- หน้าแรก
- วิญญาณยุทธ์คู่สยบมาร
- บทที่ 27 บัวคราม กับการชี้แนะทักษะวิญญาณให้หลิวหลีน้อย
บทที่ 27 บัวคราม กับการชี้แนะทักษะวิญญาณให้หลิวหลีน้อย
บทที่ 27 บัวคราม กับการชี้แนะทักษะวิญญาณให้หลิวหลีน้อย
"บัววารีคราม!"
ภายในลานบ้าน เสี่ยวหลิวหลี ผู้ซึ่งฝึกฝนจนมีระดับพลังวิญญาณถึงระดับ 29 ได้ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของเธอออกมาตามคำขอของสวี่โม่
ดอกบัวสีน้ำเงินที่แผ่แสงสีฟ้าอ่อนๆ และห้อมล้อมด้วยไอหมอกสีขาวที่พวยพุ่งออกมา ปรากฏขึ้นบนมือขวาของเด็กสาว จากนั้นเธอก็เริ่มใช้ทักษะจากวงแหวนวิญญาณวงแรกของเธอทันที
"ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง ระบำบุปผาพันธนาการ!"
สิ้นเสียงของเสี่ยวหลิวหลี บัววารีครามในมือของเธอก็เปล่งแสงสีฟ้าเจิดจ้า ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นกลีบบัวลวงตาที่สร้างจากไอน้ำลอยล่องและหมุนคว้างอยู่กลางอากาศเบื้องหน้าเธอ
"พี่สวี่โม่ นี่คือทักษะวิญญาณที่หนึ่งของข้า มันใช้กลีบดอกไม้เพื่อพันธนาการการเคลื่อนไหวของศัตรู ท่านคิดว่าผลของทักษะวิญญาณนี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
หลังจากปลดปล่อยทักษะออกมาแล้ว เสี่ยวหลิวหลีกุมมือไว้ที่หน้าอกพลางจ้องมองสวี่โม่ด้วยความคาดหวัง ดวงตาคู่โตเป็นประกายของเธอกะพริบปริบๆ
"อืม ไม่เลว ถือว่าพอใช้ได้ และมีศักยภาพในการพัฒนาที่ดี"
สวี่โม่ลูบคางพลางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะให้คำตอบที่ค่อนข้างเป็นกลาง
"อะไรนะ? ทักษะวิญญาณของข้าเป็นแค่ระดับพอใช้เองเหรอ? ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมมากเลยล่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวหลิวหลีก็ทำปากยื่นด้วยความผิดหวังและบ่นพึมพำอย่างไม่ค่อยยอมรับนก
"เป็นอะไรไป? ดูเหมือนเจ้าจะไม่ค่อยเชื่อข้านะ"
สวี่โม่เห็นท่าทางไม่ยอมคนของเสี่ยวหลิวหลีแล้วก็รู้สึกขบขัน เขาจึงยื่นมือไปบีบหน้าเล็กๆ ของเธออย่างแรงก่อนจะส่ายหัวอย่างระอา
"เดี๋ยวข้าจะแสดงทักษะวิญญาณที่หนึ่งของข้าให้เจ้าดู เมื่อเห็นแล้วเจ้าลองกลับไปคิดทบทวนให้ดี แล้วจะเข้าใจว่าทำไมข้าถึงพูดแบบนั้น"
พูดจบ สวี่โม่ก็เรียกวิญญาณยุทธ์เถาวัลย์วิญญาณกลืนโลหิตออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
"ดูให้ดีล่ะ อย่ากะพริบตาเชียว"
"ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง สังหารกลืนโลหิต!"
สวี่โม่ปลดปล่อยทักษะวิญญาณที่หนึ่งออกมาต่อหน้าต่อตาเสี่ยวหลิวหลี
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ...
เถาวัลย์สีแดงฉานนับสิบเส้นพุ่งพรวดขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องหน้าสวี่โม่ พวกมันบิดตัวไปมาและชูชันราวกับกรงเล็บปีศาจที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกอย่าง แสดงให้เห็นถึงความดุร้ายและน่าสะพรึงกลัว!
"ว้าว นี่คือทักษะวิญญาณที่หนึ่งของท่านจริงๆ เหรอ? พี่สวี่โม่ ทั้งขอบเขตและจำนวนการโจมตีมันดูเกินจริงไปมาก! ไม่อยากจะเชื่อเลย!"
เมื่อเสี่ยวหลิวหลีเห็นอานุภาพทักษะของสวี่โม่ เธอรีบเอามือปิดปากด้วยความตกใจ ดวงตาของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการโจมตีระดับนี้จะเป็นเพียงทักษะวิญญาณแรกเท่านั้น
"หลิวหลีน้อย เจ้าเพิ่งเห็นข้าใช้ทักษะไปเองนะ ทำไมตอนนี้ถึงเริ่มสงสัยในตัวเองเสียแล้วล่ะ?"
เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงปนสงสัยของเด็กสาว สวี่โม่ก็ลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหรี่ตาลงและเผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยเพื่อเป็นการเตือน
"เจ้าห้ามทำท่าทางตื่นตูมแบบนี้อีกนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่ช่วยเก็บกรามที่ค้างของเจ้าให้หรอก!"
"เชอะ ข้าไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองตกใจขนาดนั้นหรอก มันน่าอายจะตาย!"
เห็นรอยยิ้มที่ดูกำกวมของสวี่โม่ เสี่ยวหลิวหลีก็เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้และย้อนกลับไปทันที
"งั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นเรามาคอยดูกัน เจ้าตั้งใจดูให้ดีล่ะ ข้ารับรองว่าเจ้าจะตกใจจนทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว"
สวี่โม่ยิ้มอย่างมีเลิศนัยให้เสี่ยวหลิวหลี จากนั้นเขาก็ปลดปล่อยทักษะวิญญาณที่หนึ่งออกมาอีกครั้ง
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ...
หลังจากเสียงเถาวัลย์พุ่งขึ้นจากดินดังขึ้นอีกชุด แทนที่พวกมันจะงอกออกมาอย่างสะเปะสะปะ เถาวัลย์เหล่านั้นกลับงอกเงยออกมาอย่างเป็นระเบียบภายใต้การควบคุมของสวี่โม่ จนกลายเป็นลวดลายที่สวยงามและซับซ้อนบนพื้นลานกว้าง
"เห็นไหม? นี่ก็คือทักษะวิญญาณที่หนึ่งของข้าเช่นกัน เมื่อเจ้าเชี่ยวชาญทักษะวิญญาณอย่างสมบูรณ์แล้ว เจ้าจะสามารถควบคุมตำแหน่งของมันได้ตามใจปรารถนา จะชี้ไปที่ไหนก็โดนที่นั่น เป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก..."
สวี่โม่ชี้ไปที่เถาวัลย์สีแดงในลานบ้านที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลพลางอธิบายช้าๆ ให้เด็กสาวข้างตัวฟัง หลังจากพูดจบ โดยไม่รอให้เสี่ยวหลิวหลีได้ย่อยข้อมูล เขาก็แสดงการใช้ทักษะวิญญาณแรกในรูปแบบต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อหน้าเธอ
ทักษะ สังหารกลืนโลหิต ซึ่งเดิมทีเป็นทักษะประเภทควบคุม เมื่อมาอยู่ในมือของสวี่โม่กลับเปล่งประกายที่แตกต่างออกไป เขาสามารถใช้มันสร้างรูปแบบการโจมตีหมู่ การโจมตีเดี่ยว หรือแม้กระทั่งการลอบโจมตีได้อย่างง่ายดาย
"เป็นอย่างไรบ้าง? เห็นหรือยัง? นี่คือความรุ่งโรจน์ที่เกิดจากการเข้าถึงแก่นแท้ของทักษะวิญญาณอย่างสมบูรณ์ มันสุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ!"
สุดท้าย สวี่โม่ก็บีบแก้มเสี่ยวหลิวหลีอีกครั้งเพื่อเรียกสติของเธอให้กลับคืนมา
"ว้าว สุดยอดมากเลย! นี่คือระดับที่สามารถทำได้หากใช้ทักษะวิญญาณได้ตามใจงั้นเหรอ? ข้าอยากทำแบบนั้นได้บ้างจัง!"
เสี่ยวหลิวหลีทึ่งในสิ่งที่สวี่โม่แสดงให้เห็นเป็นอย่างมาก เธอรีบเข้าไปออดอ้อนให้เขาช่วยชี้แนะการฝึกฝนทักษะวิญญาณทันที
"พี่สวี่โม่ ท่านต้องมีวิธีช่วยให้ข้าเชี่ยวชาญทักษะวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์แน่ๆ ใช่ไหม?"
"มีสิ วิธีการมันค่อนข้างเรียบง่ายทีเดียว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวี่โม่ยิ้มบางๆ และตอบกลับด้วยความมั่นใจ
"เจ้าเห็นผลลัพธ์แล้วนี่ ตราบใดที่เจ้าขยันฝึกฝนและทดลองอยู่เสมอ หมั่นสรุปบทเรียนและประสบการณ์ต่างๆ จนถึงจุดที่เจ้าสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์และผลของทักษะวิญญาณได้ตามต้องการ เมื่อนั้นเจ้าก็จะถือว่าเชี่ยวชาญทักษะวิญญาณอย่างสมบูรณ์"
"เอ๋... มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? แค่ฝึกฝนไปเรื่อยๆ ก็จะเชี่ยวชาญได้เองงั้นเหรอ?"
หลังจากได้รับการสั่งสอนด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เสี่ยวหลิวหลีก็เริ่มเข้าใจว่าการเชี่ยวชาญทักษะวิญญาณที่แท้จริงเป็นอย่างไร
แม้เธอจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าต้องทำอย่างไรถึงจะควบคุมได้ดั่งใจนึกเช่นนั้น แต่เธอก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะง่ายอย่างที่สวี่โม่พูด ว่าเพียงแค่ก้มหน้าก้มตาฝึกอย่างหนักก็จะทำได้
เพราะมันดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ในโลกนี้มีวิญญาณจารย์มากมายที่ฝึกฝนทักษะวิญญาณของตนเอง แต่ทำไมถึงมีคนน้อยนักที่ทำได้เหมือนสวี่โม่?
มันต้องมีเคล็ดลับอะไรบางอย่างแน่ๆ ข้าอยากจะ...
"เอาละ เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว"
ความคิดของเสี่ยวหลิวหลีถูกขัดจังหวะด้วยคำพูดของสวี่โม่
ในเวลานี้ สวี่โม่กอดอกและทำสีหน้าจริงจัง เขาเริ่มเทศนาเด็กสาวที่กำลังสับสนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"เจ้ายังขาดประสบการณ์ในการฝึกทักษะวิญญาณอยู่อีกมาก อย่าเพิ่งตั้งเป้าหมายสูงเกินไปจนลืมพื้นฐาน เจ้าควรจะลงมือทำอย่างจริงจัง ฝึกฝนและทดลองไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เมื่อเจ้าสามารถใช้ทักษะวิญญาณได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ตอนนั้นค่อยไปคิดเรื่องอื่น"
"อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าจะฟังพี่ และจะทำความคุ้นเคยกับการใช้ทักษะวิญญาณให้ดีเสียก่อน"
ดวงตาที่สวยงามของเสี่ยวหลิวหลีสั่นไหวเล็กน้อย หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็พยักหน้าอย่างลังเล เตรียมจะนำคำแนะนำของสวี่โม่ไปปฏิบัติจริง
"ยัยเด็กดื้อ ข้าทำแบบนี้ก็เพื่อตัวเจ้าเองทั้งนั้น!"
สวี่โม่ส่ายหัวอย่างพูดไม่ออก เขาพอมองออกว่าเสี่ยวหลิวหลีมีท่าทีไม่ค่อยเต็มใจนัก
แต่มันจะเป็นอะไรไป? ตึกสูงระฟ้าเริ่มต้นจากฐานรากที่มั่นคง หากไม่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง จะส่งเสริมการฝึกฝนขั้นต่อไปได้อย่างไร?
ดังนั้นสวี่โม่จึงวางแนวทางให้เสี่ยวหลิวหลีโดยตรง คือให้เน้นฝึกและทดลองทำไปก่อน เพื่อที่เธอจะได้ไม่คิดมากเกินไปจนเสียเรื่อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอมาถึงจุดที่ติดขัด สวี่โม่ย่อมต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเธออย่างแน่นอน
"หลิวหลีน้อย เจ้าต้องขยันฝึกฝนและอย่าพยายามหาทางลัด แต่ถ้าหากเจอปัญหาอะไรระหว่างการฝึก เจ้าสามารถมาหาข้าได้ ข้าจะช่วยเจ้าหาทางออกเอง"
"เจ้าค่ะ ข้าจะทำตามนั้น พี่สวี่โม่!"
...