- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ศาสตร์ลึกลับหวนคืนเมืองหลวงหนึ่งคำทำนาย ขุนนางสะท้าน
- บทที่ 19: ศิษย์
บทที่ 19: ศิษย์
บทที่ 19: ศิษย์
บทที่ 19: ศิษย์
เมื่อเห็นนักพรตเฒ่า เซียวอันเล่อก็รู้ทันทีว่างานเข้าแล้ว
และก็เป็นดั่งคาด นักพรตเฒ่าวิ่งตรงเข้ามาหานางแล้วเอ่ยว่า "แม่นางเซียว ท่านปรมาจารย์เซียว... โอ้สวรรค์ ข้าอุ่นใจขึ้นเป็นกองเลยที่ได้เจอท่าน"
เซียวเฉิงหลิงที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกประหลาดใจ ตาเฒ่านี่อายุน่าจะเกินห้าสิบแล้วกระมัง?
แต่กลับเรียกน้องสาวของเขาด้วยคำพูดนอบน้อมเช่นนี้
เซียวอันเล่อกวาดสายตามองใบหน้าของนักพรตเฒ่าแล้วขมวดคิ้ว
"ท่านไปเจอของสกปรกมาอีกแล้วรึ?
บอกวันเดือนปีเกิดมา... ช่างเถอะ พาข้าไปดูของสกปรกนั่นก่อนเลยดีกว่า!"
เดิมทีนางคิดจะทำนายดวงชะตาให้นักพรตเฒ่า แต่เมื่อเห็นใบหน้าเขาเมื่อครู่ ปีนี้นักพรตเฒ่าดวงตก น่าจะเป็นปีชง ทำให้มีเกณฑ์ประสบเคราะห์จากภูตผีปีศาจได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อนางอยู่ที่นี่แล้ว ก็พอจะช่วยเขาปัดเป่าเคราะห์ร้ายได้
นักพรตเฒ่ารู้ทันทีว่านางคิดอะไรอยู่ตอนที่นางถามหาวันเดือนปีเกิด
เขาได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าปีนี้ปีชง? เขาอุตส่าห์ใส่กางเกงในแดง เสื้อซับในแดง ผ้าคาดเอวแดง ถุงเท้าแดงมาครบชุด แต่ก่อนหน้านี้เขาก็แค่โชคร้ายนิดหน่อย ไม่มีงานเข้า
แต่ตั้งแต่มารู้จักกับนาง เขารู้สึกเหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา!
และก็จริงดังคาด ไม่ทันไรก็มาเจอวิญญาณอาฆาตเข้าให้อีก
"เป็นโรงบ่มสุราตระกูลจางในเมืองขอรับ มีศพผู้หญิงถูกโยนลงไปในบ่อน้ำแห้งของพวกเขา
คนทำเหล้าเขาพิถีพิถันเรื่องน้ำมาก เมื่อเช้านี้คุณชายใหญ่ของบ้านนั้นตักน้ำในบ่อขึ้นมาดื่ม ก็รู้ทันทีว่าน้ำผิดปกติ
เขาส่งคนลงไปดู แทบช็อกตายคาที่ มีศพหญิงท้องแก่ลอยอืดอยู่ข้างใน"
เซียวเฉิงหลิงที่ฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับทำเสียงจิ๊ปากด้วยความสยดสยอง
คิ้วของเซียวอันเล่อขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"เด็กในท้องศพผู้หญิงนั่น... ตายหรือยัง?"
นักพรตเฒ่าได้ตรวจสอบเรื่องนี้มาแล้วก่อนจะออกมา
"ตายแล้วขอรับ เพราะตายแล้วนี่แหละถึงยุ่งยาก
ถ้านักพรตเฒ่าผู้นี้ดูไม่ผิด ศพผู้หญิงคนนั้นน่าจะเกิดปีขาล เดือนขาล วันขาล
ตอนนั้นข้าขนลุกซู่ไปทั้งตัว ขนหัวลุกชัน
ข้าเห็นท่าไม่ดี เลยรีบออกมาตามหาท่าน
ข้าจำได้ว่าท่านแซ่เซียว กำลังจะไปตามหาว่าตระกูลเซียวไหนในเมืองหลวง ก็บังเอิญมาเจอท่านกลางทางพอดี
ท่านคิดว่าเรื่องนี้พอจะมีทางแก้ไหมขอรับ?"
ดวงตาสีดำขลับของเซียวอันเล่อจ้องมองนักพรตเฒ่าเขม็งแล้วถามกลับ
"วันนี้วันอะไร เดือนอะไร?"
นักพรตเฒ่าอ้าปากจะตอบ ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ ปากที่อ้าค้างอยู่ก็อ้ากว้างขึ้นไปอีก ดวงตาเบิกโพลง
"ปีขาล เดือนขาล วันขาล!
เฮือก!
นี่... นี่... นี่... จะทำยังไงดี?
นักพรตเฒ่าอย่างข้าไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย!"
เซียวเฉิงหลิงมองหน้านักพรตเฒ่าสลับกับเซียวอันเล่อ เขาฟังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด
แต่เขาสัมผัสได้ว่าเรื่องนี้ดูท่าจะร้ายแรงมาก
เซียวอันเล่อหันไปมองเขา
"พี่รอง ท่านกลับจวนไปก่อนเถอะ มื้อเที่ยงข้าจะหากินข้างนอก เรื่องนี้ไม่สะดวกให้ท่านติดตามไปด้วย"
เซียวเฉิงหลิงกลืนน้ำลาย ยืดหลังตรง
"ให้พี่ไปกับเจ้าเถอะ พี่รองของเจ้าก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง ยามคับขันพี่ปกป้องเจ้าได้"
เซียวอันเล่อมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
"ข้ากลัวท่านจะเป็นตัวถ่วงน่ะสิ"
เซียวเฉิงหลิง: ... เจ้าพูดตรงขนาดนี้ ไม่กลัวพี่เสียใจเลยรึไง!
"งั้นมีอะไรให้พี่ช่วยไหม?"
เซียวอันเล่อพยักหน้า
"มีเจ้าค่ะ กลับบ้านไปบอกท่านพ่อกับท่านแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงข้า แค่นั้นแหละ"
"แค่นั้น?"
เซียวเฉิงหลิงได้แต่จำยอมอย่างเสียไม่ได้
"งั้นเจ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ!
หรือจะให้พี่หาสาวใช้ฝีมือดีไปเป็นเพื่อนเจ้า?"
"ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ พี่รองกลับไปเถอะ!"
หญิงสาวรูปงามในชุดกระโปรงจับจีบลายดอกไม้สีฟ้าเดินเคียงข้างไปกับนักพรตเฒ่าในชุดนักพรตสีขาวฟ้าที่ดูเก่าคร่ำครึ
ภาพที่เห็นดูแปลกตาไม่ว่าจะมองมุมไหน โดยเฉพาะท่าทางนอบน้อมเกินเหตุของนักพรตเฒ่า แต่กลับให้ความรู้สึกกลมกลืนอย่างน่าประหลาด
เซียวอันเล่อถามนักพรตเฒ่าข้างกาย "ท่านไม่มีอาจารย์รึ?"
นักพรตเฒ่าอู๋หัวเราะแห้งๆ
"เรียนตามตรง ข้าเคยเป็นบัณฑิตที่สอบตกซ้ำซากมากว่าสี่สิบปี
ครอบครัวยากจนข้นแค้นเพราะข้า ต่อมาข้าบังเอิญได้คัมภีร์เต๋ามาจากวัดร้างแห่งหนึ่ง ก็เลยศึกษาด้วยตัวเอง
พอมีความรู้เรื่องการดูดวง ทำนายชะตา และเสี่ยงทายอยู่บ้าง
ทำนายแม่นยำอยู่บ่อยครั้ง ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเลยดีขึ้น
แต่อนิจจา เกิดเหตุเภทภัย ครอบครัวข้าตายจากไปหมด เหลือแค่นักพรตเฒ่าผู้นี้ตัวคนเดียว ข้าเลยคิดจะเข้าเมืองหลวงมาชมความเจริญใต้เบื้องพระยุคลบาท
คราวก่อนที่จวนเจ้ากรมการคลัง เป็นครั้งแรกที่ข้ารับงานจริงจัง ไม่นึกว่าจะเจอเรื่องยากขนาดนั้น"
หลังจากเล่าประวัติความเป็นมา เขาก็ถามคำถามที่ค้างคาใจ
"เมืองหลวงอยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาทแท้ๆ
ทำไมถึงยังมีภูตผีปีศาจกล้าออกอาละวาดมากมายขนาดนี้?"
เมื่อเจอคำถามนี้ สายตาของเซียวอันเล่อก็เบนไปทางพระราชวังหลวงที่ประทับของฮ่องเต้
"ท่านแน่ใจรึว่าอยากรู้เหตุผล?
การไม่รู้อาจจะดีกับตัวท่านมากกว่านะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น นักพรตเฒ่ารีบส่ายหน้าทันที
"งั้นข้าไม่ถามดีกว่า"
คุยกันไปพลาง ทั้งสองก็มาถึงหน้าโรงบ่มสุรา ได้กลิ่นหอมของสุราลอยออกมาจากด้านใน เซียวอันเล่อพยักหน้าเงียบๆ
อย่างที่เขาว่ากัน 'คนเป็นเช่นไร สุราก็เป็นเช่นนั้น'
คนอื่นอาจดูไม่ออก แต่นางบอกได้เลยว่าเจ้าของโรงบ่มนี้เป็นคนมีคุณธรรมใช้ได้
"นี่แหละโรงบ่มสุราตระกูลจาง"
เสี่ยวเอ้อเห็นนักพรตเฒ่ากลับมา ก็รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับด้วยความเคารพทันที
"ท่านนักพรต ท่านกลับมาแล้ว! แล้วแม่นางท่านนี้คือ?"
นักพรตเฒ่าอู๋แนะนำนางด้วยความเคารพอย่างสูง
"ท่านนี้คือปรมาจารย์เซียว ข้าเพิ่งไปตามท่านปรมาจารย์เซียวมา"
พูดจบ นักพรตเฒ่าอู๋ก็ผายมือเชื้อเชิญเซียวอันเล่อ
เขาไม่อยากเอาชีวิตมาทิ้ง แต่ก็ไม่มีทางเลือก เขาไม่มีวิชาแก่กล้าเหมือนเซียวอันเล่อ และคาดเดาไม่ได้ว่าคราวนี้จะหนักหนาสาหัสแค่ไหน
ตอนแรกเขารับเงินจากตระกูลจางมาแล้ว และเงินนั้นก็ใช้ไปแล้ว จะคืนก็ไม่ได้
จึงได้แต่กัดฟันสู้ต่อไป
เมื่อเห็นนักพรตเฒ่าอู๋ให้ความเคารพเซียวอันเล่อขนาดนั้น เสี่ยวเอ้อก็ไม่กล้าล่วงเกิน รีบเชิญทั้งสองเข้าไปด้านใน
คนตระกูลจางกำลังรวมตัวกันอยู่ในห้องโถง สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ปรึกษาหารือกันเรื่องที่มาของศพหญิงสาวและวิธีจัดการ
พอได้ยินว่านักพรตเฒ่าอู๋พาปรมาจารย์ที่เก่งกาจกว่ามาด้วย พวกเขาก็รีบลุกขึ้นต้อนรับ
ทันทีที่เห็นเซียวอันเล่อ คนตระกูลจางต่างตกตะลึง ไม่นึกว่าปรมาจารย์จะเป็นเพียงเด็กสาววัยแรกรุ่นอายุเพิ่งจะสิบห้า
"ท่านนักพรตอู๋ ท่านนี้คือ?"
นักพรตเฒ่าอู๋แนะนำเซียวอันเล่ออีกครั้ง
"อย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกของท่านปรมาจารย์เซียวหลอกเอาได้ ศักดิ์ฐานะของท่านสูงส่งนัก ท่านคือ... ศิษย์ทวดของข้า?"
คนตระกูลจางทำหน้างง ท่านไม่มั่นใจในคำพูดตัวเองรึไง?
แต่ก็พอเข้าใจได้ อายุน้อยแต่ลำดับศักดิ์สูง เรื่องแบบนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยไป
เซียวอันเล่อได้ยินคำแนะนำของเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยอมรับเขาเป็นศิษย์เหลน
"ท่านปรมาจารย์อู๋ แม่นางเซียว—"
"เรียกข้าว่าแม่นางเซียวเถอะ"
ได้ยินนางพูดเช่นนั้น คนตระกูลจางก็โล่งอก
"แม่นางเซียว เรื่องนี้ควรแก้ไขอย่างไรดี?
พวกเราไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้จริงๆ จู่ๆ นางก็ไปโผล่อยู่ในบ่อน้ำตระกูลจาง พวกเราจนปัญญาจริงๆ"
พอนายท่านจางพูดจบ คุณชายใหญ่จาง บุตรชายคนโตของนายท่านจางก็เอ่ยขึ้นบ้าง
"ข้าส่งคนไปแจ้งทางการแล้ว ไม่รู้ว่าทางการจะช่วยอะไรได้บ้าง"
สิ้นเสียงเขา ก็เป็นจริงดังว่า เจ้าหน้าที่ทางการได้มาถึงหน้าประตูแล้ว