มีคนตายเพียงคนเดียว!”
“หลายปีก่อนเคยมีคนตายเพราะไฟคลอก ต่อมาก็ตายอีกสองราย หนึ่งในนั้นก็คือโจวกวงเหล่ย”
“ตอนนั้นคนที่เช่าบ้านอยู่กับโจวกวงเหล่ยยังทำงานอยู่ เราเลยไปถามเรื่องก่อนเขาตาย ปรากฏว่าคนนั้นรู้เรื่องเยอะทีเดียว”
“เขาบอกว่า ก่อนตายโจวกวงเหล่ยมีท่าทีแปลกมาก เอาแต่พูดว่ามีคนมาเคาะประตูบ้าน แต่คนอื่นกลับไม่มีใครได้ยินเสียงนั้นเลย…”
พูดถึงตรงนี้ อวี้เหวินห่าวก็เหลือบมองกู้เหมียน
เดิมทีเขาคิดว่าคำพูดเรื่องเสียงเคาะประตูที่กู้เหมียนเคยเล่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับผี แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่
หรือว่าหมอคนนี้… เคยนั่งเอาหัวโผล่ออกไปด่าผีอย่างที่คิดจริงๆ?
คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็สลัดความคิดออกแล้วเล่าต่อ “แรกๆ โจวกวงเหล่ยก็แค่ระแวงไปเอง แต่หลังๆ อาการยิ่งหนัก”
“เขาพึมพำทั้งวันว่า ‘ใกล้แล้ว’ ‘มันใกล้เข้ามาอีกแล้ว’ สุดท้ายก็ไม่ออกจากบ้าน ไม่ไปทำงาน ไม่ให้ใครเห็นหน้า”
“สภาพนี้อยู่ได้ราวหนึ่งสัปดาห์ เพื่อนร่วมงานก็เริ่มได้รับโทรศัพท์จากเขา…”
“ไม่ใช่โทรศัพท์ปกติ… ตอนนั้นโจวกวงเหล่ยเหมือนสมองไม่ปกติ โทรหาคนตอนดึกๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า… แล้วเนื้อหาที่พูดก็…”
“…หลอนอยู่ไม่น้อย”
“คนที่เคยรับโทรศัพท์จากเขาตอนกลางคืนเล่าให้ฟังว่า โจวกวงเหล่ยมักพูดแบบนี้…”
“นายเคยมาที่บ้านฉันใช่ไหม?”
“เลิกเคาะประตูซะ!”
“นายเป็นบ้าหรือไง?”
“หลังจากนั้น เนื้อหาก็เปลี่ยนไป… กลายเป็นแบบนี้…”
“บ้านนายอยู่ที่ไหน?”
“มีแค่นายอยู่คนเดียวหรือเปล่า?”
“ฉันอยู่หน้าประตูบ้านนาย…”
(จบบท)