บทที่ 33 ใครหลอกใครกันแน่?
บทที่ 33 ใครหลอกใครกันแน่?
บทที่ 33 ใครหลอกใครกันแน่?
เมื่อได้ยินดังนั้น กล้ามเนื้อข้างปากจางหยางก็กระตุกยิกๆ เขาอยากจะกระโดดถีบโม่เหลียงให้หายแค้นใจจะขาด แต่ต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ ขืนทำอะไรบุ่มบ่ามคงไม่ดีแน่
การประลองฝีมือระหว่างศิษย์ในสำนักกระบี่หิมะนั้นเป็นเรื่องปกติ แถมยังได้รับการส่งเสริมด้วยซ้ำ กฎมีอยู่ว่าถ้าตบะเท่ากัน ท้ามาแล้วห้ามปฏิเสธ เว้นแต่จะบาดเจ็บ มีภารกิจ หรือสู้มาแล้วในวันนั้น
แต่ถ้าตบะต่างกัน ก็ต้องสมยอมทั้งสองฝ่ายถึงจะสู้กันได้
แน่นอนว่าทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น และโม่เหลียงก็คือข้อยกเว้นนั้น เขาไม่อยู่ภายใต้กฎข้อนี้เลย
ย้อนกลับไปช่วงแรกๆ มีคนหมั่นไส้โม่เหลียงเยอะแยะ พวกศิษย์ขั้นปรับกายาระดับสองหลายคนถูกยุให้มาท้าสู้ แต่โม่เหลียงก็งัดไม้ตายออกมาใช้เสมอ... นั่นคืออ้างชื่อซีซี ประกาศก้องว่า "ถ้าข้าเจ็บตัว ซีซีต้องมาดูแลข้าไม่ห่างนะ"
เจอแบบนี้เข้าไป บวกกับสายตาพิฆาตของเหล่าผู้อาวุโส โดยเฉพาะผู้อาวุโสเหา ใครมันจะกล้าเสี่ยงชีวิตไปท้าสู้กับโม่เหลียงอีกล่ะ?
ความหน้าด้านไร้ยางอายของโม่เหลียงทำให้หลายคนเกลียดจนฟันแทบหัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
จางหยางรู้อยู่เต็มอกว่าถึงจะท้าไป โม่เหลียงที่ไม่ได้โง่จนสมองกลับคงไม่มีทางรับคำท้าแน่ๆ
แต่จางหยางก็ยังสูดหายใจลึก พยายามทำเสียงให้สงบนิ่งที่สุด เอ่ยถามว่า "ศิษย์น้องโม่เหลียง เจ้าเข้าสำนักมาปีกว่าแล้ว ไม่เคยประลองฝีมือเลยสักครั้ง สนใจจะลองยืดเส้นยืดสายกับศิษย์พี่สักหน่อยไหม?"
จางหยางตัดสินใจลองเสี่ยงดู เผื่อฟลุ๊ค
โม่เหลียงปรายตามองจางหยาง มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ที่สังเกตได้ยาก "ศิษย์พี่ ตอนนี้ท่านอยู่ขั้นไหนแล้วล่ะ?"
"ศิษย์พี่คนนี้หัวทึบ เพิ่งจะอยู่ขั้นปรับกายาระดับสี่เอง" จางหยางโกหกหน้าตาย กลัวบอกความจริงว่าอยู่ระดับหกแล้วโม่เหลียงจะวิ่งหนีหางจุกตูด แต่ถ้าบอกต่ำไปก็กลัวจะไม่เนียน เลยเอาตัวเลขกลางๆ
โม่เหลียงทำหน้าลังเล ส่ายหัวดิก "ระดับสี่เชียวเหรอ... สูงไปหน่อยมั้ง ถ้าสู้กันจริงคงตึงมือน่าดู แค่แลกกับแต้มการต่อสู้นิดหน่อย ไม่คุ้มเสี่ยงหรอก"
แต่จางหยางกลับยิ้มกริ่มในใจ เพราะโม่เหลียงไม่ได้ปฏิเสธทันที แถมน้ำเสียงยังฟังดูเหมือนมีลุ้น งานนี้อาจจะหลอกล่อเจ้าเด็กนี่ไปลานประลองได้จริงๆ
ในสำนักกระบี่หิมะมีลานประลองกระจายอยู่ทั่วไป ไว้สำหรับให้ศิษย์มาฝึกฝีมือ โดยมีศิษย์จากโถงทมิฬคอยสังเกตการณ์และจดบันทึกผลการต่อสู้
ใครชนะก็ได้แต้มการต่อสู้ไป ชนะคนตบะต่ำกว่าได้ 1 แต้ม เท่ากันได้ 2 แต้ม สูงกว่าหนึ่งระดับได้ 4 แต้ม สองระดับได้ 8 แต้ม คูณสองไปเรื่อยๆ
ทางสำนักยังมีบอร์ดจัดอันดับแต้มการต่อสู้แยกตามระดับขั้นใหญ่ๆ ด้วย อย่างบอร์ดขั้นปรับกายา ใครติดท็อปร้อยตอนสิ้นเดือนก็ได้รางวัล ยิ่งอันดับสูงของรางวัลยิ่งดี บางทีมียาคืนจิตมาแจกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ทั้งศิษย์รับใช้ไปจนถึงศิษย์สืบทอด ต่างก็ตบเท้าเข้าลานประลองเพื่อแย่งชิงแต้มกันอย่างคึกคัก ทั้งได้ฝึกฝีมือ ได้ชื่อเสียง แถมได้ของรางวัล ใครจะไม่เอาล่ะ?
"ศิษย์น้องโม่เหลียง แล้วต้องทำยังไงเจ้าถึงจะยอมรับคำท้าล่ะ?" จางหยางถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนจนน่าขนลุก
"ศิษย์พี่ต้องมีของล่อใจหน่อยสิ ให้คนขั้นปรับกายาระดับสองไปสู้กับระดับสี่ มันกดดันนะพี่" โม่เหลียงทำหน้าลำบากใจ
จางหยางคิดในใจ ว่าแล้วเชียว ต้องเอาของมาล่อ
"หกสิบผลึกปราณระดับต่ำ! ถ้าเจ้าชนะ ข้าให้เพิ่มอีกหกสิบก้อน!" จางหยางทำป๋า ควักเนื้อเต็มที่ หกสิบก้อนนี่เท่ากับเบี้ยเลี้ยงศิษย์สายนอกสองเดือนเลยนะ
จางหยางนึกว่าโม่เหลียงจะตาโต รีบตะครุบเหยื่อ แต่เปล่าเลย โม่เหลียงขมวดคิ้ว ทำหน้าเหยียดหยาม "หกสิบก้อน? น้อยไปไหมพี่? เก็บแรงไว้กลับไปนอนต่อดีกว่า"
พูดจบ โม่เหลียงก็ทำท่าจะเดินเข้าสำนัก
จางหยางหน้าแดงก่ำ โดนเด็กดูถูกจนได้! ยอมไม่ได้เว้ย!
อุตส่าห์สบโอกาสงามๆ ที่จะสั่งสอนโม่เหลียงได้อย่างถูกกฎระเบียบ จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไง จางหยางรีบวิ่งไปดักหน้า ยิ้มประจบ "ศิษย์น้องโม่เหลียง ใจเย็นๆ ก่อนสิ เมื่อกี้แค่หยอกเล่น หกสิบก้อนน่ะแค่น้ำจิ้ม ข้ายังมีของดีกว่านั้นอีก"
โม่เหลียงหันกลับมา จ้องหน้าจริงจัง "ให้โอกาสอีกครั้งเดียวนะ เอาของที่ทำให้ข้าใจเต้นออกมา ไม่งั้นข้าจะกลับไปนอนกอดซีซีแล้วนะ"
สิ้นเสียงโม่เหลียง ศิษย์สำนักรอบๆ ถึงกับหน้ากระตุกพร้อมกัน
นอนกอดซีซี!?
ไอ้สัตว์นรก!
ไฟแค้นลุกโชนในอกจางหยาง ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว แต่มันคือภารกิจกู้ศักดิ์ศรีของศิษย์ทั้งสำนัก! ต้องสั่งสอนไอ้หน้าไม่อายคนนี้ให้หลาบจำ!
คนเริ่มมุงกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างจ้องมองจางหยางด้วยสายตาคาดหวัง เหมือนจะสื่อว่า พี่จาง! ทุ่มหมดหน้าตักเลยพี่! พวกเรายอมลงขันช่วยก็ได้ ขอแค่พี่ลากคอไอ้เด็กเวรนี่ขึ้นเวทีแล้วกระทืบมันให้จมดิน!
ท่ามกลางสายตากดดัน จางหยางกัดฟันกรอด ล้วงของรักของหวงก้นหีบออกมาจากถุงเอกภพ
ผลไม้สีแดงเพลิงปรากฏในมือจางหยาง
"ผลวิญญาณอัคคี!"
มีคนตาดีจำได้ทันที
ผลวิญญาณอัคคี เป็นสมุนไพรธาตุไฟ อัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์และพลังธาตุไฟ เหมาะมากสำหรับผู้ฝึกวิชาธาตุไฟ
โม่เหลียงแอบยกนิ้วให้ในใจ แม้เขาจะไม่ได้ฝึกวิชาธาตุไฟ แต่ของวิเศษก็คือของวิเศษ ดูดซับปราณได้เหมือนกัน ส่วนพลังธาตุไฟก็ช่างหัวมัน
แค่นี้ก็คุ้มค่าให้ลงมือแล้ว
แต่พอมองไปรอบๆ เห็นฝูงชนที่กำลังเดือดดาล โม่เหลียงก็คิดสนุกขึ้นมา ไหนๆ ก็ไหนๆ เล่นใหญ่ไปเลยดีกว่า
โม่เหลียงทำหน้าเฉยชา "หกสิบผลึกปราณ กับผลวิญญาณอัคคีลูกเดียว... มีแค่นี้เองเหรอ?"
(จบตอน)