- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 31 - ผมเป็นคนฆ่าเอง!
บทที่ 31 - ผมเป็นคนฆ่าเอง!
บทที่ 31 - ผมเป็นคนฆ่าเอง!
บทที่ 31 - ผมเป็นคนฆ่าเอง!
ในห้องประชุม
หลวี่จงซินใช้เวลาแค่ห้านาทีก็จัดการข้าวกล่องตรงหน้าจนเกลี้ยง
เช็ดปากเสร็จ เขาเปิดดูรายงานผลการตรวจสอบ
ผ่านไปอีกสองนาที เขาวางรายงานลงแล้วมองไปที่อวี๋ต้าจาง
"ฉันเข้าใจความหมายของนายแล้ว มีเจ้านี่อยู่ ข่งลิ่งเจี๋ยก็ดิ้นไม่หลุดแล้ว"
หลวี่จงซินเป็นตำรวจสืบสวนมาหลายปี ประสบการณ์ถือว่าโชกโชน
เขาดูออกว่าตอนนี้ทิศทางของคดีเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
รายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้คือวัตถุพยาน ที่สามารถพิสูจน์ได้โดยตรงว่าห้องเช่าไม่ใช่สถานที่เกิดเหตุจุดแรก
ใช้ถ่านกัมมันต์จัดการศพ แล้วเก็บกวาดถ่านจนเกลี้ยงภายหลัง นี่มันจงใจสร้างพยานหลักฐานเท็จชัดๆ
ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่าง คือศพของจางเหยียนถูกทำความสะอาดก่อนจะย้ายมาที่ห้องเช่า ซึ่งความเป็นไปได้นี้สอดคล้องกับสภาพที่เกิดเหตุมากกว่า
ถ้าทำความสะอาดในห้องเช่า ยังไงก็ต้องทิ้งร่องรอยไว้บ้าง ไม่มีทางรอดพ้นการตรวจสอบของแผนกพิสูจน์หลักฐานไปได้
"วันนี้จะปิดจ็อบได้ไหมครับ?" อวี๋ต้าจางถาม
"ไม่มีปัญหา" หลวี่จงซินตอบอย่างมั่นใจ
"เขาถูกฉันต้อนจนจนมุมแล้ว คราวนี้หลักฐานมัดตัวแน่นหนา เขาไม่มีทางต้านไหวแน่"
ถ้าบอกว่าการสอบสวนก่อนหน้านี้คือการหยั่งเชิงวัดความอึดกัน งั้นต่อไปหลวี่จงซินก็จะเปิดฉากบุกเต็มกำลัง
หลักฐานในมือคืออาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดของเขา
"ถ้าเป็นไปได้ พยายามให้เขาคายเบาะแสสถานที่เกิดเหตุจุดแรกออกมานะครับ" อวี๋ต้าจางมีสีหน้ากังวล
"ผมกลัวว่าถ้านานไป สถานที่เกิดเหตุจะถูกทำลาย ถึงตอนนั้นต่อให้หาเจอก็ไม่มีความหมายแล้ว"
ถึงจะรู้ว่าโอกาสน้อยมาก เผลอๆ ข่งลิ่งเจี๋ยอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดเกิดเหตุแรกอยู่ที่ไหน แต่อวี๋ต้าจางก็อยากลองดู
เผื่อฟลุค~
เรื่องดวงใครจะไปรู้
.
ห้าโมงเย็น การสอบสวนมีความคืบหน้าครั้งใหญ่
ข่งลิ่งเจี๋ยสติแตกแล้ว
ต่อหน้าหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด เขาไม่อาจแถได้อีกต่อไป ต่อให้แสดงเก่งแค่ไหนสุดท้ายก็แพ้ภัยความจริง
ภายใต้การรุกไล่ของหลวี่จงซิน อารมณ์ของเขาพังทลายลง
"ผมฆ่าเอง! ผมเป็นคนฆ่าเอง!!"
ข่งลิ่งเจี๋ยนั่งอยู่บนเก้าอี้สอบสวน ขยับมือที่ถูกใส่กุญแจมือจนเกิดเสียงดังเคร้งคร้างไม่หยุด ร่างกายอยู่ในภาวะใกล้จะควบคุมไม่อยู่
"ผมมันชายโสดตัวคนเดียว เห็นนักเรียนสาวๆ สวยๆ ก็เกิดอารมณ์ชั่ววูบ ผมจะข่มขืน เธอขัดขืนรุนแรง แล้ว..."
"แล้ว... แล้วผมก็..."
เสียงของเขาค่อยๆ เบาลง ศีรษะก็ก้มต่ำลงด้วย
"ต่อสิ แต่งเรื่องต่อสิ" หลวี่จงซินไม่ยอมผ่อนปรนแม้แต่น้อย ไล่บี้ถามต่อ
"แล้วนายก็บีบคอเธอจนตาย? จากนั้นนายก็หนีไปซ่อนตัวที่โรงแรมเล็กๆ แถวนั้น คำให้การชุดนี้มีคนสอนนายพูดใช่ไหม?!"
เหมือนโดนจี้ใจดำ ร่างของข่งลิ่งเจี๋ยสั่นสะท้านอย่างรุนแรง หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ตัวสั่นเทาไปหมด
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ ตะโกนเสียงแหบแห้ง
"เหลวไหล! คุณพูดเหลวไหล!! ไม่มีใครสอนผม คนผมเป็นคนฆ่า เรื่องผมเป็นคนทำ ทำไมต้องลากคนอื่นมาเกี่ยวด้วย?!"
มีพิรุธ!
คิ้วของหลวี่จงซินขมวดแน่น จ้องมองข่งลิ่งเจี๋ยเขม็ง แล้วถามสวนกลับไปอย่างรวดเร็ว
"คนอื่นที่ว่าคือใคร?"
"เขา... เขาคือ..." ข่งลิ่งเจี๋ยรู้ตัวทันทีว่าพลาดไป รีบหุบปากฉับ
แต่ยังคงท่าทีจ้องตาหลวี่จงซินกลับ ไม่ยอมลดละ
จากนั้นไม่ว่าหลวี่จงซินจะถามอะไร เขาก็ไม่ยอมปริปากอีกเลย
อวี๋ต้าจางที่นั่งเฝ้าหน้าจอมอนิเตอร์เห็นข่งลิ่งเจี๋ยทำท่าทองไม่รู้ร้อน ก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
"สุดท้ายก็ถามไม่ได้ความ"
แม้ข่งลิ่งเจี๋ยจะอารมณ์หลุด แต่ในแววตาของเขา อวี๋ต้าจางกลับมองเห็นความเด็ดเดี่ยวบางอย่าง
ดูท่าคงง้างปากหมอนี่ไม่ได้แล้ว
แต่ไม่เป็นไร บรรลุเป้าหมายแล้ว อย่างน้อยตอนนี้ก็มั่นใจได้ว่าข่งลิ่งเจี๋ยรับผิดแทนคนอื่น
คราวนี้ไม่ใช่แค่การคาดเดา แต่เป็นข้อเท็จจริง
พอยืนยันเรื่องนี้ได้ การทำงานขั้นต่อไปก็จะง่ายขึ้น จะไม่มีใครมาตั้งคำถามกับเขาอีก
การสอบสวนหลังจากนี้ ข่งลิ่งเจี๋ยก็คงไม่เล่นละครตบตาแล้ว ละครฉากนี้ถือว่าปิดม่านลงแล้ว
คดีดำเนินมาถึงจุดนี้ ทนายความชื่อดังในชาติก่อนคงหมดโอกาสเปิดตัว
ต่อให้เปิดตัวก็คงไปว่าความให้ตัวการจริงแทน
อวี๋ต้าจางรู้สึกตัวเบาสบายขึ้นเยอะ แล้วท้องเจ้ากรรมก็ร้องประท้วงขึ้นมาสองที
เฮ้อ หิวอีกแล้ว~
.
เช้าวันรุ่งขึ้น
ทีมสืบสวนพิเศษเปิดประชุมสรุปสถานการณ์
เนื่องจากตอนนี้แยกย้ายกันทำงาน จึงต้องใช้เวลาช่วงเช้ามาอัปเดตความคืบหน้าของแต่ละกลุ่มเมื่อวาน
ฝั่งหลวี่จงซินไม่ต้องพูดถึง อวี๋ต้าจางรู้อยู่แล้ว
เฉียนเฉิงขลุกอยู่ที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานตลอดบ่ายเมื่อวาน คำตอบที่ได้คือ อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาสองวันถึงจะรู้ผลสุดท้าย
นึกว่าการชันสูตรคือการผ่าศพแล้วส่องดูอวัยวะแป๊บเดียวเสร็จเหรอ?
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เร็วสุดชั่วโมงกว่าก็เสร็จแล้ว
การชันสูตรของจริง การผ่าเป็นแค่ขั้นตอนแรก
การตรวจชิ้นเนื้อ การตรวจสารพิษ พวกนี้ต้องใช้เวลาทั้งนั้น
ถ้าต้องเพาะเชื้อหรือตัดชิ้นเนื้อไปตรวจละเอียด เวลาอาจยืดเยื้อไปเป็นเดือน
ดังนั้น สองวันรู้ผลนี่ถือว่าเร่งด่วนพิเศษแล้ว
อวี๋ต้าจางรีบไปก็ไร้ประโยชน์ ทำได้แค่รอ
หลังจากเฉียนเฉิงรายงานจบ อวี๋ต้าจางก็หันไปทางสองคนที่รับผิดชอบสืบความสัมพันธ์ของจางเหยียน
"ฝั่งผู้ตายสืบได้ความว่ายังไงบ้างครับ?"
คนหนึ่งรีบตอบทันที
"ความสัมพันธ์ทางสังคมของจางเหยียนโปร่งใสมาก ปกติที่ติดต่อด้วยนอกจากครูก็เพื่อนร่วมชั้น แทบไม่มีสังคมอื่นเลย"
นี่มันเท่ากับไม่ได้สืบเลยไม่ใช่เหรอ... อวี๋ต้าจางคิดแล้วถามต่อ
"ไม่มีความสัมพันธ์พิเศษเลยเหรอ? เพื่อนเพศเดียวกันที่สนิทมากๆ หรือเพศตรงข้ามที่ดูมีใจให้กัน ไม่มีเลยเหรอ?"
เขาเคยเห็นรูปถ่ายจางเหยียนตอนมีชีวิตในสำนวนคดี ถ้าใช้ศัพท์ชาวเน็ตยุคหลังต้องบอกว่า: หน้าตาดีมีระดับ
บวกกับวัยแรกแย้ม ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอาง
จุดขายคือความสดใสวัยรุ่น
อวี๋ต้าจางไม่เชื่อว่าเด็กผู้หญิงแบบนี้จะไม่มีผู้ชายมาจีบ
ยิ่งอยู่ในรั้วโรงเรียน เทียบกับนักเรียนหญิงหน้าตาธรรมดาคนอื่น ยิ่งขับให้เธอโดดเด่น
ฮอร์โมนเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ชายชอบเด็กสาวหน้าตาดีโดยสัญชาตญาณ ไม่ใช่เรื่องที่จะใช้ความตั้งใจควบคุมได้
และมักจะมีพวกใจกล้าบ้าบิ่นลงมือจีบเสมอ
เห็นน้ำเสียงอวี๋ต้าจางเริ่มไม่ดี สมาชิกอีกคนรีบตอบ
"คนจีบน่ะมี จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมห้อง มีผู้ชายในห้องส่งจดหมายรักให้บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรต่อ"
"แต่มีเด็กผู้ชายห้องข้างๆ คนหนึ่งชื่อโจวเย่เหว่ย ช่วงหลังๆ ไปไหนมาไหนกับเธอบ่อย"
อวี๋ต้าจางได้ยินแล้วของขึ้น สืบเจอแล้วไม่ยอมบอก ต้องให้ถาม
ทำไม เป็นแค่ตำรวจฝึกหัดสั่งพวกพี่ไม่ได้หรือไง
"แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่บอก?" อวี๋ต้าจางหน้าตึง
"ก็เขาไม่มีความน่าสงสัยนี่นา" คนนั้นรีบแก้ตัว
"พวกเราไปสืบที่ห้องข้างๆ แล้ว เด็กที่ชื่อโจวเย่เหว่ยคนนั้นกับจางเหยียนดูมีใจให้กันจริงๆ"
"บรรยากาศดูกุ๊กกิ๊กหน่อยๆ"
"แต่บ้านเขาอยู่คนละทางกับบ้านจางเหยียน แถมทุกครั้งที่เลิกเรียนก็มีเพื่อนกลับบ้านด้วยตลอด"
"วันที่จางเหยียนหายตัวไป เขาก็กลับบ้านพร้อมเพื่อนตามปกติ มีเพื่อนยืนยันได้"
"ดังนั้นเขาไม่มีเวลาไปก่อเหตุแน่นอน"
ความหมายของเขาชัดเจน ไม่ใช่พวกเราไม่บอก แต่บอกไปก็ไม่มีประโยชน์
แต่อวี๋ต้าจางไม่คิดแบบนั้น ในสายตาเขา เบาะแสเล็กน้อยแค่ไหนก็ปล่อยผ่านไม่ได้
คำเดิม
เผื่อฟลุค~
"สืบต่อ" อวี๋ต้าจางถลึงตาใส่พวกเขา
"ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเจออะไร ต่อให้เป็นผู้ชายซื้อไอติมให้เธอกินแท่งหนึ่ง ก็ต้องจดมาบอกผมให้หมด เข้าใจไหม?"
ทำไมเหมือนดุลูกเลยวะ... สองคนนั้นรีบพยักหน้า
"เข้าใจๆ ครับ"
สุดท้ายอวี๋ต้าจางหันไปมองสองคนที่สืบเรื่องข่งลิ่งเจี๋ย
คนหนึ่งยืดอกทันที แววตาเป็นประกาย
"ทางเรามีข่าวใหญ่ ข่งลิ่งเจี๋ยยังมีญาติอยู่อีกครึ่งคน..."
"เดี๋ยวนะ!" อวี๋ต้าจางแคะหู
"พี่พูดประโยคเมื่อกี้ใหม่อีกทีซิ"
(จบแล้ว)