เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: การย้ายถิ่นฐาน

บทที่ 6: การย้ายถิ่นฐาน

บทที่ 6: การย้ายถิ่นฐาน


บทที่ 6: การย้ายถิ่นฐาน

ข้างกองไฟ จางอวี่นั่งอยู่บนพื้น ลิ้มรสชาติของปลาที่เพิ่งย่างเสร็จ

ปลาที่จับมาจากทะเลมีความเค็มในตัว รสชาติดีกว่าเนื้อกระต่ายจืดชืดที่เขาเคยล้างน้ำทะเลกินเสียอีก ถ้ามีการให้คะแนนอาหาร จางอวี่คงให้คะแนนปลาย่างในมือเต็มสิบไม่หัก

แต่จางอวี่ยังไม่หนำใจ เขาดูดก้างปลาแล้วเลียนิ้วอย่างเสียดาย พอคิดว่ากินอิ่มแล้วก็ต้องกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง และต้องทนใช้ชีวิตยากลำบากแบบนี้ต่อไปอีกตั้ง 26 วัน จางอวี่ก็แทบอยากจะร้องไห้

ทันใดนั้น หวังเว่ยก็ส่งข้อความมาหา

หวังเว่ย: “ใช่แล้ว ฉันก็เป็นผู้เล่นบนเกาะหัววัวเหมือนกัน พ่อหนุ่ม เธอก็อยู่ริมทะเลสินะ?”

จางอวี่ไม่ได้ถือสากับสรรพนามที่หวังเว่ยใช้ เพราะดูจากรูปโปรไฟล์แล้วหวังเว่ยน่าจะอายุมากกว่าเขามากโข

จางอวี่: “ใช่ครับคุณอา คุณอาเจอซากโบราณสถานแถวนั้นบ้างไหมครับ?”

หวังเว่ย: “ซากโบราณสถานเหรอ? ฉันยังไม่ได้สำรวจละเอียดหรอกนะ แต่ฉันเห็นสัตว์ประหลาดมิโนทอร์อยู่หลายตัวเลย จากภูเขาสูงฝั่งฉัน ฉันมองเห็นชนเผ่ามิโนทอร์อยู่ในป่าลึกเต็มไปหมด ระวังตัวด้วยล่ะ ไว้มีเวลาฉันจะลองขึ้นเขาไปดูเผื่อเจอซากโบราณสถานอย่างที่เธอว่า”

จางอวี่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด เผ่ามิโนทอร์? สังคมยุคดึกดำบรรพ์งั้นเหรอ?

เขานึกถึงขวานยาวสีดำขนาดใหญ่ในมือมิโนทอร์ที่เขาเคยเจอ แม้จะไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุอะไร แต่อาวุธที่ทนทานต่อแรงมหาศาลของมิโนทอร์ได้ย่อมไม่ใช่อาวุธธรรมดาแน่

ต่อให้ทำจากเหล็ก ก็แสดงว่าเผ่ามิโนทอร์พัฒนาเข้าสู่ยุคเหล็กแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นคนละระดับกับเขาที่เป็นแค่คนป่าฉายเดี่ยวอย่างสิ้นเชิง

จางอวี่รู้สึกกดดันราวกับภูเขาถล่มทับ เขาเพิ่งเดินเข้าป่าไปนิดเดียวก็เจอมิโนทอร์แล้ว แสดงว่าเขาน่าจะอยู่ในระยะล่าของพวกมัน

ขืนอยู่ที่นี่นานไปต้องเกิดเรื่องแน่ เขาอยู่ต่อไม่ได้แล้ว

ในขณะที่จางอวี่กำลังขมวดคิ้วเครียด ข้อความจากหวังเว่ยก็เด้งขึ้นมาอีกครั้ง

หวังเว่ย: “พ่อหนุ่ม ระหว่างเรามีภูเขาลูกใหญ่คั่นอยู่ หลายวันมานี้ฉันไม่เห็นมิโนทอร์ข้ามมาฝั่งฉันเลย ถ้าเธอเจออันตรายหรืออยู่ไม่ไหว จะข้ามมาหาฉันก็ได้นะ”

“ฉันมองจากยอดเขาแล้ว ถึงเกาะจะใหญ่มาก แต่เธอน่าจะเดินเลาะชายฝั่งมาถึงนี่ได้”

หวังเว่ยไม่รังเกียจที่จะให้จางอวี่หนีไปพึ่งใบบุญ ซึ่งจะเพิ่มภาระในการเอาชีวิตรอด แสดงว่าเขามีแหล่งน้ำและอาหารที่มั่นคง ที่สำคัญคือเขามีจุดชมวิวบนที่สูงซึ่งอาจค้นพบซากโบราณสถานได้ นี่เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจจางอวี่มาก

จางอวี่ใคร่ครวญถึงความเป็นไปได้ ที่แน่ๆ คือหวังเว่ยอยู่ไม่ใกล้จากเขา เพราะถ้าอยู่ใกล้ เขาต้องมองเห็นภูเขาลูกใหญ่ที่ว่านั่นแล้ว

ผลเบอร์รี่แดงเต็มเสื้อน่าจะเพียงพอเป็นเสบียงสำหรับการเดินทาง ประการแรกคือความมั่นใจในร่างกายตัวเอง ประการที่สอง จางอวี่คิดแผนสำรองบางอย่างไว้เพื่อความไม่ประมาท

วันนี้เขาจะเข้าป่าไปเก็บเบอร์รี่แดงให้เต็มเสื้อ ส่วนที่เหลือจะแลกเปลี่ยนฝากไว้กับถูลิฮุย ถ้าเบอร์รี่แดงหมดระหว่างทาง ค่อยขอให้ถูลิฮุยส่งคืนมาให้

ยังไงซะจางอวี่ก็ขนไปไม่หมดอยู่แล้ว ต่อให้ถูลิฮุยฮุบเบอร์รี่แดงแล้วบล็อกเขา จางอวี่ก็จะถือซะว่าเป็นค่าเรียนรู้

หลังจากไตร่ตรองและเห็นว่าแผนนี้เป็นไปได้ จางอวี่จึงส่งข้อความหาหวังเว่ย

จางอวี่: “คุณอา พูดตามตรงนะครับ แถวนี้มีมิโนทอร์โผล่มาจริงๆ อันตรายมาก ผมกะว่าจะออกเดินทางไปหาคุณอาวันนี้เลย”

หวังเว่ย: “ไม่มีปัญหา เธอมองเห็นภูเขาลูกใหญ่ๆ บ้างไหม? ภูเขาฝั่งฉันสูงมาก แคมป์ของฉันอยู่ตีนเขาติดทะเล”

จางอวี่ตอบตกลง แล้วลุกขึ้นเดินเข้าป่า ในเมื่อตัดสินใจจะไปหาหวังเว่ยแล้ว จางอวี่ก็ไม่อยากชักช้า

เมื่อมาถึงดงเบอร์รี่แดง จางอวี่เปิดหน้าต่างแชทส่งข้อความหาถูลิฮุย

จางอวี่: “ตอนนี้นายอยู่ที่แคมป์หรือเปล่า?”

จางอวี่รอสักพัก ถูลิฮุยจึงตอบกลับมา

ถูลิฮุย: “อยู่ มีอะไรเหรอ?”

จางอวี่เล่าแผนการย้ายถิ่นฐานเพื่อไปหาผู้เล่นคนอื่นให้ถูลิฮุยฟัง และพูดถึงเรื่องฝากเบอร์รี่แดงให้ดูเว่อร์วังเข้าไว้ ประมาณว่า “เบอร์รี่พวกนี้คือชีวิตของฉันเลยนะ”

แต่ถูลิฮุยไม่รู้เรื่องรู้ราว เขาแค่รู้สึกว่าจางอวี่เชื่อใจเขามาก

ถูลิฮุย: “พี่จางอวี่ วางใจเถอะ ผมจะไม่ทรยศความไว้ใจของพี่แน่นอน”

เห็นว่าปูทางไว้เรียบร้อยแล้ว จางอวี่ก็เริ่มการแลกเปลี่ยนฝ่ายเดียวกับถูลิฮุย ทยอยโอนเบอร์รี่แดงให้เขาเรื่อยๆ

ผ่านไปราวชั่วโมงสองชั่วโมง จางอวี่ก็ทำงานเสร็จ นั่งหอบแฮกอยู่บนพื้น ตอนนี้เหลือเบอร์รี่แดงแค่กองเดียวที่ห่อด้วยเสื้อของเขา

ที่น่ากล่าวถึงคือ จางอวี่ยังแบ่งเบอร์รี่แดงบางส่วนฝากไว้กับหวังเว่ยด้วย ส่วนหนึ่งเพื่อความปลอดภัย อีกส่วนเพื่อทดสอบนิสัยของหวังเว่ย

หลังจากพักจนหายเหนื่อย จางอวี่ก็ไปที่ลำธารเพื่อดื่มน้ำ ตักตวงน้ำเข้าปากอึกใหญ่แล้วรีบจากไป ตอนนี้จางอวี่ไม่กล้าอยู่นานแล้ว

พอกลับมาถึงแคมป์ จางอวี่เปิดดูหน้าจอเกม พบว่าเพิ่งจะบ่ายสองโมงสิบห้า อีกนานกว่าจะมืด จางอวี่เลยมุดเข้าเต็นท์ไปนอน

จางอวี่ตื่นขึ้นมาตอนพระอาทิตย์ตกดิน เขาไปเดินหาอาหารทะเลที่ชายหาด แต่ไม่เจอปลาสักตัว

ไม่นานฟ้าก็มืด จางอวี่กลับมาที่แคมป์ กินอาหารทะเลที่หาได้กับเบอร์รี่แดงส่วนเกินจนหมด เห็นว่ามืดสนิทแล้ว จางอวี่ใช้เถาวัลย์มัดห่อเสื้อใส่เบอร์รี่แดงไว้กับตัว คว้ามีดเดินป่า เลือกทิศทางแล้วเริ่มออกเดินทาง

สาเหตุหลักที่จางอวี่เดินทางตอนกลางคืนคืออากาศเย็นสบายกว่า อีกอย่างสำหรับเขา กลางวันหรือกลางคืนก็มองเห็นไม่ต่างกันเท่าไหร่

เดินบนชายหาดยามค่ำคืน ลมเย็นพัดโชยมาตลอดทาง ทำให้จางอวี่รู้สึกหนาวนิดๆ

ตอนแรกก็ยังดีอยู่ แต่พอเดินไปได้เกือบชั่วโมง จางอวี่เริ่มรู้สึกหวิวๆ ชายหาดยามค่ำคืนเงียบสงัดผิดปกติ มีเพียงเสียงคลื่นซัดฝั่งเป็นระยะ

บรรยากาศชวนขนลุก จางอวี่เลยเปิดช่องแชทโลกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ช่วงเวลานี้มีคนคุยกันน้อย แต่จางอวี่ก็ได้ที่ระบายอารมณ์ในที่สุด

จางอวี่เดินเลียบชายฝั่งไปพลางอ่านแชทโลกไปพลาง

“ฉันไปมาแล้ว เกาะหย่งกวงนี่สุดยอดจริงๆ ฉันอยู่ที่นี่มาหลายวัน พระอาทิตย์ไม่เคยตกเลยสักครั้ง”

“พูดบ้าอะไรของนาย? นายไม่ได้อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกับพวกเราหรอกเหรอ?”

“ลองมองไปรอบๆ เกาะสิ เผื่อท่านแม่ทัพจะอยู่บนเกาะนาย”

“ฉันอยากกินไข่ม่วง”

“แบ่งปันข้อมูลพรสวรรค์: การเลี้ยงกู่ (Gu) LV1 (สามารถเปลี่ยนซากสัตว์วิเศษให้เป็นหนอนกู่ได้ ปัจจุบันจำกัดแค่เปลี่ยนสัตว์วิเศษระดับ 1 ให้เป็นหนอนกู่ระดับ 1) ผู้เล่นจากเกาะเทียนโม่มาหาฉันได้นะ ที่นี่ปลอดภัยมาก”

“ไม่รู้ว่าสภาพแวดล้อมปลอดภัยไหม แต่อยู่ใกล้แกน่ะไม่ปลอดภัยแน่”

“โอ้โห การเลี้ยงกู่!”

“ทุกคนเก่งๆ กันทั้งนั้น ดึกดื่นไม่หลับไม่นอน ระดับ 1 นี่คือระดับพลังหรือเปล่า?”

“แบ่งปันข้อมูลไอเทม: คัมภีร์เปลี่ยนอาชีพจอมเวท (เมื่อใช้จะได้รับวิชาบำเพ็ญเพียรเวทมนตร์และคาถาระดับ 1 แบบสุ่ม 3 บท) ฮ่าฮ่า ซากโบราณสถานดรอปของทอง!”

“อิจฉาจัง ซากโบราณสถานฝั่งฉันเจอแต่จี้หยกผนึก”

“เฮ้อ เมื่อกลางวันเห็นคนแชร์เรื่องเปลี่ยนอาชีพอัศวินกับนักสู้ ดูท่าการหาซากโบราณสถานจะเป็นเรื่องจำเป็นซะแล้ว”

จางอวี่ปืดช่องแชทโลกด้วยสีหน้าดำทะมึน ความกลัวที่มีเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสับสนมึนงง

เขาไม่เข้าใจว่าทำไมช่องว่างระหว่างคนเราถึงได้กว้างขนาดนี้ ทำไมรอบจุดเกิดของเขาถึงไม่มีซากโบราณสถาน แต่ดันมีเผ่ามิโนทอร์ซะงั้น?

จางอวี่เดินบนชายหาดอันมืดมิด เต็มไปด้วยความสงสัยและความสับสน แต่ก็ยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

จบบทที่ บทที่ 6: การย้ายถิ่นฐาน

คัดลอกลิงก์แล้ว