- หน้าแรก
- ก้าวแรกสู่เส้นทางบรรณาธิการการ์ตูน
- บทที่ 23 หล่อเท่
บทที่ 23 หล่อเท่
บทที่ 23 หล่อเท่
บทที่ 23 หล่อเท่
ชั้นสิบเอ็ด โซนพักผ่อน
"ทางนี้ๆ"
ทันทีที่ถังเหยาเดินเข้ามาในโซนพักผ่อน
หลี่เสวี่ยก็โบกมือเรียกเธอเบาๆ เป็นสัญญาณให้เดินเข้าไปหา
ถังเหยามองตามเสียงเรียก พี่สาวคนสวยวันนี้ยังคงงดงามไร้ที่ติ แต่งหน้าประณีตในสไตล์สาวมั่นวัยทำงาน ท่อนบนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ท่อนล่างเป็นกระโปรงทรงดินสอที่โอบรัดส่วนโค้งเว้าช่วงเอวและสะโพกเอาไว้อย่างมิดชิด เป็นการจับคู่สีขาวดำสุดคลาสสิก
ใต้ชายกระโปรงลงมา คือเรียวขายาวสวยที่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงน่องสีดำเนื้อละเอียด อวดเส้นสายความงามของสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ขายาวจริงๆ... แถมยังเรียวสวยได้สัดส่วน พอใส่ส้นสูงแล้วยิ่งดูเหยียดตรงและงดงาม
...ถุงน่องดำซะด้วย เยี่ยมไปเลย
ขณะที่ถังเหยากำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เธอก็ชี้มือไปทางตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเหมือนเคย
แต่คราวนี้ ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวเท้า หลี่เสวี่ยก็ลุกขึ้นยืนก่อน แล้วเดินเหยาะๆ เข้ามาควงแขนเธอไว้ "ไม่ต้องซื้อขนมปังแล้ว วันนี้พี่ทำเผื่อเธอมาด้วย มานั่งนี่เร็ว"
"ฮะ?"
ถังเหยาแปลกใจเล็กน้อย ถึงจะเคยโดนป้อนข้าวมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่การที่หลี่เสวี่ยเป็นฝ่ายเตรียมอาหารมาให้เองแบบนี้ ก็ถือว่าเหนือความคาดหมายอยู่ดี
"ไม่ต้องมา 'ฮะ' เลย รับกล่องข้าวไปซะ"
หลังจากลากถังเหยามานั่งลง หลี่เสวี่ยก็ยื่นกล่องข้าวใบหนึ่งให้เธอ จากนั้นก็เปิดกล่องของตัวเอง คีบ 'กัวเปาโร่ว' (หมูชุบแป้งทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน) ชิ้นหนึ่งขึ้นมาจ่อที่ปากถังเหยา "พี่ลองทำเมนูที่ไม่ค่อยถนัดดู ลองชิมสิว่าอร่อยไหม"
"อื้ม... อร่อย"
ถังเหยาอ้าปากรับหมูทอด แก้มป่องขึ้นเล็กน้อยขณะเคี้ยวหมูที่กรอบนอกนุ่มใน รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี เธอรีบยกนิ้วให้คะแนนเต็มทันที
ยังไงซะ คุณค่าทางอารมณ์ต้องมาก่อน
ก็นี่คนป้อนเชียวนะ
"อร่อยก็ดีแล้ว กินอีกชิ้นนะ ชิ้นนี้น่าจะอร่อยกว่า"
เป็นไปตามคาด
พอเห็นปฏิกิริยาของถังเหยา หลี่เสวี่ยก็ยิ่งมีความสุขราวกับคุณแม่ที่ดูลูกกินข้าว คีบหมูทอดจากกล่องตัวเองป้อนให้อีกชิ้น
"พี่เอามาให้ฉันหมดเลยเหรอเนี่ย"
ถังเหยาอ้าปากรับหมูทอด พลางเปิดกล่องข้าวของตัวเอง แล้วพูดเสียงอู้อี้ทั้งที่เคี้ยวตุ้ยๆ "ทำไมพี่ชอบยัดเยียดของกินให้ฉันจัง?"
"เธอไม่รู้หรอก การนั่งดูเธอกินข้าวมันทำให้คนมองมีความสุขนะ"
หลี่เสวี่ยยกตะเกียบขึ้นแกว่งเบาๆ "คนที่ดูไร้ซึ่งกลิ่นอายของการใช้ชีวิตแบบปุถุชนน่ะ ต่อให้สวยแค่ไหน เวลานั่งกินข้าวด้วยกันก็จะรู้สึกห่างเหินเหมือนอยู่คนละโลก เธอเป็นประเภทนั้นแหละ ถ้าตอนนั้นเธอไม่โชว์ท่านั้น... ท่า 'สเปซบาร์พิศวง' ให้พี่ดู พี่ก็คงยังคิดว่าเธอเป็นดอกฟ้าที่ไม่กินอาหารมนุษย์อยู่เหมือนกัน"
"เพราะลุคของเธอมันหลอกตามาก เธอโครตจะดูบริสุทธิ์ผุดผ่องเลย มันสร้างดาเมจกับพี่สาวที่โดนโลกแห่งความจริงเล่นงานมาหนักๆ อย่างพี่มากนะจะบอกให้ ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญหลายๆ อย่าง พี่คงไม่กล้าเข้าหาเธอหรอก"
"ทฤษฎีอะไรคะเนี่ย ไม่เห็นเคยได้ยิน"
ถังเหยาก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากคำโต แล้วเงยหน้าขึ้นเถียงเสียงอู้อี้ "ฉันไม่เห็นรู้สึกว่าตัวเองไม่กินอาหารมนุษย์ตรงไหน อีกอย่างคนแบบนั้นจะมีจริงได้ยังไง... แล้วก็นะ ฉันเองก็โดนโลกแห่งความจริงเล่นงานมาเหมือนกันนะคะ"
"เขาเรียกว่าหมอดูรักษาตัวเองไม่ได้ ช่วยคนอื่นได้แต่ช่วยตัวเองไม่รอดต่างหาก"
หลี่เสวี่ยมองเด็กสาวน่ารักที่แก้มป่องเหมือนกระรอกน้อย แล้วพูดต่อ "เธอแค่ขาดความตระหนักรู้ในตนเองเท่านั้นแหละ"
...
ถังเหยาตั้งท่าจะค้อนใส่ แต่ทำไปได้ครึ่งทางก็หมดความขลัง เพราะในมือยังถือก่องข้าวที่พี่สาวคนสวยให้มา สุดท้ายเลยทำได้แค่พองลมในแก้มใส่หลี่เสวี่ย ดูแล้วเหมือนเด็กงอแงมากกว่าจะโกรธจริงจัง
ส่วนหลี่เสวี่ยนั้นใจละลายไปแล้วเรียบร้อย ต่อให้ไม่มีกับข้าว เธอก็กินข้าวเปล่าได้สามชาม
...
ทั้งสองทานมื้อเที่ยงกันอย่างมีความสุข
ถังเหยาไปซื้อเครื่องดื่มมาเหมือนเคย พอกลับมาก็เห็นหลี่เสวี่ยเก็บกวาดโต๊ะอย่างเรียบร้อย แผ่รังสีความเป็นศรีภรรยาออกมาเต็มเปี่ยม
"ขอบคุณค่ะ แต่พี่ทำกับข้าวสำหรับสองคนเองแบบนี้จะไม่ลำบากแย่เหรอ?"
ถังเหยายื่นน้ำให้ขวดหนึ่ง แล้วนั่งลงข้างๆ
"ไม่หรอก กลับบ้านไปพี่ก็ไม่ค่อยมีอะไรทำอยู่แล้ว การทำอาหารเป็นงานอดิเรกเดียวของพี่"
หลี่เสวี่ยรับน้ำไป แล้วส่ายหน้าเบาๆ "อีกอย่าง การได้ทำกับข้าวให้เธอกิน พี่มีความสุขนะ"
ถังเหยาแซว "งั้นฉันแนะนำให้พี่ลองไปรับจ็อบเป็นพี่เลี้ยงเด็กดูสิคะ"
"ไม่ใช่กับใครก็ได้ย่ะ"
หลี่เสวี่ยค้อนใส่วงหนึ่ง "ตอนนี้พี่เต็มใจทำให้แค่เธอคนเดียวเท่านั้น"
"เยี่ยมไปเลย"
ถ้าบอกว่าไม่ดีใจก็คงโกหก
ถังเหยาจิบชาเขียว แล้วหมุนฝาปิดขวด ก้มตัวลงเอาคางมนสวยเกยไว้บนฝาขวด แล้วถอนหายใจยาว "ในสังคมวัตถุนิยมที่จิตใจผู้คนเย็นชาและโหดร้าย มีแต่พี่สาวนี่แหละที่ยังมอบความอบอุ่นให้~"
...
เมื่อได้ยินแบบนี้ หลี่เสวี่ยก็เก็บอาการหยอกล้อลง แล้วถามเสียงนุ่ม "บรรณาธิการบริหารของเธอกดดันเธออีกแล้วเหรอ?"
เรื่องวุ่นวายที่อาจารย์โอวก่อไว้
แน่นอนว่าเธอก็ได้ยินข่าวมาเหมือนกัน
เพราะนักเขียนในสังกัดการ์ตูนผู้หญิงของพวกเธอก็โดนหางเลขไปด้วย
แม้ผลกระทบจะน้อยกว่าฝั่งนิตยสารผู้ชายมากก็ตาม
แต่ไม่ว่าจะน้อยแค่ไหน ผลกระทบก็คือผลกระทบ เว็บไซต์และงานประกวดรางวัลก็มีส่วนของการ์ตูนผู้หญิงรวมอยู่ด้วย
"เปล่าค่ะ ฉันแค่บ่นไปงั้นแหละ"
ถังเหยารู้ว่าหลี่เสวี่ยเข้าใจผิด จึงอธิบาย "อีกอย่าง เรื่องมันเพิ่งจะเริ่มแดง ก่อนฉันจะมากินข้าว บ.ก. ติงเพิ่งถูกเรียกตัวไป น่าจะไปประชุมเรื่องงานรางวัลการ์ตูนนั่นแหละค่ะ"
"ก่อนพี่มา เหมือนจะเห็นรองผู้อำนวยการจ้าวด้วย... มิน่าล่ะ"
หลี่เสวี่ยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงส่ายหน้าเบาๆ "ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ สินะ"
"หลักๆ คือช่วงเวลามันชนกันพอดี บริษัทดูจะให้ความสำคัญกับรางวัลการ์ตูนและเว็บไซต์ใหม่มาก จู่ๆ มาเกิดเรื่องแบบนี้ คนรับผิดชอบคงสติแตกไปแล้วมั้งคะ"
ถังเหยายิ้ม "โชคดีที่ บ.ก. ติงบอกกับฉันเองว่า บรรณาธิการต๊อกต๋อยที่ปั้นไม่ขึ้นอย่างฉัน ไม่ต้องรับผิดชอบนักเขียนใหญ่อย่างอาจารย์โอวอีกแล้ว ถือว่าในความโชคร้ายยังมีเรื่องดีอยู่ค่ะ"
ได้ยินดังนั้น
หลี่เสวี่ยมองเสี้ยวหน้าของถังเหยา จับสังเกตอะไรบางอย่างได้ แววตาอ่อนโยนฉายชัดขึ้นมา เธอพูดเสียงเบาว่า "อันที่จริง เมื่อกี้พี่เพิ่งได้อ่าน 'เด็กสาว เด็กหนุ่ม และดาบ' เล่มล่าสุดมาเหมือนกัน"
"หืม?"
"มันแย่มาก แย่จนพี่ตามความคิดของอาจารย์โอวไม่ทันเลย พี่ตามอ่านผลงานส่วนใหญ่ในบริษัท รวมทั้งฝั่งผู้ชายด้วย พี่เลยเข้าใจความรู้สึกของคนอ่านจริงๆ ว่านี่มันวาดบ้าอะไรออกมา? คิดอะไรอยู่? พี่แทบอยากจะปานิตยสารทิ้ง"
"ใช่ไหมล่ะคะ?"
"แต่ก็นะ ด้วยความเป็นบรรณาธิการ พี่เลยสงบสติอารมณ์แล้วกลับไปอ่านใหม่อีกรอบ แล้วพี่ก็เห็น 'คำโปรยท้ายเรื่อง' (AORI) อันนั้น แล้วจู่ๆ พี่ก็เกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาว่า... หรือนี่จะเป็นความตั้งใจ? ตอนหน้าจะมีจุดหักมุมครั้งใหญ่เหรอ? 'ความชั่วร้ายที่ถูกรวบรวม' หมายถึง 'อวตารแห่งนรก' ในเรื่องหรือเปล่า? เธออยู่เบื้องหลังทั้งหมดใช่ไหม? แล้วความหวังเล็กๆ ก็ถูกจุดประกายขึ้นมา"
"อ้อ... อย่างนี้นี่เอง"
"สรุปว่า คำโปรยอันนั้นเธอเป็นคนคิดและเติมลงไปเองใช่ไหม? ตอนหน้าจะมีจุดหักมุมจริงๆ เหรอ?"
"ถ้าตามความคิดของอาจารย์โอว ไม่มีหรอกค่ะ ตอนหน้าก็ยังห่วยเหมือนเดิม"
"แล้วตอนนั้นเธอคิดอะไรอยู่ ถึงใส่คำโปรยแบบนั้นลงไป?"
"ด้วยความรับผิดชอบของบรรณาธิการ และอาจจะเพราะความสงสารมั้งคะ... ฉันแค่รู้สึกว่าคนอ่านน่าสงสารเกินไป"
ถังเหยาตอบอย่างไม่ใส่ใจ "พอนึกขึ้นได้ก็เลยเติมลงไปเฉยๆ ค่ะ"
หลี่เสวี่ยมองท่าทีสบายๆ ของถังเหยา ก็เดาเรื่องราวได้ และหัวเราะเบาๆ "โกหก เธอรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าอาจารย์โอวคิดจะเขียนยังไง? แถมยังเตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้วด้วย... แต่ถ้าอาจารย์โอวแกจะวาดตามใจตัวเองจริงๆ ล่ะ?"
"เกี่ยวอะไรกับฉันล่ะคะ? เขาทำตัวเองทั้งนั้น ฉันก็แค่เติมประโยคเดียว สุดท้ายอาจารย์โอวจะวาดยังไงก็เรื่องของเขา"
ถังเหยายืดตัวขึ้นบิดขี้เกียจเล็กน้อย "เล่นใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเจอกระแสตีกลับจากคนอ่านแล้วยังไม่ตื่น ก็ปล่อยให้ตายไปเถอะค่ะ ฉันทำหน้าที่บรรณาธิการครบถ้วนแล้ว ความโกรธแค้นของคนอ่านก็ได้สื่อไปถึงอย่างชัดเจนแล้วเหมือนกัน"
"สมกับเป็นเธอจริงๆ"
หลี่เสวี่ยยิ้มหวาน โยกตัวไปกระแทกไหล่ถังเหยาเบาๆ "เธอเนี่ย เท่ชะมัดเลย"
"เอ๊ะ?"
ถังเหยาแปลกใจ รีบขยับตัวหลบไปด้านข้าง มองหลี่เสวี่ยอย่างงงๆ "ทำไมจู่ๆ มาชมกันล่ะคะ? แถมยังชมว่า 'เท่' อีก?"
"เพราะเธอสมควรได้รับคำชมไง"
หลี่เสวี่ยขยับตัวตามเข้าไปเบียดชิดถังเหยาอีกครั้ง แล้วพูดอย่างมีความหมาย "ตอนนี้พี่เริ่มเชื่อแล้วว่า เกมกาชาสาวน้อยที่เธอเคยพูดถึงจะต้องประสบความสำเร็จแน่ๆ แล้วพี่ก็เข้าใจคำพูดของญาติพี่ที่บอกว่า 'การลงทุนคือการดูที่ตัวคน' แล้วล่ะ"
ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แล้วปล่อยให้ฟ้าลิขิต
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็แบกรับความรับผิดชอบที่ควรแบกรับ
ประโยคนี้พูดง่าย แต่ทำยากมาก
ปีนี้หลี่เสวี่ยอายุย่างยี่สิบเจ็ด เกือบจะสามสิบแล้ว ซึ่งหมายความว่าเธอโลดแล่นอยู่ในบริษัทนี้มาเกือบสิบปี
ในระยะเวลาอันยาวนาน เพื่อนร่วมงานรอบตัวเปลี่ยนหน้าค่าตาไปเรื่อยๆ เธอเห็นบรรณาธิการมาแล้วร้อยพ่อพันแม่ แม้กองบรรณาธิการการ์ตูนผู้หญิงจะไม่ดุเดือดเท่าฝั่งผู้ชาย แต่วัดเล็กๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีปีศาจ
เธอเห็นคนมามากเกินพอ อย่าว่าแต่คนที่ยึดมั่นในหลักการเลย คนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลักการคืออะไรก็มีถมไป
ครั้งนี้อาจารย์โอวก่อเรื่องงามหน้า ด้วยชื่อเสียงบารมีของเขา ถ้าเป็นบรรณาธิการใต้บังคับบัญชาของเธอ อย่าว่าแต่จะพยายามเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบถังเหยาเลย... แค่เจอความเกรี้ยวกราดของนักเขียนรุ่นใหญ่เข้าไปทีเดียว ก็คงถอดใจหนีหายกันหมดแล้ว
ยังไงซะเขาก็เป็นนักเขียนเสาหลัก และ 'Big Comic' ก็เป็นนิตยสารหัวใหญ่ที่ติดท็อป 5
ไม่ใช่หนังสือไก่กาอาราเล่ที่ไหน
แต่ถังเหยาก็ยังพยายามจนถึงที่สุด
และในสถานการณ์ที่กู้คืนอะไรไม่ได้แล้ว อีกฝ่ายเอาแต่ใจ และหัวหน้าก็ไร้สมอง บรรณาธิการทั่วไปคงถอดใจทิ้งงานไปแล้ว ไม่สนใจผลที่จะตามมาหรือความรู้สึกของคนอ่านอีก
แต่ถังเหยาไม่ทำแบบนั้น ภายใต้ขอบเขตความรับผิดชอบและความสามารถของเธอ เธอยังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา และลดแรงกระแทกจากผลลัพธ์ที่จะตามมา
คำโปรยนั้นมีประโยชน์ไหม?
มีสิ
เพราะหลี่เสวี่ยรู้ดีว่า หลังจากความโกรธเกรี้ยวระลอกแรกจางหายไป คนอ่านจะสังเกตเห็นประโยคนั้นแน่นอน แล้วเกิดความหวัง หรือพูดให้ถูกคือ การปลอบใจตัวเอง
และสิ่งนี้จะช่วยประคองความรู้สึกพวกเขาไปได้อีกสองสัปดาห์ จนกว่า 'Big Comic' ฉบับหน้าจะวางแผง ถึงตอนนั้น อาจารย์โอวจะวาดยังไงก็ไม่สำคัญเท่าไหร่แล้ว
เพราะหลังจากสงบสติอารมณ์มาสองสัปดาห์ กราฟอารมณ์ของคนอ่านจะค่อยๆ ลดลง ความคาดหวังก็จะลดลงตาม ต่อให้อาจารย์โอวจะยังคงมุ่งมั่นสร้างผลงานห่วยแตกต่อไป คนอ่านก็จะไม่รู้สึกแย่มากนักและมีแนวโน้มที่จะยอมรับมันได้
แน่นอนว่าความนิยมของเรื่องคงดิ่งลงเหว
แต่อย่างน้อยสำหรับฉบับนี้ คนอ่านก็ยังมีพื้นที่ให้หายใจ ถังเหยายังคงทำหน้าที่บรรณาธิการของเธอได้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่วิกฤตที่สุด
ไม่ได้ทำเพื่อช่วยอาจารย์โอว หรือเพื่อใครหน้าไหน แต่ทำเพื่อคนอ่านล้วนๆ
เธอแค่ทำหน้าที่บรรณาธิการ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนอ่านกับนักเขียน เมื่อนักเขียนที่ปลายทางสติแตกและสร้างความพินาศ เธอก็ยื่นโล่ใบเล็กๆ ให้คนอ่าน
แม้จะเป็นแค่โล่กระดาษบางๆ ก็ตาม
แต่บอกตามตรง ในสถานการณ์แบบนั้น การที่ยังยึดมั่นในหลักการ ยังนึกถึงคนอ่าน และยังสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในพื้นที่จำกัดที่ตัวเองมีอำนาจตัดสินใจ เหมือนกับการสร้างวิหารในเปลือกหอย
มันโคตรเท่เลยจริงๆ
หลี่เสวี่ยเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกับถังเหยามานานหลายปี ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแค่อาทิตย์เดียว
บางทีอาจไม่ใช่เพราะถูกชะตา หรือเพราะนิสัยใจคอ
ต่อให้ตัดเรื่องความสวยระดับนางฟ้าและความน่ารักน่าเอ็นดูของถังเหยาออกไป
หลี่เสวี่ยก็คงยังชอบเด็กสาวคนนี้อยู่ดี
เพราะคนคนนี้ ถ้ามองข้ามปัจจัยภายนอกทั้งหมด เธอคือผู้ใหญ่ที่มีหลักการและมีความรับผิดชอบ
และการเป็นเพื่อนกับคนแบบนี้ คุณไม่ต้องกังวลเลยว่าเธอจะนำภัยมาให้ตัวคุณ
"พี่นี่ตาถึงจริงๆ นะคะ"
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากอึ้งไปเล็กน้อย ถังเหยาก็ตั้งสติได้ ใบหน้าขาวเนียนดุจกระเบื้องเคลือบเผยรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เธอคว้าแขนหลี่เสวี่ยเขย่าเบาๆ "ข้อเสนอโครงการเกมฉันทำเสร็จไปแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วค่ะ ส่วนการ์ตูน... ฉันก็ร่างสตอรี่บอร์ดเบื้องต้นไว้แล้วด้วย พี่เตรียมตั้งตารอได้เลย แล้วก็เตรียมแนะนำนักลงทุนคนนั้นให้ฉันด้วยนะคะ"
...
หลี่เสวี่ยยิ้มแห้งๆ อย่างจนใจ "พี่ก็แค่พูดไปงั้นแหละ จริงๆ แล้วถังเหยา พี่ไม่แนะนำให้เธอเสี่ยง..."
ขณะที่ถังเหยากำลังจะตอบกลับ โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อก็สั่นขึ้นมา
มีสายเข้า
ถังเหยาหยิบโทรศัพท์ออกมาดู เมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้า คิ้วสวยก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย แต่ก็กดรับสาย
หลี่เสวี่ยนั่งอยู่ข้างๆ พอจะได้ยินเสียงลอดออกมา... เป็นติงอี้หลงที่โทรมาตามถังเหยากลับไปที่กองบรรณาธิการ
ไม่นาน
การสนทนาก็จบลง
ถังเหยาเก็บโทรศัพท์ "ขอโทษค่ะพี่หลี่ ฉันต้องกลับแล้ว"
"อื้ม"
หลี่เสวี่ยพยักหน้า พร้อมกำชับว่า "มีอะไรต้องบอกพี่นะ แล้วถ้าต้องการให้พี่ช่วยอะไรก็ติดต่อมาได้เลย"
"โอเคค่ะ บ๊ายบาย"
ถังเหยาพยักหน้ารับ ลุกขึ้นยืน หันหลังเดินตรงไปทางออกของโซนพักผ่อน
แต่พอเดินไปถึงประตู จู่ๆ เธอก็นึกอะไรขึ้นได้ หันหลังกลับแล้วเดินเร็วๆ กลับมาหาหลี่เสวี่ย
หลี่เสวี่ยเชิดคางมนขึ้นมองถังเหยาด้วยความแปลกใจ "มีอะไรเหรอ?"
"เกือบลืมบอกไป... มันดูดีมากๆ เลยนะคะ"
ถังเหยามองซ้ายมองขวา เห็นว่ายังมีคนนั่งอยู่ที่มุมห้องอีกสองคน จึงก้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูหลี่เสวี่ยด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ราวกับขโมย "แต่วันนี้ฉันไม่มีเวลาเก็บข้อมูลอ้างอิง พรุ่งนี้พี่ช่วยใส่มาอีกได้ไหมคะ?"
ยังไงซะเธอก็เป็นคนขอให้ใส่มาเอง
ก็ต้องชมหน่อย
ถือเป็นมารยาททางสังคม
...ไม่ใช่เพราะฉันยังอยากดูต่อหรอกนะ จริงจริ๊ง
...
หลี่เสวี่ยมองถังเหยาที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ หน้าแดงระเรื่อ แล้วอดหัวเราะคิกคักไม่ได้ เธอค้อนใส่อีกฝ่ายวงใหญ่ "กลัวอะไรยะ? ใส่สิ ใส่แน่นอน เดี๋ยวพี่จะใส่มาให้เธอดูทุกวันเลย โอเคไหม?"