เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - คาบแรก… เกมเล่าเรื่องสยอง

บทที่ 4 - คาบแรก… เกมเล่าเรื่องสยอง

บทที่ 4 - คาบแรก… เกมเล่าเรื่องสยอง


ที่นี่มีผู้เล่นแค่หกคน และไม่มีใครชื่อเสียวปั่น 

ขณะนั้นชูฉางเกอก็เข้ามามองโต๊ะที่เกินมาโต๊ะหนึ่งด้วยเช่นกัน “เป็นครูประจำของโรงเรียนนี้แต่เดิมหรือเปล่า?” 

ในข้อมูลของดันเจี้ยนระบุไว้แค่เพียงว่า มีวิญญาณอาฆาตอยู่ยี่สิบเก้าดวง และล้วนเป็นนักเรียน แล้วครูเสียวปั่นคนนี้โผล่มาจากไหนกัน? เกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ตายหมู่เมื่อหลายปีก่อนหรือไม่?

“ถ้าเป็นครูจริง ก็น่าจะมาเข้าคลาสเหมือนกันนะ” กู้เหมียนลูบคางอย่างใช้ความคิด

ยังไงก็เป็นครูสอนภาษาจีน เขาจำได้ว่าตอนเรียนมัธยมต้นไม่มีวันไหนเลยที่ไม่มีคาบภาษาจีน

ชูฉางเกอพยักหน้า “อืม งั้นยังไม่ต้องไปสนใจมากตอนนี้ มาดูตารางเรียนกันก่อนดีกว่า” 

บนหน้าจอนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์มีวันที่ระบุไว้ชัดเจน 26 พฤศจิกายน ปี 2018

“วันนี้วันจันทร์” กู้เหมียนชำเลืองมองนาฬิกา “งั้นก็ต้องดูตารางเรียนของวันจันทร์” 

ในตอนนี้ คนอื่นๆ ก็พากันมามุงดูตารางเรียนบนโต๊ะ

“วันจันทร์… คาบแรกคือ… พลศึกษา เรียนในร่ม เริ่มแปดโมง เรียนคาบละสี่สิบห้านาที” 

คาบแรกของวันจันทร์คือพลศึกษา ถือเป็นตารางเรียนที่มีเหตุผลที่สุดเท่าที่กู้เหมียนเคยเห็นมา

ใบหน้าชายอ้วนพลันแสดงความทุกข์ระทม

เขาเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม “ไม่ไปได้ไหม?” 

“ได้สิ” กู้เหมียนว่า “แล้วนายก็จะเลือดสาดตรงนั้นเลย” 

สีหน้าทรมานยิ่งขึ้นกว่าเดิม ใบหน้ากลมอ้วนย่นยู่เป็นก้อน “แต่ว่าฉันกลัว…” 

กู้เหมียนตบบ่าเขาเบาๆ “ไม่ต้องกลัว ฉันจะตามไปติดๆ เลย” 

พลางชี้ไปที่ตารางเรียน ด้านล่างคาบพลศึกษาคือคาบ “การเมือง” ที่ตัวเขาจะต้องสอน

ช่วงเช้ามีแค่สองคาบ ตอนบ่ายยิ่งแล้วใหญ่ มีแค่คาบเดียว เป็นวิชาประวัติศาสตร์ที่สอนโดยซุนลี่

ผู้เล่นหญิงทั้งสองถอนหายใจโล่งอก เพราะวันแรกไม่มีคาบเรียนของพวกเธอเลย

ชายอ้วนเหมือนจะอยากพูดอะไรเพิ่ม เสียงเคาะประตู “ก๊อก ก๊อก!” ก็ดังขึ้น ดวงตาเขาเบิกกว้าง หดตัวเล็กลง สะดุ้งเฮือกหันไปมองทางประตู

หน้าประตูมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมชุดนักเรียน แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นใคร

หน้าตาไม่ต่างจากคนปกติ เด็กชายยืนแนบอยู่กับประตูสำนักงานครู เผยรอยยิ้มขี้เล่นใส่ทุกคนที่อยู่ด้านใน

ถ้าไม่ได้มีข้อความระบุไว้ชัดเจนในภารกิจ กู้เหมียนก็คงไม่สงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นวิญญาณอาฆาต

ตัวเขาเป็นครู จะไปไล่เด็กออกจากห้องได้อย่างไร กู้เหมียนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะก่อนจะพูดว่า “เข้ามาได้เลย” 

เด็กนักเรียนด้านนอกจึงค่อยๆ ผลักประตูเดินเข้ามา

พอเข้ามาแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นพูดว่า “พวกคุณเป็นครูใหม่ใช่ไหมครับ? ผมเป็นหัวหน้าห้องและตัวแทนวิชาพลศึกษาของห้องม.2/4 ชื่อหลิวลี่ มาบอกคุณครูพลศึกษาว่าใกล้ถึงเวลาเรียนแล้วครับ” 

หลิวลี่พูดพลางกวาดตามองบรรดาผู้เล่นในห้องสำนักงานเหมือนกำลังเดาว่าใครคือครูพลศึกษา

แต่เมื่อเห็นกู้เหมียนนั่งอยู่ข้างโต๊ะทำงานตัวที่เจ็ดพร้อมกับผู้เล่นคนอื่นที่ยืนล้อมอยู่ สีหน้าเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย

ผ่านไปไม่กี่วินาที สีหน้าของหลิวลี่ก็คืนสู่ปกติ “คุณครูนั่งผิดที่แล้วครับ ตรงนั้นเป็นโต๊ะของครูเสียวปั่นนะครับ” 

ผู้เล่นหญิงสองคนกับซุนลี่รีบลุกออกจากโต๊ะนั้นอย่างเก้อเขิน ทว่ากู้เหมียนยังคงนั่งอยู่แน่นิ่งไม่ไหวติง พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ฉันรู้” 

ทันใดนั้น สีหน้าของหลิวลี่ก็แปรเปลี่ยนอย่างประหลาด เขาจ้องกู้เหมียนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้ามองไปทางคนอื่นแทน “ถ้าอย่างนั้น ขอถามหน่อยครับว่าใครคือคุณครูพลศึกษา?” 

ชายอ้วนตัวสั่นน้อยๆ เปล่งเสียงสั่นเครือ “ฉะ…ฉันเอง…” 

ทุกคนหันไปมองชายอ้วนที่ต้องเป็นผู้ออกโรงในคาบแรก

มีเหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผากของชายอ้วน สีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ขาเขายังสั่นเล็กน้อย

โชคยังดีที่หลิวลี่ไม่ได้อยู่ต่อ เขาค่อยๆ เดินไปที่โต๊ะของครูพลศึกษา หยิบหนังสือเรียนวิชาพลศึกษาขึ้นมาด้วยท่าทีสงบแล้วบอกกับชายอ้วนว่า “คุณครู เดี๋ยวผมช่วยถือหนังสือไปไว้ในห้องเรียนให้นะครับ อย่ามาสายล่ะ” 

พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกจากห้อง แต่ก่อนจะออกพ้นประตูก็ยังหันกลับมามองกู้เหมียนด้วยสายตาประหลาดอีกครั้ง

กู้เหมียนพึมพำอย่างฉงน “เด็กคนนี้ ดูจะสนใจครูเสียวปั่นเป็นพิเศษนะ” 

“อืม” ชูฉางเกอพยักหน้า “อาจารย์คนนี้อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ทำให้นักเรียนตายหมู่ในอดีตก็ได้” 

งั้นแปลว่า… ครูเสียวปั่นก็ปรากฏตัวในดันเจี้ยนนี้เช่นกันหรือ? แล้วจะปรากฏในรูปแบบของ NPC หรือวิญญาณกันแน่?

ชายอ้วนไม่ทันได้คิดลึกขนาดนั้น เขากำลังเดินไปเดินมาอย่างร้อนรน

“หมอกู้… เมื่อกี้เด็กคนนั้นบอกว่าเรียนอยู่ห้องม.2/4 แล้วห้องม.2/4 อยู่ที่ไหนล่ะ? ฉันไม่รู้เลย!” 

กู้เหมียนตอบว่า “หาไม่ยากหรอก ตอนฉันสังเกตเมื่อกี้เห็นว่าชั้นล่างสุดเป็นห้องของมัธยมปีหนึ่ง งั้นชั้นสองหรือชั้นสามก็น่าจะเป็นของมัธยมปีสอง เดินหานิดหน่อยก็น่าจะเจอแล้ว” 

โรงเรียนนี้มีแค่สองอาคาร

อาคารแรกก็คืออาคารเรียนที่พวกเขาอยู่ ส่วนอีกอาคารหนึ่งสามารถมองเห็นจากหน้าต่างตรงทางเดิน ดูเตี้ยกว่านิดหน่อย น่าจะเป็นหอพัก

ระหว่างสองอาคารมีลานกว้างขนาดใหญ่ขั้นอยู่ มีรั้วล้อมโรงเรียนทั้งบริเวณ

ถ้ามองจากหน้าต่างห้องสำนักงานจะเห็นประตูโรงเรียนพอดี ที่บานประตูมีตราปิดผนึกแปะไว้ ไม่รู้เขียนว่าอะไร ด้านนอกของประตูเป็นถนนที่เต็มไปด้วยใบไม้ร่วงสูงราวสิบเซนติเมตร ดูแล้วคงไม่มีใครกวาดมาเป็นเวลานานมากแล้ว

ชายอ้วนยืนอยู่ข้างกู้เหมียน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างไม่หยุด

เขาสูดหายใจลึกหลายครั้ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นว่า “งั้นหมอกู้… งั้นเดี๋ยวฉันไปหาห้องเรียนก่อนนะ?” 

ตอนนี้เวลาเจ็ดโมงสี่สิบห้า ยังมีเวลาอีกสิบห้านาทีก่อนเริ่มคาบเรียน เวลานี้น่าจะพอสำหรับการหาห้องเรียน

กู้เหมียนพยักหน้า “ไปเถอะ คาบถัดไปเป็นคาบการเมือง พอใกล้หมดคาบฉันจะไปหา” 

จริงๆ แล้วเขาตั้งใจจะไปแอบดูอยู่เงียบๆ แต่พอนึกอีกทีก็รู้ว่ามีโอกาสสูงที่จะโดนจับได้ เลยต้องล้มเลิกความคิด

ชายอ้วนเหมือนได้ยาวิเศษ ฮึดฮัดยืดอกเต็มที่ก่อนจะยกสองขาอวบๆ สั่นเทาเดินออกไปจากสำนักงาน

ชูฉางเกอมองตามแผ่นหลังของชายอ้วนที่กำลังจากไป “คาบแรก… ฉันว่าน่าจะยังไม่เกิดอะไรที่เลวร้ายเกินไปหรอก” 

แต่นั่น… ก็ไม่แน่หรอก

กู้เหมียนก้มหน้าลงแล้วเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานที่มีป้ายชื่อ “เสียวปั่น” แปะอยู่ ด้านในมีเพียงกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง ตัวอักษรเขียนด้วยลายมือสวยงาม

“ความรักคือการศึกษาที่ดีที่สุด” 

นอกจากกระดาษแผ่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรอีกเลย

“คนที่ชื่อเสียวปั่นคนนี้น่าจะมีความลับอะไรบางอย่างกับเด็กนักเรียนที่เสียชีวิต บางที… อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการตายหมู่ของทั้งชั้น” 

แน่นอนว่า… ข้อสันนิษฐานที่ไม่มีหลักฐานย่อมถือเป็นการคาดเดาเลื่อนลอย คาดเดาอย่างเดียวแม้จะถูกก็ไม่ถือว่าผ่านภารกิจหลัก ทุกอย่างต้องไขปริศนาให้กระจ่างจากภายในดันเจี้ยนเท่านั้น

โดยทั่วไปแล้ว วิธีออกจากดันเจี้ยนมีอยู่สองทาง หนึ่งคือทำภารกิจหลักให้สำเร็จ สองคือ… ตาย

แต่กู้เหมียนไม่ใช่คนทั่วไป หากเขาตายในดันเจี้ยน จะเท่ากับตายจริง เขาจึงต้องกัดฟันทำภารกิจหลักให้สำเร็จให้ได้

เขาคิดพลางถอนหายใจยาว…

ในขณะที่เขากำลังทอดถอนใจ ชายอ้วนก็เดินทางมาถึงชั้นสามแล้ว

อาคารเรียนนี้มีทั้งหมดหกชั้น ชั้นหนึ่งและชั้นสองเป็นของมัธยมปีหนึ่ง ชั้นสามและสี่เป็นของมัธยมปีสอง ชั้นที่สูงกว่านั้นคือมัธยมปีสาม

ดูจากสภาพโดยรวม โรงเรียนนี้น่าจะถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานานมากแล้ว ห้องเรียนว่างเปล่าหลายห้องถูกล็อกไว้ โต๊ะเก้าอี้เต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ

พื้นทางเดินเต็มไปด้วยเศษขยะที่ปลิวเข้ามาจากหน้าต่างทั้งใบไม้แห้ง กระป๋องน้ำอัดลม ฯลฯ กระจัดกระจายอยู่ทั่ว ชายอ้วนถึงกับเจอซากกระต่ายตายตัวหนึ่งที่บันไดทางขึ้นชั้นสาม

ร่างของมันเต็มไปด้วยบาดแผลเหมือนถูกฉีกทึ้งมานานจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัวออกมา มันถูกทับอยู่ใต้กล่องแบนๆ กล่องหนึ่ง และเขาก็เหยียบลงไปโดยไม่ตั้งใจ

ชายอ้วนมองกระต่ายเน่าเปื่อยบนพื้นแล้วรีบยกมือขึ้นปิดจมูกโดยสัญชาตญาณ

ทว่าในขณะนั้นเอง ปลายทางของทางเดินก็พลันมีเสียงใสแจ๋วดังขึ้นว่า “คุณครู”

เขาหันศีรษะไปทางต้นเสียงอย่างเชื่องช้าและตึงเครียด

เป็นหลิวลี่ ผู้แทนวิชาพลศึกษา เขากำลังยืนอยู่หน้าห้องเรียนห้องหนึ่ง โบกมือเรียกเขาอยู่

ชายอ้วนชะงักงันแล้วพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะแอบซ่อนมือที่สั่นไหวของตัวเองแล้วเดินเข้าไปยังห้องนั้น

“เอี๊ยดดด” บานประตูไม้ผุพังส่งเสียงกรอบแกรบ

ฝุ่นจากเหนือวงกบประตูร่วงหล่นลงมาแทบทำให้เขาสำลัก

โต๊ะเก้าอี้ไม้ในห้องเรียนผุพังและขึ้นรา เปิดประตูเข้ามาก็ได้กลิ่นอับชื้นปะปนกลิ่นเน่าเหม็นลอยเข้ามาทันที

แต่คนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นกลับไม่แสดงอาการใดๆ ทั้งสิ้น

พวกเขาสวมชุดนักเรียน นั่งตัวตรงเรียบร้อย จ้องมองคุณครูคนใหม่ที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง

คาบเรียนแรกเริ่มต้นขึ้นแล้ว

“สวัสดีครับทุกคน ผมเป็นครูพลศึกษาคนใหม่… เรียกผมว่าครูหวังก็ได้ครับ…” ชายอ้วนกวาดตามองห้องเรียนเพียงผ่านๆ ก่อนจะขึ้นมายืนบนโพเดียมอย่างไม่มั่นใจ

โพเดียมก็เป็นไม้เช่นกัน เป็นแบบกลวง พอขยับตัวนิดเดียวก็ส่งเสียง “เอี๊ยดๆ” อย่างระคายหู ข้างล่างเหมือนจะมีรังหนู เสียงข่วนเบาๆ ดังเป็นระยะ

แถมยังมีหนูตัวใหญ่อ้วนฉุโผล่ขึ้นมาไม่หยุด ไม่รู้ไปกินอะไรมาอ้วนได้ขนาดนั้น

ชายอ้วนตัวแข็งทื่อ กลัวจะทำเสียงดังจนดึงดูดอะไรที่ไม่พึงประสงค์

เขาไม่กล้าสบตากับนักเรียนด้านล่างด้วยซ้ำ ก้มหน้ากางหนังสือแล้วเริ่มอ่านออกเสียงอย่างฝืดเคือง

“การเรียนพลศึกษาในทางปฏิบัติส่วนใหญ่อาศัยการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งตัว มีความเข้มข้นสูง มีการ… เอ่อ… มีการสัมผัสกันบ่อย และยังต้องใช้เครื่องมือกีฬาหลากชนิด…”

ห้องเรียนเงียบกริบ มีเพียงเสียงอ่านแข็งกระด้างของเขา ไม่มีเสียงรบกวนใดๆ เลย ประหนึ่งว่าในห้องมีเขาเพียงคนเดียวที่มีชีวิต

คาบเรียนหนึ่งมีตั้งสี่สิบห้านาที จะให้ไม่มีปฏิสัมพันธ์เลยก็คงเป็นไปไม่ได้

คิดได้ดังนั้น ชายอ้วนจึงฮึดใจขึ้นมาเล็กน้อย พยายามเงยหน้าขึ้นเพื่อดูว่านักเรียนด้านล่างกำลังทำอะไรกันอยู่

แต่พอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นก็ต้องสะดุ้งเฮือก

เขาเห็นว่าเด็กนักเรียนทุกคนกำลังจ้องเขาอย่างไม่กะพริบ

ใบหน้าทั้งหมดซีดเซียวเขียวคล้ำ ไม่รู้เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไร ดวงตาโปนเหมือนตาปลาทอง มองเขาด้วยแววตาคล้ายใบมีดที่พร้อมจะเฉือนลงบนหนังศีรษะ

ชายอ้วนตัวสั่นเทิ้มหนักกว่าเดิม รีบก้มหน้าต่อไป ไม่กล้ามองขึ้นอีก ได้แต่ฝืนอ่านต่อไปว่า

“สำหรับนักเรียนที่มีสายตาสั้น… เอ่อ… หากไม่ใส่แว่นตา… ก็สามารถเรียนพลศึกษาได้…”

“คุณครูครับ” เสียงสดใสดังขึ้นจากด้านหน้าของโต๊ะครู

ชายอ้วนถึงกับชะงัก สมองกลายเป็นสีขาวโพลน พูดไม่ออก ทำได้แค่แกล้งทำเป็นไม่ยินเสียง ยังคงฝืนอ่านต่อไป “หากไม่สามารถเลี่ยงการใส่แว่น… ก็ขอให้ระมัดระวัง…”

“คุณครู!” น้ำเสียงคราวนี้ฟังดูหงุดหงิดขึ้นเล็กน้อย เห็นชัดว่าไม่พอใจที่ถูกเมินเฉย

ไม่มีทางเลือก ชายอ้วนจำต้องค่อยๆ เงยหน้ามองต้นเสียง “มีอะไรเหรอ?”

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เด็กนักเรียนเบื้องหน้ากลับมามีสีหน้าปกติอีกครั้ง ราวกับคนธรรมดาทั่วไปนั่งฟังบทเรียนอย่างตั้งใจ ราวกับสิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา

เสียงที่เปล่งออกมาคือของหลิวลี่ ผู้แทนวิชาพลศึกษา เขานั่งอยู่แถวหน้าเงยหน้าขึ้นยิ้ม “คุณครู สอนแบบนี้น่าเบื่อจัง มาเล่นเกมกันดีกว่าไหม?”

ชายอ้วนกลืนน้ำลายลงคอ “เกมอะไรหรือ?”

“เกมเล่าเรื่อง เริ่มจากแถวหลังสุด ไล่เล่ามาข้างหน้า แต่ละคนต้องเล่าเหตุการณ์ที่ตัวเองคิดว่าน่าจดจำที่สุด แล้วที่เล่าต้อง… เลวร้ายกว่าคนก่อนหน้านะครับ”

น่าจดจำที่สุด?

ชายอ้วนตัวสั่นอีกครั้ง  เรื่องที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตเขาน่ะเหรอ? ก็ไอ้ตอนนี้ไงเล่าเว้ย!

เขาสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง กลิ่นราและกลิ่นเน่าผสมกันจนแทงจมูก แต่เขากลับไม่รับรู้ความน่ารังเกียจนั้นเลย

หลิวลี่หันหลังกลับไปมองห้องเรียนพร้อมเอ่ยว่า “งั้น… เริ่มจากมุมขวาหลังสุดนะครับ”

ชายอ้วนหันไปมองตามคำพูด

ที่นั่นมีเด็กชายหน้าตาเรียบเฉยคนหนึ่งยืนขึ้น ลูบหัวพลางเอ่ยว่า “เรื่องที่ผมจำได้แม่นที่สุดเหรอครับ…”

“ก็มีครั้งหนึ่งผมกับเพื่อนไปขโมยเงินห้าหยวนแล้วเอาไปซื้อโค้กครับ”

ว่าแล้วก็รีบนั่งลงทันที แล้วหันไปมองเด็กถัดไป “ถึงตาเธอแล้ว”

ชายอ้วนมองตามไป เห็นเป็นเด็กหญิงตัวเล็กหน้าตาเขินอาย ใบหน้าแดงระเรื่อ

เธอลุกขึ้นยืนแบบเขินๆ “หนูไม่ชอบน้องชายที่เพิ่งเกิด เลยแอบบีบหน้าจนน้องเป็นรอยแดง แล้วก็บอกพ่อแม่ว่าเขาทำตัวเองค่ะ”

พอฟังถึงตรงนี้ ขนหลังของชายอ้วนลุกวาบขึ้นมาทันที

แล้วเด็กคนต่อไปที่ลุกขึ้นยืน ก็ทำเอาเส้นผมเขาชี้ตั้งเหมือนโดนไฟฟ้าสถิต

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 4 - คาบแรก… เกมเล่าเรื่องสยอง

คัดลอกลิงก์แล้ว