- หน้าแรก
- บลีช : ยมทูตที่แข็งแกร่งที่สุด
- EP.15 ไม่มีใครโง่ได้ขนาดนั้นหรอกจริงไหม ?
EP.15 ไม่มีใครโง่ได้ขนาดนั้นหรอกจริงไหม ?
EP.15 ไม่มีใครโง่ได้ขนาดนั้นหรอกจริงไหม ?
EP.15 ไม่มีใครโง่ได้ขนาดนั้นหรอกจริงไหม ?
เมื่อถึงเวลากลางคืน
แสงจันทร์wfhสาดส่องลงมาเหมือนสายน้ำ แสงอาทิตย์เย็นๆได้สาดส่องอาคารบ้านเรือนหลากสีสัน สะท้อนให้เห็นสีสันอันสวยงามไม่ซ้ำใคร
ทุกคนกลับไปยังหอพักชั่วคราวของตน จิตใจต่างสั่นไหวด้วยความตกใจและไม่เชื่อหลังจากได้เห็นการต่อสู้
คืนนี้คงเป็นคืนที่นอนไม่หลับ ตอนแรกพวกเขาคิดว่าชัยชนะของอากิระเหนืออุรุโออิเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แต่เมื่อเขาแสดงความรุนแรงสุดขีดออกมาต่อหน้าสายตานับครั้งไม่ถ้วน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ตอนนั้นเองที่เหล่าอาจารย์และนักเรียนของสถาบันชิโอได้ตระหนักว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดตัวฉกาจ ไม่ว่าจะเป็นวิชาดาบหรือฮาคุดะ ท่ามกลางนักเรียนรุ่นเดียวกันตอนนี้ไม่มีใครเลยที่สามารถเผชิญหน้ากับมันได้
ยกตัวอย่างเช่น มัตสึชิตะผู้มีร่างกายแข็งแกร่ง แต่กลับโดนเตะลอยฟ้าของอากิระจนแขนหักและช่องอกยุบ ตอนนั้นเขาแทบหายใจไม่ออก
ยมทูตที่ประจำการอยู่ได้ประกาศหยุดการดวลทันที โดยพามัตสึชิตะไปที่ห้องพยาบาลด้วยความเร็วสูงสุด จากนั้นจึงส่งตัวเขาไปที่สถานีบรรเทาทุกข์ประสานงานของหน่วยที่ 4 โดยตรง
ในขณะที่บรรดาครูและนักเรียนของสถาบันต่างงุนงงกับความแข็งแกร่งอันมหาศาลของเขา พวกเขาก็เริ่มครุ่นคิดถึงคำถามอีกข้อนึงด้วย :
"'Celestial Crescent Sweep' นี่มันอะไรกันเนี่ย ?"
{หมายเหตุจากผู้เขียน : ใช่ เขาตะโกนชื่อท่านั้นออกมา เหมือนกับตัวละครอนิเมะทุกตัวเลย... แล้วก็อีกอย่าง นี่เป็นสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นเอง ไม่ได้มาจากหนังสือโดยตรง ฉันชอบตั้งชื่อท่าเท่ๆให้กับท่าต่างๆ เห็นได้จากแฟนฟิคนารูโตะ}
...
ในหอพักชั่วคราว ไอเซ็นกำลังขมวดคิ้วด้วยความสับสน
เพราะจากมุมมองของเขา เทคนิคฮาคุดะที่อากิระเพิ่งใช้ในการต่อสู้นั้นมันแตกต่างออกไปจากเทคนิคที่สอนที่สถาบันชิโอ
"ก็แน่ล่ะ ฝีมือข้าเองนี่!" อากิระยิ้มกริ่ม อวดอย่างไม่ละอาย "อัจฉริยะอย่างข้าคนนี้ได้สะสมทักษะมาเยอะเลยตอนดวลกับโยรุอิจิครั้งก่อน เทคนิคเฉพาะของตระกูลชิโฮอิน แค่ปรับแต่งนิดหน่อยก็กลายเป็นของข้าแล้ว"
{หมายเหตุจากคนเขียน : นี่คือส่วนที่ความคิดสร้างสรรค์เข้ามามีบทบาท ชื่อวิชาที่ฉันสร้างขึ้นให้เขาล้วนขึ้นต้นด้วยคำว่า 'เท็นริน' ซึ่งแปลว่า 'สวรรค์' หรือ 'ศักดิ์สิทธิ์' ฉันนั้นนึกถึงลักษณะนิสัยของเขา 'หัวใจของเทพ' ซึ่งบ่งบอกว่าเขามองตัวเองว่าเป็นเทพที่แท้จริง ดังนั้น ลองนำสิ่งนึงมารวมกับอีกสิ่งนึง คุณก็จะได้ชื่อวิชาเจ๋งๆออกมา}
เขาเลือกที่จะไม่ปิดบังมัน หรือพูดให้ถูกคือ ต่อหน้าไอเซ็นแล้วเขาไม่จำเป็นต้องปิดบังความลับเล็กๆน้อยๆเช่นนี้
เมื่อพวกเขาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น อากิระก็พบว่าเขาไม่ได้ทะเยอทะยาน โหดร้าย หรือเย็นชาอย่างที่คิดไว้ แม้จะมองเขาผ่านแว่นตา ความรู้สึกก็ยังคงเหมือนเดิม
ไอเซ็นในปัจจุบัน นอกจากความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้าแล้ว เขาก็ดูเหมือนจะไม่ต่างจากนักเรียนคนอื่นๆเลย แม้แต่เรื่องพรสวรรค์เขาก็ยังดู "ธรรมดา" อยู่บ้าง
เมื่อเทียบกับการแสดงอันยอดเยี่ยมของอากิระเมื่อเร็วๆนี้ เขาดูเหมือนเป็นเพียงตัวประกอบธรรมดาๆมากกว่า
เขาไม่มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น ไม่มีภูมิหลังที่โดดเด่น แม้เขาอาจจะเก่งกว่าคนทั่วไป แต่ในสถาบันชิโอที่เต็มไปด้วยคนที่มีพรสวรรค์ เขากลับดูธรรมดาสามัญ
ส่วนเรื่องบุคลิกภาพของเขา -อ่อนโยน เป็นมิตร ระมัดระวัง และรอบคอบ- เขาแทบจะไม่ปฏิเสธคำขอจากเพื่อนเลย แม้แต่หัวหน้านักบวชของศาลเจ้าคนนี้ก็ยังเข้ากับเขาได้ดี
บางทีนี่อาจจะเป็นใบหน้าที่แท้จริงของไอเซ็น
อากิระนั้นเคยดิ้นรนเอาชีวิตรอดในเขตซากาโฮเนะมาก่อน เขาได้พบเห็นธรรมชาติของมนุษย์มากมายมานับครั้งไม่ถ้วน หากสถาบันนั้นคือโลกมนุษย์ ซากาโฮเนะก็คงเป็นนรกอันเปลือยเปล่า
เขานั้นไม่กล้าอ้างว่าเขานั้นเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างถ่องแท้ แต่อย่างน้อย... แต่ สัญชาตญาณอันตราย นั้นไม่เคยโกหก
เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา หอพักชั่วคราวจึงเป็นห้องสำหรับ 4 คน จึงไม่น่าแปลกใจที่ไอเซ็นและอากิระจะถูกจัดให้อยู่ห้องเดียวกัน และเมื่อเพื่อนร่วมห้องอีก 2 คนรู้ว่าพระศาลเจ้าผู้มีชื่อเสียงและเป็นมิตรก็อยู่ที่นั่นด้วย พวกเขาตัดสินใจย้ายออกทันที
ตอนนี้จึงเหลือเพียงชายหนุ่มเพียง 2 คนเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในหอพัก
หลังจากที่เขาอธิบายหลักการของ "Celestial Crescent Sweep" ให้เขาฟัง สายตาของไอเซ็นที่มองไปยังเพื่อนของเขาก็มีร่องรอยของความประหลาดใจเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ ตอนที่อากิระดวลฮาคุดะกับโยรุอิจิ เขาคิดว่าตัวเองแค่เลียนแบบเทคนิคของเธอมาได้ในเวลาสั้นๆ แต่ตอนนี้เขานั้นตระหนักได้แล้วว่าเขาประเมินเพื่อนของตัวเองคนนี้ต่ำเกินไป
อากิระสามารถฝึกฝนเทคนิคต่างๆได้จนเชี่ยวชาญในทันที เพียงแค่เขาได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง พรสวรรค์เช่นนี้มันเหนือกว่าไอเซ็นเสียอีก!
"อยากเรียนเหรอ ? ข้าสอนให้ก็ได้นะ" โดยไม่รอให้ไอเซ็นพูด อากิระก็เริ่มอธิบายอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นผ้าทอ พร้อมกับอวดว่า "จริงๆแล้ว เทคนิคของโยรุอิจินั้นมักไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น นางนั้นจงใจลดความเร็วลง ทำให้เพียงวิเคราะห์การเคลื่อนไหวจากขาซ้ายล่างและเอวด้านขวาก็สามารถวิเคราะห์เทคนิคทั้งหมดได้..."
ไอเซ็นนั้นอยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นความกระตือรือร้นขออากิระ เขาก็ไม่อยากทำให้กำลังใจของเขาหดหู่ลง
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขาตั้งใจฟัง เขาก็หรี่ตาลงเล็กน้อย คำอธิบายนั้นแม่นยำอย่างน่าประหลาดใจในรายละเอียดที่ละเอียดที่สุด
'อากิระ เจ้าหัวหน้านักบวชผู้หลงใหลในผู้หญิง นี่คือใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าใช่ไหม ?'
หลังจากฟังคำอธิบาย ไอเซ็นพยักหน้าอย่างครุ่นคิดและพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจนว่า "จริงๆแล้ว ข้านั้นมีคำถามอีกข้อนึง"
อากิระลูบคางและยกคิ้วขึ้น “มีอะไรอีกไหมที่เจ้ายังไม่เข้าใจอีกละ ?”
“เปล่า” ไอเซ็นส่ายหัว “ข้านั้นอยากถามเรื่องความวุ่นวายในวันนี้ จ้าทำอะไรผิดไปหรือเปล่า”
เขานั้นได้เห็นกระบวนการทั้งหมดที่อากิระนั้นสื่อสารกับอาซาอุจิของเขา แม้จะมีความรู้และความคิด แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับอีกฝ่าย
ด้วยความอยากรู้ เขาจึงเลือกที่จะถามไปตรงๆ
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำถามนี้
“ไม่สะดวกตอบเหรอ ?” ไอเซ็นมองต่ำลงเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้พูดความคิดของเขาออกมา
สำหรับยมทูตแล้ว ซัมปาคุโตะนั้นมันเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวตนของเจ้าของมัน และการไม่แบ่งปันกับผู้อื่นก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แม้แต่สำหรับเขาเองก็เหมือนกัน
ในโลกนี้คงไม่มีใครโง่พอที่จะเปิดเผยความสามารถของซันปากุโตะให้คนอื่นรู้ได้ง่ายๆหรอกใช่ไหมละ
เขานั้นไม่ได้แปลกใจกับปฏิกิริยาของอากิระเลย ถึงแม้ว่าทั้ง 2 จะสนิทกันมากในช่วงเวลานี้ และดูเหมือนจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมากในสายตาคนอื่น แต่ในแง่ของความไว้วางใจ บางทีพวกเขาอาจยังไม่ถึงจุดที่เปิดเผยอย่างเปิดเผย
"บอกตามตรงนะ" อากิระพูดขึ้นอย่างกะทันหัน คิ้วยังคงขมวดมุ่น "ข้านั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนที่ข้าสื่อสารกับอาซาอุจิด้วยวิธีการทำพิธีกรรม จิตสำนึกของข้าก็ได้เข้าสู่โลกภายในของซัมปาคุโตะได้สำเร็จ จากนั้นข้าก็ได้กลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคยที่สุดในความทรงจำ นั่นคือเขตซากาโฮเนะของเมืองลูคอน และในศาลเจ้าที่ข้าทำงาน ตรงที่ที่ควรจะมีรูปปั้นมิมิฮากิ กลับมีรูปปั้นของข้าเองถูกนำมาตั้งแทน จากนั้นจิตสำนึกของข้าก็กลับคืนมา"
เขาเล่าเรื่องทั้งหมดนี้อย่างใจเย็นโดยไม่ปิดบัง ในมุมมองของเขา นี่แทบจะนับเป็นความลับไม่ได้เลย เมื่อเทียบกับความคิดไร้สาระเกี่ยวกับการได้รับความสามารถโกง ความลึกลับของซัมปาคุโตะดูจะเล็กน้อยไปเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เข้าใจจริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขา ซึ่งแทนที่จะมานั่งคิดคนเดียว การเปิดใจกับไอเซ็นน่าจะสมเหตุสมผลกว่า และด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อน อากิระนั้นก็รู้ว่าเขาน่าจะสนใจ
ไอเซ็นจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ราวกับว่าตัวเขาพึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่นเป็นครั้งแรก จนเขานั้นไม่สามารถอธิบายความคิดของเขาออกมาได้อย่างชัดเจนนัก แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ได้ผุดขึ้นมาในใจของเขา
"บางที..." เขาครุ่นคิด ก่อนที่ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อย "เพื่อคลี่คลายสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าจริงๆ เราควรเริ่มต้นด้วยการสืบสวนศาลเจ้าซากาโฮเนะ..."
โปรดติดตามตอนต่อไป.
_______________