- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 45 - ให้เขามา!
บทที่ 45 - ให้เขามา!
บทที่ 45 - ให้เขามา!
บทที่ 45 - ให้เขามา!
การเบรกกะทันหันทำให้อวี๋ต้าจางพุ่งไปข้างหน้า หัวกระแทกเบาะหน้าแล้วเด้งกลับมา
ถึงจะไม่บาดเจ็บ แต่หัวก็ "วิ้ง" ไปทีหนึ่ง ดาวขึ้นระยิบระยับ
"พวกพี่..." อวี๋ต้าจางสะบัดหัวแรงๆ
"จงใจใช่ไหมเนี่ย!"
ป้องกันหอกข้างแคร่ได้ แต่ดันกันกันเองไม่ได้
อวี๋ต้าจางเซ็งเป็ด
พูดแค่นี้เอง พวกพี่จะตกใจอะไรเบอร์นั้น
"ไม่ใช่ นายพูดประโยคเมื่อกี้ใหม่อีกทีซิ" สองคนข้างหน้าพูดแทบจะพร้อมกัน
"พวกพี่จงใจใช่ไหมเนี่ย!" อวี๋ต้าจางตอบเสียงขุ่น
"ไม่ใช่ประโยคนั้น" คนนั่งข้างคนขับแก้
"ประโยคก่อนหน้านั้น!"
หัวที่เพิ่งกระแทกมายังมึนๆ อวี๋ต้าจางสะบัดหัวอีกที ถึงตอบยานคางว่า
"ผู้ต้องสงสัยหลักจับได้หมดแล้ว"
สิ้นประโยคนี้ สองคนข้างหน้าเหมือนโดนสาปให้เป็นหิน ค้างอยู่ในท่านั่งบิดตัวหันหลังอยู่อย่างนั้น
สายตาที่มองเจ้าอ้วนเบาะหลัง เหมือนมองสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว
คราวนี้หูไม่ฝาดแน่!
โอ้โห ฆาตกรตัวจริงจับได้แล้ว
ตอนไปเจ้าอ้วนเพิ่งเจอว่าห้องเช่าไม่ใช่ที่เกิดเหตุแรก และเจอเบาะแสใหม่อีกนิดหน่อย
ในสายตาพวกเขา คดีคืบหน้าขนาดนี้ก็ถือว่าเร็วปานจรวดแล้ว
พวกเขายังเคยคิดเลยว่าเจ้าอ้วนนี่ดวงดี บังเอิญไปเจอเบาะแสใหม่เข้า
แต่ตอนนี้จะอธิบายยังไง?
พวกเราเพิ่งออกไปไม่กี่วัน เขาจะปิดคดีแล้ว
เทียบกันแล้ว สองสามวันมานี้พวกเราเหมือนไปเที่ยวเล่นชัดๆ
ตอนขึ้นตึก ทั้งสองคนรู้สึกเหมือนเดินบนปุยฝ้าย ขาลอยๆ ไม่ติดพื้น
ความรู้สึกไม่จริงทำให้พวกเขาหวาดระแวง
กลัวว่าเดี๋ยวพอเจอคนในทีมสืบสวน จะมีคนบอกว่า: เจ้าอ้วนล้อพวกนายเล่นน่ะ
ขึ้นมาถึงชั้นบน สองคนไม่ไปล้างหน้า ไม่ไปกินข้าว พุ่งตรงไปที่ห้องข้างห้องสอบสวนทันที
พอเห็นภาพหลวี่จงซินกำลังสอบสวนในจอมอนิเตอร์ ทั้งสองถึงมั่นใจว่าที่อวี๋ต้าจางพูดเป็นความจริง
เดี๋ยวนี้คดีมันแก้ง่ายขนาดนี้แล้วเหรอ?
เจ้าอ้วนดูทรงเพิ่งจบโรงเรียนตำรวจมาหมาดๆ ส่วนพวกเราเป็นตำรวจเก่าประสบการณ์โชกโชนนะ
โรงเรียนตำรวจเดี๋ยวนี้ผลิตปีศาจออกมาหรือไง!
วันนี้ ทั้งทีมสืบสวนพิเศษรวมทั้งอวี๋ต้าจางไม่มีใครกลับบ้าน
คดีเข้าสู่ช่วงสอบสวนสุดท้าย ขอแค่ผู้ต้องสงสัยยอมรับสารภาพ ก็ถือว่าปิดจ็อบสวยงาม
แน่นอน คำสารภาพต้องสอดคล้องกับหลักฐานที่มีอยู่ด้วย
แต่ความจริงมักไม่เป็นดั่งใจ
ผู้ต้องสงสัยใหม่ทั้งสองคนปิดปากเงียบ ไม่ว่าหลวี่จงซินจะถามยังไง ทั้งคู่ก็ไม่ยอมปริปาก
เตี๊ยมกันมาสินะ... อวี๋ต้าจางนั่งหน้าคอมฯ มองดูชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สอบสวนในจอ
เขาเป็นผู้ชายที่หน้าเด็กจนเกินไป
คิดว่าคำบรรยายนี้ไม่เหมาะสมเหรอ?
นั่นเพราะคุณไม่เคยเห็นคนหน้าเด็กมากๆ
ถ้าพูดถึงหน้าตา เขาดูธรรมดา พื้นๆ แต่พอเครื่องหน้ามารวมกัน กลับให้ความรู้สึกว่าเขาเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะได้ไม่นาน
รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ตาเป็นประกายสดใส ริมฝีปากเม้มแน่น สีหน้าเด็ดเดี่ยวเยือกเย็น
ต่อให้ถูกใส่กุญแจมือติดกับเก้าอี้สอบสวน รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวก็ยากจะละสายตา
นายยังจะทำอะไรอีก? อวี๋ต้าจางรู้สึกสังหรณ์ใจว่าคนในจอยังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่
เขายังมีไพ่ตาย?
ในเมื่อดักจับได้ขนาดนี้ เขาควรรู้ตัวว่าความแตกแล้ว
การขัดขืนในเวลานี้ไร้ความหมาย
ต่อให้ไม่พูดก็ไม่เป็นไร ยุคนี้ตัดสินโดยไม่ต้องใช้คำรับสารภาพไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
หลักฐานมัดแน่น ไม่เชื่อหรอกว่านายจะพลิกเกมได้... คิดถึงตรงนี้ อวี๋ต้าจางถ่มน้ำลายใส่ผู้ต้องสงสัยในจอ
"ถุย~ น้ำหน้าอย่างนายไม่มีทาง!"
"เฮ้ยๆๆๆ~~~ นายทำอะไร เป็นบ้าไปแล้วเหรอ!" เพื่อนร่วมทีมที่นั่งดูอยู่ข้างๆ รีบห้าม
สกปรกโว้ย
นายไม่ดูพวกเรายังต้องดูนะ~
ถ่มน้ำลายใส่คอมฯ หลวง โรคประสาทกำเริบหรือไง
หลายคนรีบช่วยกันดึงอวี๋ต้าจางออกจากหน้าจอคอมฯ
ทำไมต้องใช้หลายคน?
คนเดียวดึงไม่ไหว เก้าอี้คอมฯ โดนเขานั่งจนมิดแล้ว
"ถ้านายเหนื่อยก็กลับไปพักที่บ้านเถอะ"
"ใช่ๆ" คนอื่นรีบสนับสนุน
"ถ้าขี้เกียจกลับบ้าน ที่กองก็มีห้องพัก นายไปนอนเถอะ"
"หิวหรือเปล่า? อยากกินอะไรบอก เดี๋ยวฉันไปซื้อให้"
พวกเขาคิดว่าเจ้าอ้วนเครียดจนสติหลุดไปแล้ว
ก็ไม่แปลกหรอก ถ้าให้พวกเรามานำทีมทำคดี ต่อให้เป็นบ้าไปก็ทำไม่ได้ถึงขั้นนี้
ตอนนี้ข้อเรียกร้องที่พวกเขามีต่ออวี๋ต้าจางง่ายมาก...
เหนื่อยก็ไปนอน หิวก็ไปกิน พวกเราไม่มีใครว่า ขอแค่อย่าบ้าก็พอ
เกิดคดีพลิกผันอะไรอีก พวกเรารับมือไม่ไหวแล้ว
มาถึงตอนนี้ พวกเขาก็ยังคิดไม่ออกว่าอวี๋ต้าจางไปจับคนร้ายมาครบแก๊งได้ยังไง
ถ้าจับคนเดียว ยังพอเข้าใจได้
แต่นี่จับทั้งตัวการและผู้สมรู้ร่วมคิด มันเกินความเข้าใจของพวกเขาไปแล้ว
แม้แต่สองคนที่จับตัวการมากับมือ ยังนึกว่าคนร้ายมีแค่คนเดียว
พอกลับมาถึงกองถึงรู้ว่ายังมีผู้สมรู้ร่วมคิดอีกคน และหลวี่จงซินก็คุมตัวได้ในเวลาเดียวกับที่พวกเขาจับตัวการ
และคนสั่งการทั้งหมดนี้ คือเจ้าอ้วนพุงพลุ้ยตรงหน้า
หัวโตๆ ของเขานี่ไม่ได้มีไว้คั่นหูจริงๆ ความจุสมองมหาศาล
วิเคราะห์คดี ตั้งสมมติฐานหาความจริง แยกแยะจริงเท็จ แถมยังบัญชาการทั้งทีมไปพร้อมกัน
นี่ต้องใช้ตรรกะความคิดระดับไหน จินตนาการไม่ออกเลย
เชื่อคนง่ายกินอิ่มนอนหลับ... อวี๋ต้าจางไปนอนจริงๆ
ไม่ได้ใช้สมองเยอะเกินไปหรอก แต่เหนื่อยจริงๆ .
วันที่สองหลังจับผู้ต้องสงสัยได้ การสอบสวนดำเนินไปตามปกติ
คราวนี้หลวี่จงซินเปลี่ยนแผน ไม่ถามคำถามลอยๆ อีก แต่ทุกครั้งที่พูดถึงจุดสำคัญ จะงัดหลักฐานที่สอดคล้องออกมาโชว์
ต่อหน้าหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด โจวหงฟู่ยอมเปิดปากคนแรก
เขายอมรับว่าไปที่เกิดเหตุจริง และช่วยตัวการย้ายศพ
และตัวการคนนั้นคือลูกชายของเขาเอง
โจวจื่อเจ๋อ อายุ 21 ปี นักเรียนนายร้อยตำรวจปี 2 ผลการเรียนดีเยี่ยม...
ในคำให้การของโจวหงฟู่ ลูกชายคือความภาคภูมิใจของเขา เพื่อลูกชายเขาทำได้ทุกอย่าง
แต่เขากลับไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับแรงจูงใจในการฆ่าและต้นสายปลายเหตุของคดีนี้
ไม่ว่าหลวี่จงซินจะถามยังไง โจวหงฟู่ก็ตอบแค่ว่าไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบ
พอพูดถึงข่งลิ่งเจี๋ย เขายิ่งส่ายหน้าปฏิเสธ บอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อคนคนนี้มาก่อน
พูดแล้ว แต่ก็เหมือนไม่ได้พูดอะไรเลย~
หลวี่จงซินทำได้แค่กลับไปสอบสวนตัวการหลักอีกรอบ
ชายหนุ่มที่ชื่อโจวจื่อเจ๋อ พอได้ยินว่า "โจวหงฟู่" เริ่มสารภาพแล้ว ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มเหยียดหยาม
และรอยยิ้มนี้เอง ที่ทำให้หลวี่จงซินรู้สึกคุ้นตา
ต้องเป็นคนที่คุมเกมได้ทั้งหมด และมั่นใจในตัวเองสุดขีดเท่านั้น ถึงจะมีสีหน้าแบบนี้ออกมาได้
เหมือนกับ...
ลูกศิษย์อ้วนของเขาที่ชอบทำหน้าแบบนี้บ่อยๆ
จำได้ลางๆ ว่าหมอนั่นก็จบโรงเรียนตำรวจมาเหมือนกัน
พูดไปแล้ว สองคนนี้ก็ศิษย์ร่วมสถาบันนี่นา
นี่นับว่าศิษย์ร่วมสำนักฆ่ากันเองไหม?
ขณะที่หลวี่จงซินกำลังรู้สึกขำขันกับความคิดตัวเอง โจวจื่อเจ๋อที่ปิดปากเงียบมาตลอดหลังถูกจับ ก็เงยหน้ามองเขา
"เขา ทำไมไม่ใช่เขา?"
"อะไรนะ?" หลวี่จงซินงงกับคำถาม
"ฮึ คุณตำรวจ เปลี่ยนคนเถอะ" โจวจื่อเจ๋อยิ้มเยาะ
"คุณไม่มีสิทธิ์สอบสวนผม คลื่นสมองเราไม่ตรงกัน ให้คนที่ตอบคำถามนี้ได้มา"
"ให้คนที่มองแผนการผมออกทั้งหมดคนนั้นมา!"
"มีแค่เขาคนเดียวที่มีสิทธิ์"
"นอกจากเขา คนอื่นไม่คู่ควร!"
(จบแล้ว)